๒๕.๑๐.๕๒

บทที่ 8-ความลับในใจ

เป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ที่มุกดา และ นีม่า เฝ้ามองชายหนุ่มรูปร่างสันทัดผู้นั้นสาละวนอยู่กับการใช้กรรไกรตบแต่งต้นไม้เล็กๆ ในกระถาง ภายใต้เรือนไม้สีเขียวชะอุ่ม ที่มีไม้เลื้อยโอบคลุมอยู่โดยรอบ และทั่วบริเวณเรียงรายไปด้วยต้นไม้หลากพันธุ์ มีทั้งไม้ดอกอย่างต้นปีบ สุพรรณิการ์ พุดซ้อน โมก ไปจนถึงไม้เลื้อย ทั้ง อัญชัน พวงแสด บานบุรี


“ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ดูแลนะ วันนี้เอาเสียหน่อย” ชายหนุ่มพูดโดยยังไม่เงยหน้าจากต้นไม้เล็กๆ ในกระถางเบื้องหน้า


นีม่า ส่ายสายตาไปทั่วร้านขายต้นไม้ พลางสูดกลิ่นหอมของมะลิซ้อนที่แตกกิ่งสล้างไปถึงหลังคา แล้วเหลียวมองแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยแววตาอันแช่มชื่น


“ขายต้นไม้ น่าจะเป็นงานที่มีความสุขนะคะ”


วิน ผินหน้ามายิ้มให้ ก่อนพยักหน้ารับ


“ก็เพลินดีหรอกครับ แต่ที่ร้านนี่เราก็ทำกันเล็กๆ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจใหญ่โตอะไร”



“แล้วเมื่อไหร่จะรวย…จะอยู่อย่างนี้ไปจนตายเลยหรือไง” เสียงแข็งของมุกดาดังขึ้น พลางค้อนใส่ชายหนุ่ม
วิน ยักไหล่ครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยัดกายขึ้นจากกอดอกไม้ในกระถาง แล้วเดินไปทรุดร่างลงนั่งบนโต๊ะเล็กๆ ที่มีสองสาวนั่งอยู่ก่อนแล้ว


“ชอบพูดอย่างนี้อีกแล้ว ยายมุก จะอยากรวยไปถึงไหนกัน ถามหน่อย ทำงานพอเลี้ยงตัวเองได้ มีความสุขกับสิ่งที่ทำยังไม่พออีกหรือไง” ชายหนุ่มพูดพลางสบตากับหญิงสาวรุ่นน้อง


มุกดา เบะปาก แล้วหันไปแตะแขนเพื่อนสาว


“นีม่าล่ะ อยากรวยมั้ย”


นีม่ายิ้มน้อยๆ ไม่ตอบคำ มองหน้าเพื่อนสาวทีหนึ่ง แล้วก็หันไปมองชายหนุ่มเบื้องหน้า



“สองคนนี่ เคยคุยกันดีๆ บ้างมั้ยเนี่ย เจอกันทีไรพูดขัดคอกันอยู่เรื่อย”


“เชอะ…” มุกดาร้องขึ้น


“พี่ไม่ใช่คนชอบหาเรื่องก่อนนะ ดูเอาเองเถิดครับ”


หญิงสาวจากดินแดนอันไกล้โพ้น กลั้นยิ้ม มองสองหนุ่มสาวร่วมโต๊ะด้วยอารมณ์ชื่นบาน


“ก็ทำตัวอย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอชาติหน้าเถอะผู้หญิงที่สนใจเขาถึงจะใจอ่อน ตาบ๊องเอ๊ย” มุกดายังไม่ยอมลดราวาศอก


วิน หัวเราะเสียงดัง


“ว่าแต่ว่า ตกลงให้พี่ไปพบเจ้านายของนีม่าวันไหนดี” ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่อง ราวกับว่าไม่ยากต่อล้อต่อเถียงของสาวรุ่นน้องอีกต่อไป


“แล้วแต่ทางพี่สะดวกเถอะค่ะ”


ชายหนุ่มพยักหน้ารับ



“งั้นก็สักกลางอาทิตย์หน้าแล้วกัน ตอนนี้พี่มีงานค้างอยู่นิดหน่อย แล้วพรุ่งนี้ต้องพาพ่อแก่ไปหาหมอด้วย”
“พ่อแก่…งั้นหรือ” นีม่าถามขึ้น


“อ้าว ลืมบอกไป พ่อแก่ก็เป็นคุณตาของพี่เองนั่นแหละ”


ชายหนุ่มตอบไปแล้วก็หันมาพูดกับมุกดาเหมือนนึกได้


“วันก่อน พ่อแก่ยังพูดถึงมุกอยู่เลยนะ”


หญิงสาวยิ้มแป้น


“ดีจัง มุกคิดถึงคุณตา เพราะคุณตาใจดี ไม่กวนประสาทเหมือนคนบางคน” มุกดาไม่วายแขวะ


“แล้วกัน มุกนี่” นีม่า พูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ นึกขำกับอาการแง่งอนของเพื่อนสาว ซึ่งดูเหมือนว่าจะกำเริบทุกครั้งที่ปะทะคารมกับชายหนุ่มเบื้องหน้าคนนี้


“คิดว่า ถ้าได้เจอกับเจ้านายของนีม่า ได้ข้อมูลเพิ่มเติม อาจจะพอคลำหาเจอเด็กสาวลึกลับคนนั้นก็ได้” ชายหนุ่มว่า


“ได้อย่างนั้นก็ดีสิคะ”


วิน เหลือบตามองมุกดาแล้วถามขึ้น


“เสร็จจากนี้แล้วกลับบ้านเลยหรือเปล่า พี่ฝากของไปให้เกดเค้าหน่อย”


มุกดามีสีหน้าเบื่อๆ ก่อนพยักหน้ารับ


“ตามเคย”


วินยิ้มอยู่ในสีหน้า ก่อนจะหยิบรูปใบหนึ่งยื่นให้ พลางบอก


“พอดีไปค้นหนังสือรุ่นเก่าๆ เจอรูปเกดสมัยตอนเรียนมัธยมปลายติดอยู่ด้วย เอาไปให้ทีนะ น้องมุกคนงาม”


“อย่ามาคนงอน คนงามนะ ไม่ชอบ” มุกบ่นก่อนจะเอื้อมมือไปรับรูปจากมือของชายหนุ่ม แล้วจึงยื่นรูปให้เพื่อนสาวดู


“นีม่านี่ไง รูปพี่เกดสมัยโน้น เป็นไงสวยมั๊ย”


นีม่า เหลือบตามองแว่บหนึ่ง หน้าตาของหญิงสาวในรูปกับปัจจุบันดูจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ผมตัดสั้นกว่าที่เคยเห็น ส่วนดวงตาและรอยยิ้มอันเริงรื่นให้ความรู้สึกเป็นกันเอง


