(1)
แม้ว่านายพลซื่อชางจะทุ่มสรรพกำลัง และแผนการณ์อันลุ่มลึกเพื่อต้องการได้ตัวเขามา แต่ดูเหมือนผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำจะไม่ได้โหดร้ายกับเด็กหนุ่มจนเกินไปนัก นอกจากจะไม่คุมขังไว้ในห้องมืดอย่างที่คาดแล้ว ยังจัดให้พักในห้องพักรับรองในตึกหลังใหญ่ ที่มีทหารยามยืนรักษาการณ์ตลอดเวลาอีกต่างหาก
ขณะนี้ หวูไว่นอนหลับอยู่บนเตียงด้วยอาการกระวนกระวาย แสงจันทร์แทงทะลุความมืดเข้ามาอาบห้องจนมีสีนวลกระจ่างตา
“โอ๊ย…”เด็กหนุ่มร้องขึ้นมาเมื่อมีบางอย่างกระแทกเข้าที่ปลายเท้า และลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
มีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งยืนอยู่ในเงามืดไกล้กับเตียงของเขา และจ้องมาด้วยอาการยิ้มน้อยๆ
หวูไว่ขยี้ตาเพื่อต้องการมองอาคันตุกะลึกลับอย่างละเอียด ชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ยืนพิงกับหน้าต่างที่อยู่ไกล้กับเตียงของเขา มือกอดอก และเอาขาไขว้กันอยู่ ชายหนุ่มมีใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่ง นัยน์ตาคมกริบ ผมสีดำสนิทยาวปะบ่า เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นสีเขียวสดใส คะเนอายุไม่น่าจะมีอายุมากกกว่าหวูไว่มากนัก
“เจ้าคงเป็นหวูไว่สินะ” หนุ่มแปลกหน้าเอ่ยขึ้น ในขณะที่หวู่ไว่เองได้แต่นั่งมึนงงอยู่บนเตียง
“ข้าชื่อเฉินตง” หนุ่มแปลกหน้าแนะนำตัว
“เจ้าเป็นใครกัน” หวูไว่พูดเหมือนละเมอ
“ข้าเป็นโจรป่า”
หวูไว่ยิ่งงงเต็กเข้าไปใหญ่ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มผมยาวหลบรอดทหารอัศวินดำเข้ามาห้องนี้ได้อย่างไร และต้องการอะไรจากเขากัน
“ข้ามาพาเจ้าออกไปจากที่นี่…”
“หา…” เด็กหนุ่มตะโกนอย่างลืมตัว
“จุ๊ๆ…อย่าเสียงดังไปสิ ไม่งั้นทหารยามที่อยู่หน้าห้องนั่นต้องบุกเข้ามาในห้องแน่”
“เจ้าต้องการอะไร…”
เฉินตง-ชายหนุ่มผู้มีผมยาวสลวย และมีใบหน้างดงามเหมือนผู้หญิง ส่ายหน้าเล็กน้อยพลางกล่าว
“เจ้านะซิต้องการ..ไม่ใช่ข้า”
“ไป”
สิ้นประโยคสุดท้าย เฉินตงก็กระชากหวูไว่ลงจากเตียงก่อนจะกระซิบว่า
“เจ้าเตรียมตัวให้ดี เราต้องปีนลงไป”
(2)
ท้องฟ้ามืดสนิทเหมือนผ้าดำผืนใหญ่ในขณะที่หวูไว่ปีนป่ายอยู่ทางด้านนอกของห้องพักรับรอง แม้ความสามารถด้านอื่นจะจำกัดจำเขี่ย แต่เรื่องการปีนป่ายเยี่ยงนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากเย็นสำหรับเด็กหนุ่ม เพราะช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่ก็ปีนขึ้นลงต้นไม้ หรือไม่ก็ปีนขึ้นไปซ่อมแซมหลังคาบ้านอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ความสูงของตึกรับรองจึงไม่ใช่ปัญหานัก