“อืมม์ หน้าตาไม่ค่อยเปลี่ยนเลย แต่เอ๊ะ-พี่เกดสายตาสั้นด้วยหรือนี่ เพิ่งรู้”


“เกดเค้าสั้นไม่มากหรอก ตอนนี้เลิกใส่แล้ว หันมาใช้คอนแทคเลนส์” วินตอบแทน


“รู้ไปหมดเชียวนะ รู้ดีกว่าตัวพี่เกดเสียอีกมั๊งเนี่ย” มุกแขวะ


ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำ นอกจากยิ้มแห้งๆ เท่านั้น ดูเหมือนว่าเด็กสาวรุ่นน้องคนนี้ดูจะ “รู้ทัน” จนดักคอเขาได้ทุกทีไปสิน่า



เกดเฝ้ามองรูปเก่าเก็บที่เพิ่งได้รับมาซ้ำไปซ้ำมาอยู่เป็นนาน ก่อนจะชายตามองไปยังน้องสาวที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้นั้น แล้วอมยิ้มถามขึ้น


“ดูสิ หน้าตาพี่นี่ตลกดีจัง สมัยนั้นนะ ว่ามั๊ย”


มุกดา พูดโดยไม่เงยหน้าจากหนังสือ


“ที่ตลกยิ่งกว่าก็คือ ข้างหลังรูปนั่น พี่เกด”


“หือม์ อะไรนะ” พี่สาวอุทานขึ้น ก่อนพลิกรูปดูทางด้านหลัง ก่อนจะหัวเราะเสียงใส เมื่อมีคนมือดีใช้ดินสอวาดรูปหัวใจ พร้อมสลักข้อความว่า “คิดถึงเสมอ รักคนสวยนะจ้ะ” เอาไว้ด้วยอีกต่างหาก


“หัวใจใครน้าเนี่ย…นึกไม่ออกแฮะ”


“จะใครเสียอีกเล่า ไม่ใช่ของคุณพี่จรกานั่นหรอกหรือ”


เกดส่ายหน้า


“ไม่ใช่หรอก วินไม่เขียนข้อความแบบนี้หรอก พี่รู้”


มุกดาถอนหายใจพลางบ่น


“นั่นนะสิ ซื่อบื๊อออกอย่างนั้น”


“คนที่เขียนข้อความนี้ ก็คงเพื่อนๆ มือซนของวินนั่นแหละมากกว่า พี่ว่านะ”


เกดเหลือบตามองน้องสาว ที่ขณะนี้วางหนังสือเอาไว้ข้างตัว แล้วทอดสายตามองไปที่จอโทรทัศน์เบื้องหน้า คิ้วที่ขมวดลง และใบหน้าอันบูดบึ้ง แสดงถึงอารมณ์อันแปรปรวนที่ดูเหมือนจะติดตัวมานานหลายปีแล้ว


“ไม่ดีใจเหรอ…”


มุกดาหันหน้ามาทางพี่สาวแล้วถามขึ้น


“ทำไมมุกต้องดีใจด้วยเล่าพี่เกด”


เกดหัวเราะ


“ก็ในข้อที่ว่า รูปหัวใจนั่นไม่ใช่ของวินนะสิ”



“อ้าว แล้วกัน ไม่เกี่ยวกับมุกแม้แต่นิดเดียว คุณพี่”


คนเป็นพี่สาวเอามือยีหัวน้องสาวด้วยอาการเอ็นดู


“จะให้พี่พูดตามตรงหรือไงนะ”


เป็นครั้งแรกที่มุกดา สาวคนกล้าวางสีหน้าไม่ถูก แล้วถามด้วยน้ำเสียงไม่ปกติออกไปว่า


“พูดให้ดีนะจ้ะ คุณพี่”


เกดถอนหายใจอีกเฮือก


“เป็นพี่เป็นน้องมากี่ปีกันแล้ว พี่สาวคนนี้ไม่ได้ตาบอดนะจ้ะ เพียงแต่จะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น”


“หยุด-หยุดเลยคุณพี่สาว ไปกันใหญ่แล้ว กินยาผิดขนานมาหรือไง”


หญิงสาวคนพี่เอาร่างอิงกับหมอนใบเล็กที่วางพิงอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น แล้วใช้สายตาสังเกตสังกาผู้เป็นน้องสาวอยู่นาน ก่อนถอนหายใจยาว


“เอาเถิด เป็นผู้ร้ายปากแข็งต่อไปเถอะ พี่ไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว งานค้างเยอะ” เกดว่าก่อนจะลุกจากที่นั่งแล้วก้าวเท้าออกไป แต่ไม่วายหันหลังมายิ้มอย่างเป็นปริศนาให้กับน้องสาว


มุกดา ทำทีเป็นสนใจกับรายการโทรทัศน์เบื้องหน้า แต่หลังจากเหลือบตามองพี่สาวเดินจากไปแล้ว ก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้


“ว่าแต่คนอื่นเค้าตาบอด พี่เกดเค้าจะรู้บ้างมั๊ยเนี่ยว่า ตัวเองก็บอด แถมบอดสนิทอีกต่างหาก”


ถึงตอนนี้หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจยาว จิตกระหวัดไปถึงใบหน้าดำๆ แต่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเห็นฟันขาว ที่อยู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาอยู่ในความคิดเสียอย่างนั้นแหละ


ตาบ๊องเอ๊ย รู้ตัวบ้างมั๊ย คนอื่นเขากับคิดกับตัวเองยังไงมั่งนะ เฮ้อ



ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องนอนนานแล้ว คอมพิวเตอร์บนโต๊ะถูกเปิดทิ้งไว้ ส่วนอาร์ตเวิร์กสีสดใสของงานโบชัวร์ที่ออกแบบให้กับร้านกาแฟแห่งหนึ่งถูกวางไว้ใกล้ๆ


แต่ขณะนี้เจ้าของโต๊ะให้ความสนใจเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนที่กระทบกับหลังคาบ้านมากกว่าอื่นใด


วิน เงยหน้าออกไปนอกหน้าต่าง แล้วก็อมยิ้มให้กับกิ่งไม้ใหญ่ที่ยื่นออกมา มองดูเหมือนแขนของยักษ์ตัวใหญ่ที่แกว่งไกวไปมาตามแรงลม บางครั้งก็ส่งเสียงกรูเกรียว เหมือนกับจะทักทายมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่นั่งดูมันอยู่เป็นนานแล้ว


ชายหนุ่มไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติกอะไรนัก แต่ไม่รู้ว่าทำไม ทุกครั้งที่ฤดูร้อนมาถึง ได้เห็นดอกไม้ที่ชูช่ออยู่บนกระถาง ริมกำแพง หรือเต็มพรืดตามถนนใหญ่ ความสุขดูเหมือนจะหลั่งถ้นอยู่ภายใน


ยิ่งหลังฝนในฤดูร้อนซาลงแล้ว ได้เห็นน้ำค้างเกาะพราวปนอยู่บนใบไม้ แล้วก็สูดกลิ่นระรวยของดอกอะไรก็ไม่รู้ที่ลอยฟุ้งเข้าจมูก ทำให้หัวใจหวิวด้วยความตื้นตัน อิ่มเอมใจที่ได้เห็นความสวยงามอย่างนี้


แน่ละ-บางครั้ง บรรยากาศที่รายล้อมอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก่อให้เกิดความเหงาอย่างสุดบรรยาย ว้าเหว่จนอยากหาใครสักคนพูดคุยด้วย รู้สึกได้ถึงความหม่นหมองในหัวใจ


มันคงเหมือนในหนังสือบางเรื่องที่เขาเคยอ่าน เป็นหนังสือที่อธิบายถึง “ลักษณ์” ของคนไว้ 9 ชนิด


และหนึ่งในนั้นคือลักษณ์ของคนโศกซึ้ง ซึ่งชอบจะหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์ มักจะนำตัวเองเข้าสู่วังวนของอารมณ์ และความรู้สึกอยู่เสมอ


“มักจะมีความเพลิดเพลินแฝงอยู่ในอารมณ์ทุกข์” คือการสรุปลักษะเด่นของลักษณ์คนโศกซึ้งเอาไว้ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มติดใจนักหนา เพราะมันเป็นเช่นว่านั้นจริงๆ ดูเหมือนเขารู้สึกได้ถึงอารมณ์ส่วนลึกของตัวเอง ราวกับมีประสาทสัมผัสไวกว่าคนอื่น แต่วิน ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองคือลักษณ์ของ “คนโศกซึ้ง” จริงละหรือ


บางทีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นก็อาจเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาจมจ่อมตัวเองกับเรื่องราวครั้งอดีตเป็นส่วนใหญ่ ภาพเก่าเก็บ หนังสือรุ่นสมัยเรียนมัธยมปลาย การไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนเก่า ให้ความรู้สึกโหยหาบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไป


แล้ววินก็หัวเราะให้กับตัวเอง เมื่อนึกถึงภาพเก่าเก็บของเพื่อนสาวคนสนิท ภาพนั้นช่วยดึงความทรงจำเก่าๆ กลับคืนมาอีกครั้ง


ภาพนั้น เพื่อนสมัยเรียนคนหนึ่งไปถ่ายมาจากไหนก็ไม่รู้ พอได้มาแล้วก็เอาดินสอไปเขียนรูปหัวใจ พร้อมถ้อยคำหวานแหวว มายื่นให้กับเขาเพื่อช่วยส่งต่อให้กับเกด


แต่ทำไมเขาถึงไม่ส่งมอบภาพนี้ให้กับเกดนะ เขาจำความรู้สึกตัวเองไม่ได้หรอก และตัวเพื่อนคนนั้นก็คงลืมๆ ไปแล้วกระมัง มานึกได้อีกทีก็เมื่อเห็นภาพนี้ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือรุ่นเมื่อไม่กี่วันนี่เอง


ความคิดที่ผุดพรายขึ้นมา พาชายหนุ่มย้อนกลับไปที่วันวาน วันที่ยังนุ่งโรงเรียนขาสั้น ผมสั้นเกรียนติดหนังศรีษะ และได้ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่


วินค่อยๆ ดึงลิ้นชักทางขวามือแล้วหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาเล่มหนึ่งออกมา มันเป็นสมุดปกสีเลือดหมู สีเก่าซีด บันทึกเล่มนี้นอนอยู่ในลิ้นชักมาเป็นเวลานานแล้ว


นอกจากจะเป็นไดอารี่ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน สถานที่ แห่งความทรงจำไว้มากมายแล้ว บันทึกเล่มนี้ยังซุกซ่อนความรู้สึกที่ไม่อาจเปิดเผยกับใครไว้อีกด้วย


เป็นครั้งแรกในเวลายาวนานที่วินหยิบไดอารี่เล่มนี้ขึ้นมาอีกครั้ง


มือของชายหนุ่มสั่นเมื่อพลิกหน้าแรกของสมุดบันทึกขึ้น พร้อมกันนั้นวงหน้าของเด็กสาวสวมแว่นตา พร้อมรอยยิ้มอันเริงร่าปรากฏอยู่ตรงหน้า




โธ่เอ๋ย นอนไม่หลับอีกแล้วสิเรา คืนนี้ รู้สึกว้าวุ่นใจจนต้องลุกขึ้นมาเขียนบันทึก


รู้สึกสงสารเกดเป็นกำลัง


ความจริงแล้วอาการป่วยของแม่เกดก็เป็นที่รู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะปุบปับอย่างนี้


ขนาดเราเป็นคนนอกยังรู้สึกใจหาย แล้วตัวเกดเองเล่าจะเป็นถึงขนาดไหนกัน


เอาเถอะ ถึงคุณน้าจะหย่ากับคุณพ่อของเกดนานแล้ว แต่ความผูกพันระหว่างแม่ลูกคู่นี้ก็ยังอยู่ เราเองยังจำภาพที่คุณน้าพาเกดมาที่โบสถ์เกือบทุกอาทิตย์ได้ติดตา ทั้งคู่ดูมีความสุขเหลือเกิน ยามจูงมือกันเข้าไปฟังศีลที่โบสถ์นั่น


แต่ภาพนั้นไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้อีกแล้วสิ ใช่มั๊ย


แน่ละ คุณพ่อของเกด น้าเยาว์คงจะปลอบประโลมให้เกดคลายเศร้าได้ในไม่ช้า แต่ภายในลึกๆ ไม่มีอะไรจะมาอุดรอยโหว่ในหัวใจของเกดได้หรอก


ถึงเกดจะไม่มีน้ำตาให้เห็น แต่เรารู้ว่าเธอเศร้า เศร้ามากเหลือเกิน


ความรู้สึกของการเป็นลูกกำพร้า เหมือนโดนใครบางคนทิ้งเราไปอย่างไม่ใยดี ปล่อยให้เราเคว้งคว้าง เหมือนหลงทางอยู่ในความมืด มันทรมาน มีแต่ลูกกำพร้าเหมือนกันเท่านั้นที่จะเข้าใจความรู้สึกได้


เกดเล่า ผูกพันกับแม่มานานหลายปี แม้จะแยกบ้านกันอยู่ แต่อยู่ดีๆ ต้องมาจากกันไปอย่างนี้ มันยากจะทำใจจริงๆ


ไม่รู้จะปลอบใจเพื่อนอย่างไร ไม่รู้เลย


วินถอนหายใจครั้งหนึ่งเมื่ออ่านบันทึกมาถึงตรงนี้


จำได้ว่าเขียนบันทึกนี้หลังจากแม่ของเกดเสียชีวิตไปได้ไม่นานนัก เอามาอ่านอีกครั้งตอนนี้สำนวนดูจะเชยเหลือกำลัง