แต่เทียบกับเฉินตงก็นับว่าห่างกันหลายช่วงตัว
ชายหนุ่มผู้มีผมยาวสลวยปีนป่ายอย่างแคล่วคล่อง ใช้มือและเท้าส่งตัวเองข้ามไปอย่างรวดเร็ว จนหวูไว่ต้องเร่งเหวี่ยงตัวไปให้ทัน
ไม่ช้าไม่นาน หวูไว่ก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่บนพื้นดิน อยู่ห่างไกลจากตึกรับรองไกลโข ความมืดของราตรีทำให้ทั้งสองคนหลบซ่อนโดยไม่มีทหารยามสังเกตเห็น
“เรายังต้องไปอีกไกล…รีบเถอะ” เฉินตงกระซิบเบาๆ
ทั้งสองคนลัดเลาะตามเงามืดไปเรื่อยๆ บางครั้งก็เร็ว บางครั้งก็ช้า หรือไม่ก็ต้องหยุดแอบรอให้กลุ่มทหารอัศวินดำที่ลาดตระเวนผ่านไปเสียก่อน
หวูไว่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ และเริ่มมีอาการเหนื่อยอ่อน พร้อมกับอาการประหลาดใจที่เห็นเฉินตงลัดเลาะฝ่าความมืดไปด้วยอาการเงียบสงบ คล่องแคล่วราวกับเดินอยู่ในหมู่บ้านของตัวเองอะไรอย่างนั้น
กว่าจะรู้สึกตัวอีกที โจรป่าผู้ลึกลับก็พาหวูไว่ลัดเลาะมาจนถึงชายป่านอกกำแพงเมืองเสียแล้ว
“หยุดก่อน…”เฉินตงกระซิบบอกจนหวูไว่ต้องเบรกตัวโก่ง
หวูไว่มองไปเบื้องหน้าแล้วต้องร้องครางด้วยอาการตกใจขึ้นมาอย่างทันทีทันใด กองทัพหมู่หนึ่งของกองทัพอัศวินดำยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บางส่วนง้างคันธนูขึ้นศรเอาไว้ บางส่วนชักดาบชี้มาที่หวูไว่และเฉินตงด้วยสีหน้าดุดัน
ในขณะที่หวูไว่มัวแต่ตะลึงกับภาพเบื้องหน้าอยู่นั้น อู๋ซีในชุดเกราะ สวมหมวกเหล็ก ก็ก้าวออกมาข้างหน้า และพูดด้วยเสียงอันกังวาน
“เฉินตง…เจอกันอีกแล้วสินะ”
“แล้วก็เจ้าหวูไว่…ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
เด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านเซียงอู่หันไปมองเฉินตงที่ยืนข้างๆเหมือนมีคำถาม แต่ดูเหมือนว่าโจรป่าผู้มีผมยาวสลวยจะไม่มีอารมณ์ที่จะกล่าวอะไรออกมา เฉินตงหยิบอาวุธคู่ใจออกมา เป็นทวนเล่มยาว มีสีเขียวเหมือนสีของใบไม้ มีลวดลายอันแปลกตา แม้ดูน้ำหนักจะไม่เบานัก แต่เมื่ออยู่ในมือของเฉินตงแล้วดูเหมือนราวกับถือทวนไม้ไว้อย่างนั้นนั่นแหละ
“ดีใจที่ได้พบขุนพลเอกอู๋ซีอีกครั้ง”โจรป่ากล่าว
“ปล่อยเด็กคนนั้นไว้กับเรา…”อู๋ซีพูดเหมือนตะโกน
ช่างแปลกนัก-เฉินตง ชายหนุ่มผมยาวหาได้สะดุ้งกับเสียงตะโกนของขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำแต่อย่างใดไม่