แต่เขาก็ยังจำความรู้สึกตอนที่เขียนบันทึกนี้ได้ดี


แน่ละ ความรู้สึกของการสูญเสียแม่ มันนำพาความทุกข์มาให้อย่างเหลือแสน เขาเองก็เช่นกัน แต่เมื่อมาเห็นเพื่อนต้องประสบเคราะห์กรรมในลักษณะเดียวกัน ชายหนุ่มรู้ว่าเกดต้องการใครสักคนที่จะปลอบโยน แบ่งเบาความทุกข์แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี


พ่อของเขาบอกว่า ตั้งแต่เด็กแล้วที่เขาเป็นคนขี้สงสาร ใจอ่อนเสียเหลือเกิน โกรธใครไม่ค่อยเป็น พะวงแต่ว่าคนอื่นจะโกรธ จะเกลียด จนดูเหมือนว่าจะกลายเป็นลูกไล่ให้เพื่อนฝูงเสียเรื่อยไป


“ความจริงก็คือลูกเป็นคนที่หวังดี จริงใจกับทุกคน พูดให้ถูก นิสัยของลูกก็ถอดแบบมาจากแม่เขานั่นแหละ”
คงจะจริงอย่างที่พ่อว่า แม่จากไปตอนที่วินเริ่มเรียนตอนม.ต้นด้วยโรคหัวใจที่แม่เก็บงำไว้เป็นเวลานาน ภาพในความทรงจำของเขาที่มีต่อแม่ก็คือ ผู้หญิงที่แสนจะใจดี พูดน้อย เก็บความทุกข์เอาไว้กับตัว แจกจ่ายความสุขให้กับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา


และเท่าที่ทราบพ่อรักแม่ รักเหลือเกิน และความรักนั้นเผื่อแผ่มาถึงเขา ถึงฐานะทางบ้านจะไม่ร่ำรวยนัก แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงชีวิตอันแสนจะอบอุ่น รื่นรมย์


เสียดายสุขนั้นสั้นนัก


เพราะอย่างนั้น เมื่อแม่จากไปพ่อจึงเป็นคนที่โศกเศร้าเสียใจมากที่สุด หลังจากนั้นชีวิตของพ่อก็มีแต่การทำงานเพื่อเลี้ยงดูเขาให้เติบโต ไม่สนใจใครอีกเลย


แล้ววันหนึ่งพ่อก็ตัดสินใจกลับไปบวชที่บ้านเกิด หลังจากแม่เสียไปได้ 3 ปี


“จำไว้นะวิน พ่อไม่ได้ทิ้งลูก ไม่ได้หลบหนีอะไรทั้งสิ้น ลูกโตแล้วสามารถดูแลตัวเองได้ คุณตา คุณยาย รักลูกมาก และจะเลี้ยงให้ลูกโตขึ้นเป็นคนดี พ่ออยากไปบวช ไม่รู้ว่าจะนานสักเท่าไหร่ พ่อมีคำถามในชีวิตบางอย่างที่กำลังค้นหา บางทีธรรมะอาจจะให้คำตอบนั้นกับพ่อได้”



หลังจากนั้น พ่อก็บวชเป็นพระในวัดป่าแห่งหนึ่งในบ้านเกิด และไม่เคยสึกออกมาอีกเลย


แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มไม่เคยลืมช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกับพ่อและแม่เป็นเวลาหลายปีนั่นเลย และรับรู้ต่อมาว่า นิสัยช่างคิด มีจิตใจอันกว้างขวาง ทุกข์ร้อนแทนคนอื่นของเขานั้น เป็นส่วนผสมมาจากพ่อและแม่คนละครึ่งนั่นเอง


หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเขาก็คือพ่อแก่ แม่แก่ แล้วก็เพื่อนฝูงอีกกลุ่ม


และที่สนิทสนมกว่าใครเพื่อนก็คือบุษบา-เกด นั่นเอง


เขากับเกดเป็นเพื่อนกันมานาน เป็นมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมนั่นแหละ พ่อและแม่ของทั้งสองฝ่ายก็รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ความผูกพันเริ่มแน่นแฟ้นน่าจะเป็นตอนที่เข้าเรียนระดับม.ต้น ในโรงเรียนเดียวกัน ชั้นเดียวกัน ห้องเดียวกัน แถมยังนั่งติดกันอีกต่างหาก


ไปไหนต่อไหนด้วยกัน กลับบ้านพร้อมกัน จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคู่ปาท่องโก๋


ถึงขนาดล้อว่าเป็นแฟนกันก็มี


แปลกที่ยามโดนล้อ คนที่อายหน้าแดง อยากเอาหัวมุดลงดินกลับกลายเป็นเขาเองไปเสียได้


ส่วนเกดนะหรือ มีแต่เสียงหัวเราะเริงร่าแล้วก็ใช้มือเคาะศรีษะคนถามไปเสียทุกครั้ง


“ไอ้บ้า…” เกดจะพูดออกมาเช่นนั้น แล้วพยักเพยิดมาทางเขาแล้วพูดขึ้นว่า


“อย่าไปถือพวกนี้เลยนะ วินก็รู้นี่ว่าเกดมีแฟนแล้ว


นึกถึงความหลังในตอนนี้แล้ววินก็ถอนหายใจ ส่ายศรีษะไปมา นี่เป็นความลับของเขากับเพื่อนสาวสองคนเท่านั้น


“เกดเชื่อในเรื่องของโซลเมต ผู้ชายในฝันนะ เอาเป็นว่ารออีกสิบปี ถ้าเกดไม่เจอผู้ชายคนนั้น เกดจะยอมเป็นแฟนวินนะจ้ะ”


พูดจบแล้ว เกดก็จะหัวเราะเสียงดัง ดวงตาวิบวับเป็นประกายบางอย่าง


ไม่รับรู้เลยว่า เพื่อนคนนี้แอบภาวนาให้สิบปีนั้นผ่านไปโดยเร็วที่สุด


นึกถึงแล้ว วินก็อยากหัวเราะกับความบ้าบอของตัวเองเสียเหลือเกิน


แต่จะทำได้อย่างไรเล่า มันเป็นของมันเอง บังคับไม่ได้


ความรักมันห้ามกันได้เสียที่ไหน


๑๓.๑๐.๕๒

บทที่ 7-ถวิลหา

ฝนพรำมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ลมพัดแรงจนต้นไม้หน้าบ้านไหวเอนไปมา ใบไม้พร่างพรู ลอยคว้างอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะปลิวกระจายลงกับพื้น วิน มองลั่นทมที่ดอกหล่นเกลื่อนอยู่ตามพื้น แล้วก้มตัวเก็บดอกร่วงๆ มาดอกหนึ่ง สูดกลิ่นหอมจางๆ เหมือนที่เคยทำอยู่เป็นประจำ


“ดอกร่วงหมดเลย” วินเอ่ยขึ้น พลางสบตากับชายสูงวัยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ทั้งคู่นั่งอยู่บนโต๊ะไม้ที่รายล้อมด้วยต้นไม้เขียวชะอุ่ม ชั้นล่างของบ้านไม้สีฟ้ากลางสวน


ชายสูงวัย รูปร่างผอมเพรียว ผมสีดอกเลา ใส่เสื้อแขนสั้นลายดอกไม้ กางเกงแพรสีแดง กำลังยิ้มแย้มให้เด็กหนุ่ม พลางใช้มือชี้ไปที่กอเฟื่องฟ้าชุ่มน้ำที่อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก



“นั่นก็เหมือนกันเห็นมั๊ยเล่า กลีบช้ำ ดอกร่วงยิ่งกว่าลั่นทมเสียอีก ธรรมดาก็ร่วงง่ายอยู่แล้วเจอฝนฤดูร้อนยิ่งไปใหญ่”


“พ่อแก่ น่าจะใส่เสื้อให้อบอุ่นกว่านี้นะ อากาศเย็นเดี๋ยวก็ไม่สบายอีก” เด็กหนุ่มเตือนด้วยความเป็นห่วง
ชายสูงวัยพยักหน้ารับรู้


“อย่าห่วงพ่อแก่ไปเลย พ่อนะชาวสวน แข็งแรงจะตายไป ไปบอกแม่แก่เขาเถอะ รายนั้นอากาศเปลี่ยนนิดเดียวก็ครั่นเนื้อครั่นตัวแล้ว”


พ่อแก่กล่าวตอบไปแล้ว ก็มองหน้าหลานชายที่กำลังก้มหน้าสาละวนกับการพลิกหนังสือเล่มโตไปมาอย่างสนอกสนใจ


“ทำอะไรนะลูก เห็นพลิกไปพลิกมาอยู่ตั้งนานแล้ว”


วิน เงยหน้าแล้วยิ้มเห็นฟันขาว


“ไม่มีอะไรหรอกพ่อแก่ หนังสือรุ่นของโรงเรียนเก่านะครับ”


“คิดถึงเพื่อนเก่าๆ หรือไง”


ชายหนุ่มส่ายหน้า


“เปล่าหรอกครับ เอามาทำงานนิดหน่อย”


“ทำงานเหรอ พ่อแก่ชักงง” ชายชราถามขึ้น พลางยื่นหน้ามองหนังสือเล่มโตเบื้องหน้าหลานชายอย่างสนใจใคร่รู้


วิน เอามือเกาศรีษะ แล้วยิ้มแห้งๆ


“ตามหาคนนะครับ ยายมุกไหว้วานให้ช่วย”


“อย่างนั้นหรือ…” พ่อแก่พึมพำ


“ยายมุก เพื่อนลูกนะหรือ…”


วิน ส่ายหน้าแล้วอธิบาย


“ไม่ใช่ครับ นั่นเกดครับ นี่ยายมุกคนน้อง”


พ่อแก่หัวเราะอย่างขัดเขิน


“อ้าวเหรอ พ่อแก่นี่แย่จริง ความจำชักเสื่อม ยายคนเล็กที่แก่นๆ พูดไม่หยุดนั่นใช่มั๊ยละ เดี๋ยวนี้ยังติดหนังสือการ์ตูนเหมือนเดิมหรือเปล่า”


“ไม่แล้วครับ มุกเขาเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ปีหน้าก็จะรับปริญญาแล้ว”


ชายชราพยักหน้ารับรู้


“เออ เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินนะ เห็นเป็นเด็กแก่นกระโหลกอยู่ไม่กี่วัน เป็นสาวเสียแล้ว”


วิน เงยหน้าจากหนังสือรุ่น


“ครับ เร็วเหลือเกิน”


พ่อแก่ถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง


“ลูกก็เหมือนกัน เผลอแผล็บเดียวนี่ใกล้จะมีเมียแล้วสิเนี่ย”


“ยัง-ยังหรอกครับ พ่อแก่” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง


ชายชราสูงวัยหัวเราะเสียงดังอย่างคนอารมณ์ดี


“อย่าอายไปเลย ชอบคนพี่หรือคนน้องละ”


วินนิ่งเงียบชั่วครู่แล้วส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ


“พ่อแก่ นึกได้แล้ว เกด-คนพี่ ที่สวยๆ เรียนหนังสือเก่งใช่มั๊ยเล่า”


“ครับ…”


“อืมม์…แต่ก็น่ารักทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละ แถมรักกันดีเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา”


วิน นั่งนิ่งฟังเรื่องเล่าของพ่อแก่อย่างเพลิดเพลิน


“แต่คนพี่นั่น เหมือนแม่เค้านะ ทั้งหน้าตา อะไรหลายๆ อย่าง”


“งั้นหรือครับ…”


พ่อแก่หลับตาชั่วครู่ ยิ้มละไมบนสีหน้า


“แม่เขานะ เห็นอ่อนแออย่างนั้นเถอะ แต่จริงๆแล้ว อ่อนนอกแข็งใน จิตใจเด็ดเดี่ยวนัก ลองว่าตัดสินใจอะไรแล้วไม่มีเปลี่ยนเด็ดขาด ไม่เชื่อก็ไปถามแม่แก่เขาเถอะ ขานั้นเขาพูดถูกคอกันดี”


ชายชราสูดลมหายใจยาวครั้งหนึ่ง


“เสียดายที่…”


แม้จะพูดออกมาไม่เต็มประโยค แต่วิน ก็พอจะรับรู้ความรู้สึกของพ่อแก่ได้เป็นอย่างดี


อ่อนนอกแข็งในอย่างนั้นหรือ เกดเป็นอย่างนั้นด้วยมั้ยนะ ชายหนุ่มถามตัวเองขึ้นมา




“พี่เกด”

เสียงแหลมเล็กของหญิงสาวผิวเกลี้ยงเกลา ผมยาวปะบ่า ในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนกุด กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล อวดเรือนขาวผ่องดังขึ้น ขณะนอนอยู่บนเตียงที่ตั้งอยู่กลางห้องสีขาวกระจ่างตา


เสียงนั้นทำให้ผู้ที่นั่งสาละวนอยู่กับกองหนังสือตรงหน้าบนโต๊ะทำงานซึ่งเยื้องอยู่ไม่ไกลนัก ต้องหันหน้าไปมอง


“ว่าไงเล่าจ้ะ คุณน้องสาว” เกดถามขึ้นพลางเหลือบหางตามอง แล้วยิ้มน้อยๆ


“มุกเลือกคนถูกหรือเปล่า”


พี่สาวมองสบตาน้องสาว แล้วอมยิ้มถาม


“เลือกใคร แฟนเหรอ?”