“มา” โจรป่าพูดเหมือนเสียงตวาด
มีเสียงเคลื่อนไหวอยู่ในชายป่าดังระงมอยู่ครู่ใหญ่ หมู่ไม้โยกไหวไปมา มีเสียงพึ่บพั่บเหมือนเสียงของผู้คนชักอาวุธอยู่ไปมาตลอด
ไม่ช้าไม่นาน ชายฉกรรจ์ในชุดเขียวกลุ่มใหญ่พร้อมอาวุธครบมือก็ปรากฎออกมา
“ขุนพลอู๋ซีคงไม่คิดว่าข้าจะเดินทางมาคนเดียวหรอกกระมัง…”
“ถึงอย่างไร ข้ามีกำลังพลเหนือกว่าพวกเจ้ามาก แค่ปิดล้อมเอาไว้ เจ้าก็คงไม่มีทางไปแล้ว” ขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำพูดเหมือนคำราม พร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝัก
แต่โจรป่าผู้ลึกลับเอามือเดาะดาบไปมาอย่างใจเย็นก่อนจะขว้างสิ่งของบางอย่างลงกับพื้นดินเสียงดังขึ้นมา และปรากฎหมอกควันสีเทาจางๆขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นฉุนประหลาด และม่านของหมอกควันกลืนร่างของหวูไว่ และพวกโจรป่าที่มีความเป็นมาอันลึกลับจนหมด
“รีบหนีเร็ว…”เสียงของโจรป่าเฉินตงกระซิบบอกกับเด็กหนุ่ม
และยังไม่ทันที่หวูไว่จะทำอะไรต่อไป ก็มีมือคู่หนึ่งกระชากแขนเขาโดยแรงและพุ่งปราดออกไปทางชายป่าด้านหนึ่ง โดยมีเสียงขวับเขวี้ยวของลูกธนูฝ่าหมอกควันและพุ่งผ่านศรีษะของเด็กหนุ่มไปอย่างหวุดหวิด
เสียงของเฉินตงดังแว่วอยู่ข้างหูอีกว่า
“ขุนพลอู๋ อย่าเอาแต่ไล่ตามพวกข้าอยู่เลย อากาศแห้งแล้งอย่างนี้ บางทีอาจทำให้คลังอาวุธของกองทัพเกิดเหตุไฟลุกใหม่เอาได้ง่ายๆ…จริงมั๊ยเล่า”
เสียงคำรามของอู๋ซีคำรามผ่านม่านหมอกควันว่า
“ไอ้พวกโจรป่า ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่”
อู๋ซีเผ่นโผนเข้าหากลุ่มโจรป่าและหวู่ไว่ด้วยอาการเคียดแค้น ในขณะที่กองกำลังทางด้านหลังก็ควบทะยานเข้าหาเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั้งป่า
“เตรียมตัว…” โจรป่าเฉินตงตะโกน และชุดกระฉากลากถูหวูไว่ที่ยืนตะลึงมุ่งเข้าสู่ชายป่า ในขณะที่ชายฉกรจ์ชุดเขียววิ่งพลางต่อสู้พลางเหมือนจะเป็นโล่มนุษย์กำบังให้ เสียงปะทะกันดังอึงคะนึงขึ้นมา เสียงดาบปะทะดาบดังสนั่นหวั่นไหว
ลูกธนูพุ่งหวีดหวิวข้ามศรีษะหวูไว่ไปมาอยู่หลายครั้ง แต่ก็แค่เฉียดไปเท่านั้น เฉินตงดูจะมีความสามารถไม่น้อย มือหนึ่งใช้ทวนปัดป่ายลูกธนูที่ยิงสวนเข้ามา แต่อีกมือหนึ่งก็กระชากหวูไว่ติดมือหนีเข้าด้านลึกของชายป่าไปอย่างทุลักทุเล
ไม่ช้าไม่นานก็หายลับไปจากชายป่าที่ดกครึ้มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้
(3)
หวูไว่ยืนเหนื่อยหอบ แข้งขาดูเหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงอีกต่อไป ภูมิประเทศเบื้องหน้าไม่ใช่ป่าทึบที่ต้นไม่ใหญ่เรียงรายอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเวิ้งเขาอันเขียวขจี เริ่มมีแสงจากพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าออกมาแล้ว
“ยังหยุดพักไม่ได้เจ้าหนู…” โจรป่านามเฉินตงกล่าวเตือน
เฉินตงเป่าปากเป็นเสียงสัญญานและหันไปพยักเพยิดกับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่รอดหนีมาได้
น่าประหลาด ม้ากลุ่มใหญ่เผ่นโผนมาจากด้านไหนก็ไม่รู้ เหยาะย่างมาถึงบริเวณที่พวกของหวูไวยืนอยู่
จะพาข้าไปไหน-หวูไว่อยากร้องถามอย่างนั้นนัก
แต่ดูเหมือนไม่มีเวลาเสียแล้ว หวูไว่รู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างดีดร่างของเขาขึ้นม้า และเจ้าม้าก็พุ่งทะยานออกไปทันที ลอยละล่องเหมือนอยู่เหนือพื้นพสุธาอะไรอย่างนั้นเลยทีเดียว
มีเสียงอึงอลไล่ตามหลังมา หวูไว่ไม่กล้าหันกลับไปมอง เพราะกลัวว่าหากเห็นกองทัพอัศวินดำขี่ม้าไล่ตามมาจะเกิดอาการตกใจจนหล่นจากหลังม้าไปเสียก่อน
เด็กหนุ่มจากหมู่บ้านเซียงอู่เพ่งมองไปข้างหน้า มองเห็นเฉินตง-หัวหน้าโจรป่าเร่งฝีเท้าม้าเป็นพัลวัน
“ดูนั่น…” เสียงชายฉกรรจ์เสื้อเขียวที่ขี่ม้ากระหนาบหวูไว่อยู่ตะโกนพร้อมกับชี้ดาบไปข้างหน้า
เมื่อเด็กหนุ่มหันมองตามไปก็ถึงกับดวงตาลุกโพลงด้วยอาการตื่นเต้นขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
บนถนนเบื้องหน้าปรากฎร่างของกลุ่ม ทหารในชุดเกราะพร้อมอาวุธครบมือกลุ่มใหญ่กำลังเร่งรุดมาทางนี้ และมีเสียงเป่าเขาดังก้องไปทั่ว พร้อมกับเสียงชักอาวุธดังเปรื่องปร่าง และร่างในชุดเกราะหนึ่งกำลังกวัดแกว่งดาบในมือเป็นประกายเจิดจ้านำหน้าอยู่
แม้จะอยู่ไกลสายตาออกไป แต่หวูไว่ก็จำได้แม่นว่า จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก หลี่มู่ แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวเท่านั้น
กองกำลังเมฆขาวพุ่งตรงเข้ามาไกล้ และดาหน้าเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ในขณะที่เสียงโห่ร้องของทหารอัศวินดำที่ตามไล่หลังมาก็แผดก้องขึ้น
“ไป…เจ้าหนูไป๊” เฉินตงที่ขี่ม้ากระหนาบเข้ามาตะโกนด้วยเสียงอันดัง และใช้มือตบที่ม้าตัวที่หวูไว่นั่งอยู่ และเจ้าม้าก็แสนรู้นัก ควบยาวหักเลี้ยวไปทางซ้ายมุ่งตรงสู่เวิ้งเขาที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า แต่เด็กหนุ่มก็ยังทันเห็น กองกำลังเมฆขาวกำลังเผ่นโผนเตรียมเข้าปะทะกับกองทัพอัศวินดำที่ไล่ตามหลังหวูไว่และพวกอยู่ไวๆ