“โหย…พี่สาว”


มุกดาบ่น แล้วผลุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง


“ก็…เรื่องที่ช่วยให้ตามหาเด็กผู้หญิงคนนั้น แบบว่า…”


คนเป็นพี่ยิ้มละไม


“อ๋อ เรื่องนั้นเอง”


มุกดา เหลือบตามองพี่สาว ที่นั่งเงียบไม่ยอมอธิบายต่อ


“รับปากนีม่ามาแล้วก็อยากให้ตามหาคนได้สำเร็จ แต่ไม่รู้ว่า…”


เกด สบตากับน้องสาว เหมือนรอคำพูดประโยคต่อไป


“เห็นเอื่อยเฉื่อยอย่างนั้น ก็กลัวเหมือนกันนะ ถ้ายังไงมองไม่เห็นโอกาสมุกจะได้บอกนีม่าเขาเสียตั้งแต่เนิ่น”


“อย่าเพิ่งเลยน่า วินเขาขยันขันแข็งกับงานนี้ดี แถมได้สนุกเหมือนกลับไปเจาะเวลาหาอดีต"


“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี”


“นี่ถ้า…” มุกพึมพำ ในขณะที่นั่งเอามือกุมที่หัวเข่า ก้มศรีษะลงแนบ ก่อนเงยหน้าขึ้น


“ถ้าอะไรจ้ะ…”


มุกดามีดวงตาเริงรื่น


“ถ้าไม่ได้พี่เกดช่วยขอร้องอีกแรง ตานั่นจะมีแก่ใจช่วยมุกมั๊ยเนี่ย อยากรู้จัง”


พี่สาวเลิกคิ้วสูง



“ทำไมคิดอย่างนั้นเล่า วินนะเขาเป็นคนมีน้ำใจ มุกก็รู้นี่ ”


“เชอะ ลองบุษบาออกแรงขอร้อง มีหรือจรกาตัวดำจะกล้าปฎิเสธ”


พี่สาวส่งเสียงร้องจุ๊ๆ แล้วเอามือชี้หน้าน้องสาว


“เรียกอย่างนั้นอีกแล้ว ไม่เอาน่าน้องพี่”


มุกดาแลบลิ้น


“น่า ล้อเล่น”


แล้วหญิงสาวก็ทิ้งร่างลงบนเตียงเสียงดังตึง


เกด พับหนังสือในมือลงวางกับโต๊ะ พลางส่ายหน้าอย่างระอา


“ชักเอาใหญ่แล้วนะเรา”


มุกดาไม่สนใจเสียงเอ๊ดของพี่สาวเท่าไหร่นัก นอนหลับตาอยู่บนเตียง แต่มือยังอยู่ไม่สุข ไต่ไปตามหัวเตียงจนปัดไปโดนซองพลาสติกหล่นจากหัวเตียงไปกระทบพื้นห้องเสียงดังตึงขึ้นมา


“ตายละ…แตกหรือเปล่านั่น” มุกร้องขึ้น ในขณะที่ผู้พี่สาวใช้สายตากราดไปมองสิ่งที่กลิ้งอยู่กับพื้นห้อง


“ซนจังเลยเราเนี่ย เก็บแว่นให้พี่หน่อย”


มุก กลิ้งร่างลงบนเตียงแล้วกระโจนเอามือคว้าซองแว่นตานั้นขึ้นมาแล้วถามขึ้น


“ไม่ค่อยเห็นพี่เกดใส่แว่นนานแล้ว”


เกดส่ายหน้าแทนคำตอบ


“ใช่-ไม่ได้ใช้นานแล้ว พี่ใช้คอนแทคเลนส์นะ ที่ยังเก็บแว่นเอาไว้ก็เพื่อใช้ตอนอ่านหนังสือก่อนนอนเท่านั้น”


“อ้อ มุกเคยเห็นพี่เกดใส่บ่อยๆ ก็สมัยตอนเรียนโน่น หลายปีมาแล้วนี่นะ”


“ใช่-จำแม่นนี่เรา” เกดตอบสั้นๆ แล้วก็หันไปสนใจกับกองหนังสือตรงหน้าต่อไปตามเดิม




แสงยามเย็นไม่ร้อนแรงนัก แดดโรยตัวอ่อนลง ในขณะที่หนุ่มสาวคู่นั้นพากันเดินเข้าไปสวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมืองหลวง มองไปทางไหนก็เห็นผู้คนพลุกพล่าน มีทั้งมาวิ่งออกกำลังกาย เดินเล่น หรือนั่งหามุมสงบอ่านหนังสือ


เจ้าชายโดร์เช กวาดพระเนตรไปทั่วบริเวณ มองไปที่บึงน้ำกว้างที่อยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางสีเขียวขจีของต้นไม้ใหญ่น้อยรายล้อมอยู่โดยรอบ ใช้สายตาเฝ้าดูกิ่งอ่อนช้อยของต้นตะแบกกวัดไกวไปมา ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังเข็นรถคันเล็กๆ ที่มีทารกตัวน้อยๆ หลับอยู่ในนั้นเดินผ่านไป


“ที่นี่สวยมาก นีม่า”


“เพคะ บรรยากาศที่นี่ทำให้นีม่านึกถึงดัลวาอยู่เสมอ”


“เจ้าคงคิดถึงบ้านสินะ จากมาเรียนที่นี่หลายปีแล้ว”


“เพคะ แต่หม่อมฉันก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านเหมือนกัน”


เจ้าชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ พลางตรัสว่า


“เราไปนั่งที่ริมน้ำนั่นเถอะ เงียบสงบดี” หญิงสาวค้อมศรีษะลง ยิ้มน้อยๆ แล้วก้าวเดินตามชายหนุ่มไปอย่างช้าๆ ก่อนจะทรุดตัวลงบนม้านั่งยาวสีขาวที่ว่างอยู่


“นี่ นีม่า”


“ว่าไงเพคะ”


เจ้าชายโดร์เชหันพระพักตร์มา


“ไม่ต้องถือพิธีรีตองมากนักหรอก แล้วก็…”


นีม่าพยักหน้ารับคำ


“แล้วเจ้าก็พูดภาษาไทยกับข้าเถอะ อย่างน้อยจะได้ช่วยฟื้นภาษาไทยให้กับข้าด้วย เข้าใจหรือไม่”


หญิงสาวยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว


เจ้าชายโดร์เชผินพระพักตร์ไปยังบึงน้ำกว้างเบื้องหน้า ซึ่งในขณะนี้มีนกกระยางสีขาวบินโฉบไปมาอย่างเริงร่า กลางบึงน้ำมีคู่หนุ่มสาว 2-3 คู่พายเรือไปมาอย่างเพลิดเพลิน


“เจ้าคงอยากรู้สินะ”


“เพคะ…?” หญิงสาวร้องขึ้นอย่างงุนงง


“เหตุผลที่ข้าเดินทางมาที่นี่ แล้วก็ตามหาเด็กสาวคนนั้น” เจ้าชายโดร์เชตรัส


นีม่านั่งนิ่ง ไม่รู้จะตอบอย่างไรต่อไปดี


“ว่าอย่างไรเล่า”


หญิงสาวพยักหน้าอย่างอายๆ ก็ใครไม่อยากจะรู้เล่า รัชทายาทหนุ่มจากดินแดนอันไกลโพ้นเดินทางข้ามขอบฟ้ามาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง มันเหมือนเทพนิยายที่เคยอ่านตอนเด็กนี่นา


“เท่าที่ทราบจากพี่มูตา เจ้าชายพบเด็กผู้หญิงคนนั้นตอนมาเรียนหนังสือที่นี่เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ครั้งเดียวไม่ใช่หรือ”


เจ้าชายโดร์เชส่ายพระพักตร์


“ไม่หรอก ไม่ใช่อย่างที่มูตาเข้าใจ ข้าไม่ได้พบเด็กสาวคนนั้นเพียงครั้งเดียวหรอก ยังมีตามมาอีกหลายครั้ง”


“อย่างนั้นหรือ…” นีม่าอุทานขึ้น


เจ้าชายหนุ่มใช้พระหัตถ์ลูบคำลูกประคำบนลำพระศอ แล้วหลับพระเนตรลง ราวกับต้องการให้ความหลังครั้งอดีตผุดพรายขึ้นมาอีกครั้ง



เสียงพูดภาษาอังกฤษของแม่ชีดังกังวานอยู่หน้ากระดานดำ ในขณะที่นักเรียนชายราว 30 คนในห้องนั่งสงบตั้งอกตั้งใจฟังเป็นอย่างดี แต่บางจังหวะก็มีเสียงกระซิบ เสียงหัวเราะแทรกซ้อนขึ้นมา


แดดอ่อนยามเช้าส่องแสงสีทองกระทบมาที่โต๊ะเรียนด้านที่อยู่ติดกับริมหน้าต่าง นักเรียนที่นั่งอยู่บางคนเอามืองับหน้าต่างเพื่อหลบแดดที่ลามเลียเข้ามา แต่มีอยู่โต๊ะหนึ่งที่ปล่อยให้แดดลอดหน้าต่างเข้ามาถึงหน้า ลำคอ แขน แต่ไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวไปไหน


เด็กหนุ่มบนโต๊ะตัวนั้น มีใบหน้าเรียวยาว ดวงตาแจ่มใส ทรงผมตัดสั้น แต่ก็ไม่สั้นจนเกินไปนัก ยามลมริมหน้าต่างพัดมา เส้นผมยาวที่ปิดปกคลุมหน้าผากปลิวไปมา และในขณะนี้เด็กหนุ่มแทบจะเป็นเพียงคนเดียวในห้องที่ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้เสียงพูดของแม่ชีผู้สอนในคาบเรียนนี้ดังแว่วอยู่ในหู


เด็กหนุ่มกำลังมองไปข้างล่าง บางครั้งก็แย้มยิ้มน้อยๆ แต่บางครั้งก็หลบวูบจากหน้าต่างหันไปฟังบทเรียนจากแม่ชีครั้งหนึ่ง แล้วก็หันกลับมองออกไปข้างล่างเหมือนเดิม


ถ้ามองตามสายตาของเด็กหนุ่มออกไป มองเห็นโบสถ์ฝรั่งสีขาวตั้งอยู่ไม่ไกล มีเพียงรั้วเหล็กของโรงเรียนกั้นขวางไว้เท่านั้น ลานกว้างหน้าโบสถ์ในขณะนี้ มีนักเรียนหญิงในชุดเสื้อแขนยาวผูกคอซองกลุ่มหนึ่ง ยืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน โดยมีต้นสนทะเลสูงใหญ่ 2 เป็นฉากหลัง



บางครั้งนักเรียนสาวกลุ่มนั้นก็กระโจนมาเกาะรั้วโรงเรียน ชี้ไม้ชี้มือไปยังต้นชงโค ราชพฤกษ์ และหางนกยูงฝรั่ง ที่กำลังแตกดอกออกช่อ สีสันสวยงามด้วยอาการเริงใจ


เด็กสาวกลุ่มนั้นหัวเราะคิกคักกันชั่วครู่ใหญ่ แล้วก็คนหนึ่งในกลุ่มนั้นก็ชี้มือชี้ไม้ไปยังเด็กหนุ่มที่เพ่งสายตามองลงมา แล้วพากันพูดคุยเสียงดังเจื้อยแจ้ว จนทำให้เด็กหนุ่มต้องละสายตาหนีด้วยอาการขัดเขิน


เพียงครู่หนึ่งเท่านั้น เด็กหนุ่มก็มองลงมาอีก ยิ้มน้อยๆ ให้กับเด็กสาวกลุ่มนั้น


แต่สังเกตให้ดี ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะยิ้มทักทายให้กับเด็กสาวคนเดียวในกลุ่ม ที่ขณะนี้แยกตัวมาเกาะรั้วกำแพง เงยหน้ามองต้นตาเบบูย่า ที่ปลูกอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก


เด็กสาวเงยหน้ามองดอกตาเบบูยาที่บานไสวล้อลมอยู่ แล้วจังหวะหนึ่งก็ชำเลืองมองขึ้นไปบนตึกเรียนที่มีเด็กหนุ่มจ้องมองลงมา


เด็กสาวผมสั้น ผิวขาวกระจ่างราวสีชมพู ค่อยๆ แย้มยิ้มออกมา แล้วโบกมือให้กับเด็กหนุ่มเหมือนคุ้นเคยกัน
ชั่วครู่เท่านั้น กลุ่มเพื่อนๆ ก็กรูกันเข้ามาหาเด็กสาว กระซิบกระซาบถาม สลับกับการเงยหน้ามองขึ้นไปบนตึกเรียน แล้วก็หัวเราะคิกคักออกมา


เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างเผลอตัว เสียงดังเสียจนแม่ชีที่กำลังหันหน้าเขียนชอล์กลงบนกระดานดำ ต้องหันหน้ามา สายตาดุมองลอดผ่านแว่นสายตา จนทำให้เด็กหนุ่มต้องนั่งตัวแข็ง


แต่ก็ยังแอบชำเลืองกลุ่มเด็กสาวทางเบื้องล่างที่กำลังเดินหัวเราะหัวใคร่ออกจากลานหน้าโบสถ์แห่งนั้นไป
เด็กหนุ่มอมยิ้ม ดวงตาเป็นประกาย แล้วจึงก้มหน้าตาก้มตาเปิดหนังสือเรียนบนโต๊ะ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น




“แค่นั้นเองหรือ”


“ฮื่อ…”


“เจ้าชายไม่เคยคุยกับเด็กสาวคนนั้นเลย”


ชายหนุ่มเพ่งสายตามองบึงน้ำกว้าง แล้วจึงพยักหน้า


“แค่คุยในโบสถ์ครั้งเดียวเท่านั้น”


หญิงสาวที่นั่งอยู่บนม้านั่งยาวเคียงข้างกับชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมา


“โธ่เอ๊ย…”