“เจ้าโชคดีนัก ได้กองกำลังเมฆขาวมาต้านปะทะไว้เช่นนี้เรามีทางรอดแน่แล้ว ไป”เสียงของโจรป่า-เฉินตงแว่วมาข้างหู
หวูไว่ส่งสายตามองกลับไปที่ด้านหลัง นอกจากจะมองเห็นแม่ทัพใหญ่หลี่มู่นำหน้าแล้ว ยังแว่บเห็น เอียนซี-หงสาคะนองศึกทะยานเคียงข้างไปด้วย และกำลังเผ่นโผนเข้าปะทะกับกองทหารอัศวินดำอยู่แล้วในขณะนี้ และเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังอลหม่านไปหมด
หวูไว่ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของคำว่าสงคราม เด็กหนุ่มหลับตานึกถึงทหารที่โดนดาบฟาดฟันเข้าใส่ จนร่วงหล่นลงจากหลังม้า ร่างกายชุ่มไปด้วยเลือด แล้วก็มือไม้อ่อนขึ้นมาทันที
แต่ก็เพียงแว่บเดียวเท่านั้น ม้าของหวูไว่ก็ควบเต็มกำลังมุ่งสู่เวิ้งเขาเบื้องหน้า ทิ้งเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง 2 กองกำลังที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคเอาไว้เบื้องหลัง
(4)
หวูไว่และกลุ่มโจรป่าควบม้าหนีเหตุการณ์รบพุ่งที่เมืองเว่ยนานหลายชั่วยาม ขณะนี้ท้องฟ้ากระจ่าง อากาศรอบข้างเริ่มเย็น สายลมอ่อนๆพัดมาปะทะ และเบื้องหน้าในขณะนี้คือเทือกเขาใหญ่อันสูงชัน ดกครึ้มด้วยป่าไม้อันเขียวขจี ยิ่งควบม้าเข้าไปไกล้ หวูไว่ก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างประหลาด
มีถนนทอดยาวโผล่ออกมาเมื่อทั้งหมดทะยานถึงตีนเขา หวูไว่เหยาะย่างม้าเข้าไปหาอย่างลืมตัว อากาศรอบข้างเริ่มเย็นชื้น มีกลิ่นหอมดอกไม้นานาพันธุ์ลอยมาเข้าจมูก มีเสียงนกร้องดังจุ๊บจิ๊บไปมา
“ที่นี่ที่ไหนกันนะ…” หวูไว่ครวญออกมาอย่างลืมตัว
“เขาเรียกว่าป่าหฤหรรษ์ไงเล่าเจ้าหนุ่ม…”เฉินตงไขความกระจ่าง และหันมามองเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านเซียงอู่ด้วยดวงตาอ่อนโยนกว่าเดิม
ทั้งหมดขี่ม้ามาจนถึงสุดขอบถนน ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฎต่อสายตาทำให้หวูไว่ ดวงตาเบิกโพลงขึ้นมา
มีหอคอยไม้ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยมีสะพานไม้ทอดยาวเชื่อมระหว่างสองฝั่ง และมีบึงน้ำใหญ่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่าง
เมื่อก้าวผ่านหอคอยเข้าไป หวูไว่ก็ได้เห็นบ้านหลังเล็กหลังน้อยผุดขึ้นมา เรียงรายอยู่สองข้างทาง เป็นบ้านหลังคามุงจากไม่ผิดเพี้ยนไปกับในหมู่บ้านเซียงอู่เลย
แต่ทุกหลังตั้งอยู่บนต้นไม้ใหญ่!
หวูไว่สังเกตเห็นคนในบ้านเดินออกมาโบกมือทักทายให้กับเฉินตงกับพวกที่เหยาะย่างม้าเข้ามาในหมู่บ้านอีกด้วย
ท้องฟ้าเบื้องบนนั้นเล่า มีนกฝูงใหญ่บินโฉบไปโฉบมา บ้างก็บินไปเกาะอยู่เหนือหลังคาบ้าน
สวยเหลือเกิน-หวูไว่บอกกับตัวเอง
หวูไว่ก้าวลงจากหลังม้า และเดินตามเฉินตงกับพวกไปโดยดี แม้จะมีคำถามอยู่ในใจ แต่ดูเหมือนว่า ไม่ช้าไม่นานนี้เด็กหนุ่มน่าจะได้คำตอบที่ตัวเองต้องการ
เฉินตงนำพาหวูไว่เดินผ่านถนนอันชุ่มชื้นมาจนถึงอารามหลังหนึ่ง
ใช่แล้ว-เป็นอารามของนักพรตที่ผุดขึ้นมาอยู่กลางป่าลึกได้อย่างน่าประหลาด
ถึงตอนนี้นักรบที่ติดตามมาจากชายป่าริมหมู่บ้านเว่ยแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงเฉินตงที่นำหวูไว่เดินดุ่มเข้าสู่อาราม ภาพของห้องอันกว้างขวาง ตกแต่งอย่างเรียบง่ายปรากฎแก่สายตา แสงอาทิตย์ลอดผ่านจากหน้าต่างด้านหนึ่งเข้ามา
มีนักพรตยืนเรียงรายอยู่ด้วยอาการเงียบสงบราว 4-5 คน และมีนักพรตผู้หนึ่งคุกเข่าสวดภาวนาต่อหน้าพุทธรูปเบื้องหน้า
หวูไว่ออกจะมึนงงอยู่เล็กน้อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเงียบสงบอันประหลาดของอารามแห่งนี้ เรี่ยวแรงที่หดหายจากการตรากตรำในการเดินทางคลายลงไปมาก และสายตากำลังเพ่งมองไปที่ร่างของนักพรตที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับความรู้สึกอันแปลกประหลาดผุดขึ้นมา แม้จะเห็นจากทางด้านหลัง แต่เขาช่างคุ้นกับนักพรตผู้นี้เสียเหลือเกิน
นักพรตผู้นี้มีผมเป็นสีเทา อยู่ในชุดนักพรตสีเทาด้วยเช่นกัน ในขณะที่หวูไว่สังเกตสังกาอยู่นั้น นักพรตก็หันหน้ามา และทำให้เด็กหนุ่มเกิดอาการตะลึงพึงเพริศขึ้นมาจนต้องตะโกนออกมา
“ท่านนักพรต…”
นักพรตเฒ่าผู้นี้มีดวงตาอันอ่อนโยน มีเครายาวสีดอกเลายื่นออกมา และมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฎจะเป็นใครไปได้เล่านอกจากนักพรตเฒ่าที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ถึง 2 ครั้ง 2 ครา และเคยทักชื่อของเขาได้อย่างถูกต้องตั้งแต่เจอครั้งแรกนั่นเอง
นักพรตเฒ่ายิ้มให้เด็กหนุ่ม ใช้มือลูบเครายาวของตัวเอง และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าคือนักพรตจางเหลียงแห่งป่าหฤหรรษ์”
“นักพรตจางเหลียง…” เด็กหนุ่มทวนคำ
ใช่แล้ว-ตอนที่ปะทะกับขุนพลอู๋ซีครั้งแรก และได้นักพรตเฒ่ายื่นมือมาช่วยเหลือ เขาได้ยืนขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำเรียกชื่อ นักพรตจางเหลียงมาแล้วครั้งหนึ่ง
แล้วป่าหฤหรรษ์ละ-มันคืออะไรกัน
เด็กหนุ่มกระพริบตาถี่ๆ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ความมึนงงเกาะกุม สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงหลายวันที่ผ่านมามันสุดแสนจะเหลือเชื่อ
หวูไว่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรที่สาปสูญอะไรนั่น ไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาพัวพันกับการรบพุ่งของกองกำลังต่างๆได้อย่างไร
และยิ่งงุนงงกับการถูกนำตัวมาที่ป่าหฤหรรษ์แห่งนี้อีก
อะไรจะเกิดขึ้นกับเขาอีกนับแต่นี้?
บางทีนักพรตเฒ่าผู้ใจดีนี้อาจช่วยได้-หวูไว่นึกในใจ
“เจ้าคงสงสัยสินะ ว่าทำไมถึงถูกนำมาตัวมาที่นี่ ข้ามีคำตอบให้เจ้า” นักพรตพูดเหมือนอย่างที่ใจของเด็กหนุ่มต้องการทราบ
หวูไว่พยักหน้า
“แต่เจ้าเพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนเสียก่อนเถิด มีหลายเรื่องที่เจ้าจะได้รู้ในไม่ช้า แต่ข้าคงไม่สามารถบอกเล่าได้หมดในเวลาอันสั้น แต่ช่างเถิดเรายังมีเวลาพอสมควร เจ้าคงต้องอยู่ที่นี่ไปอีกหลายวันแน่”
“หา…”
เด็กหนุ่มมึนงงอีกแล้ว
ดูเหมือนว่าหลังจากออกมาจากหมู่บ้านเซียงอู่ ชีวิตของเด็กหนุ่มก็เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเกียะหยูเป็นเวลานาน จากนั้นก็ต้องเข้าไปพัวพันกับนายพลซื่อชางและกองทัพอัศวินดำเข้าอีก
และตอนนี้หลบหนีภัยมาอยู่ที่ป่าหฤหรรษ์แห่งนี้ และไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ไปอีกนานเท่าใดอีกด้วย
ที่แน่ๆเขาคิดถึงหมู่บ้านเซียงอู่ของเขาเสียเหลือเกิน
“ท่านนักพรต ข้าอยากถามสักข้อ” เด็กหนุ่มทนเก็บความสงสัยต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
นักพรตจางเหลียงพยักหน้า
“ท่านเคยรู้จักข้ามาก่อนใช่มั๊ย”
นักพรตเฒ่าหัวเราะเบาๆกับคำถามของเด็กหนุ่ม
“เป็นความจริง ข้ารู้จักเจ้า รู้จักมานานทีเดียว รู้จักกระทั่งที่มาของชื่อของเจ้า หวูไว่”
“ชื่อของข้าเหรอ..ไม่มั๊ง”
“รู้มั๊ยว่าชื่อหวูไว่ของเจ้ามีที่มาอย่างไร และใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้กับเจ้า”
หวูไว่เกาหัวแกรกๆ
“ก็คงเป็นลุงกับป้าของข้าที่เซียงอู่นะซิ ท่านนักพรต และเท่าที่ทราบชื่อของข้ามีความหมายว่าไม่ทำอะไรเลย”
นักพรตเฒ่าส่ายหน้า
“หวู - มีความหมายว่าไม่ใช่หรือไม่มี ส่วน เว่ย คือการกระทำ แต่ชื่อของเจ้าไม่ได้มีความหมายว่าไม่ทำอะไร แต่มันคือ การไม่ทำอะไรที่ไม่สอดคล้องกับจักรวาลและธรรมชาติต่างหาก หรือความจริงก็คือ การสอดคล้องและสมดุล การเชื่อมโยงเป็นหนึ่งนั่นเอง”
“เหวอ…เป็นอย่างนั้นเหรอ”เด็กหนุ่มว่า ก่อนจะถามเหมือนละเมอ
“แต่ท่านนักพรตรู้ความหมายของชื่อข้าได้อย่างไร ท่านรู้มากกว่าตัวข้าเองเสียอีก”
“ข้าย่อมรู้แน่…”
“เพราะข้าเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้กับเจ้าเอง” นักพรตเฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อะไรนะ…”เด็กหนุ่มครางออกมา
“เป็นไปไม่ได้”
หวูไว่พูดด้วยน้ำเสียงสั่น และรู้สึกเหมือนอยากจะเป็นลมขึ้นมาเสียอย่างนั้นแหละ