เจ้าชายโดร์เช ทรงพระสรวลออกมา


“หลังจากนั้นข้าเห็นเด็กสาวคนนั้นเกือบทุกอาทิตย์ บางทีก็มากับเพื่อนกลุ่มเดิม หรือบางหนก็แยกตัวมาคนเดียว ขี่จักรยานมาวนเวียนอยู่ลานหน้าโบสถ์บ้าง มาเดินเล่นคนเดียวบ้าง ส่วนใหญ่เด็กสาวนั่นไม่เห็นข้าหรอก หรือถ้าเห็นอย่างมากก็แค่อมยิ้มแล้วชำเลืองมาเท่านั้น แล้วก็…”


พูดไม่ทันจบประโยค นีม่าก็ชิงถามขึ้นก่อน


“ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่รู้จักชื่อเด็กผู้หญิงคนนั้น ไม่รู้ความเป็นมา อย่างมากก็โบกมือทักทาย ยิ้มให้กัน แค่นั้นหรือ”


“ใช่แล้ว…นีม่า”


หญิงสาวหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ


ต้นรักของเจ้าชายรัชทายาทเกิดขึ้น แล้วค่อยๆ ผลิใบอย่างนี้หรอกหรือ


“ยิ่งกว่าซินเดอเรลล่าอีกนะเนี่ย ในนิยายซินเดอเรลล่ายังมีโอกาสเต้นรำกับเจ้าชายมั่ง แต่นี่…”


เจ้าชายโดร์เชถอนพระทัย


“ข้ารู้ แต่นีม่า ข้าเองก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน”


นีม่า หันมองพระพักตร์ด้านข้างของรัชทายาทแห่งดัลวาด้วยสายตาอ่อนโยนลง


“นานมั๊ย เพคะ”


“ราว 3 เดือนเห็นจะได้ หลังจากนั้นข้าก็กลับดัลวาโดยที่…”


“ไม่ได้ร่ำลากัน หรือแม้แต่จะถามชื่อ แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็อาจจะไม่รับรู้ความรู้สึกนั้นของเจ้าชายเสียด้วยซ้ำไป” นีม่า ชิงพูดขึ้น


เจ้าชายโดร์เชนิ่งเงียบ แล้วจึงหันพระพักตร์มาทางหญิงสาว


“ไม่มีเหตุผลเลยใช่มั๊ย นีม่า”


หญิงสาวส่ายศรีษะไปมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“เจ้าชายเพคะ ความรักไม่ใช่เรื่องเหตุผลหรอกนะเพคะ มันเป็นเรื่องของความรู้สึก”


“ขอบใจมาก นีม่า”


เจ้าชายโดร์เชถอนพระทัยครั้งหนึ่ง


“แต่ข้าก็ยังสงสัยอยู่ว่า ความรู้สึกนั่นจะใช่ความรักจริงหรือ ข้าอยากรู้จริงๆ นีม่า”


“เพราะอย่างนั้น เจ้าชายจึงกลับมาในหนนี้”


“จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก” รัชทายาทหนุ่มตรัสตอบ


“แต่ตอบให้อย่างหมดจดกว่านั้นก็คือ เด็กสาวคนนั้นมีเสน่ห์บางอย่าง ให้ข้าต้องถวิลหาอยู่ตลอดเวลา ตอนนั้นข้าเองก็อาย ไม่กล้าที่จะพูดกับเด็กสาวคนนั้นด้วย และถึงมีโอกาสพูด ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี”


เจ้าชายถอนพระทัยหนหนึ่ง


“ข้าเดินทางกลับมาหนนี้ ไม่ใช่มาเพื่อกลับมาหาเห็นหน้าเด็กสาวคนนั้นอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังอยากมีโอกาสทำความรู้จักให้มากขึ้น ได้พูดคุย เรียนรู้ซึ่งกันและกัน อยากเห็นความอ่อนโยน รวมไปถึงอารมณ์แปรปรวน ที่บางครั้งสุข บางครั้งก็เศร้าของเด็กสาวคนนั้น มีความรู้สึกอยากจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่ข้าจะสามารถทำได้”


“ เจ้าว่าข้าฟุ้งซ่าน เกินไปหรือไม่” รัชทายาทแห่งดัลวาตรัสถามขึ้นอีกครั้ง
หญิงสาวจะตอบอย่างไรได้เล่า นอกจากนั่งนิ่งแล้วทอดสายตายาวไปยังบึงน้ำเบื้องหน้านั่น


“ไม่หรอกเพคะ หม่อมฉันอยากทูลว่า ถ้าหากเจ้าชายได้พบกับเด็กสาวคนนั้นจริง บางทีนี่อาจเป็นพรหมลิขิตก็เป็นได้”


นีม่ารู้สึกเหมือนอย่างที่พูดจริงๆ




๖.๑๐.๕๒

บทที่ 6-ฝนในฤดูร้อน

“ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนไปเสียทีเดียวนัก ตึกเก่าๆ ที่เราเรียนก็ยังอยู่เกือบหมด เสียแต่ว่าสีมันซีดกว่าเดิมไปหน่อยเท่านั้น”



“ฮื่อ…”


ชายหนุ่มขานรับไปเช่นนั้น ในขณะยืนนิ่ง สายตาเหลียวมองตึกเก่า 2 ตึกที่วางเรียงรายอยู่คู่กันเบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด พื้นที่ที่เขายืนอยู่นั้นเป็นสนามหญ้าเขียวขจี มีเสาธงชาติตั้งเด่นสง่าอยู่ไม่ไกลนัก เรียงรายไปกับสนามหญ้าคือต้นสนสูงใหญ่เขียวขจีที่ช่วยสร้างความร่มครึ้มไปทั่วบริเวณ


เกด ยืนเอามือปัดผมอันยาวเหยียดที่ระมาเคลียแก้ม ก่อนจะหลับตาลงแล้วพึมพำกับเพื่อนชาย


“นานๆ ได้เข้ามาที นึกถึงความหลังจัง”


ชายหนุ่มไม่ตอบคำ เอามือกอดอก แล้วส่ายสายตา มองกลุ่มนักเรียนที่เดินเรียงแถวลงจากตึกเรียน ก่อนจะลับหายไปทางมุมหนึ่งอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะโพล่งขึ้น


“นี่เกด ครูที่สอนเราเกษียณไปหมดหรือยังนะ”


“ยังมั๊ง แต่ลุงสอนคงเกษียณไปแล้ว จำได้มั๊ยลุงสอน”


วิน พยักหน้า แล้วหัวเราะ


“ทำไมจะจำไม่ได้ ก็ลุงสอนแกนั่งอยู่ป้อมยามตรงประตูทางเข้าโรงเรียนทุกวัน แล้วเครื่องแบบที่แกใส่ แล้วหน้าตาดุๆ อย่างนั้น ใครก็นึกว่าแกเป็นอาจารย์นะสิ ที่ไหนได้…”


พูดแล้ว วินก็โคลงศรีษะไปมา


“ใช่ ตอนเข้ามาเรียนที่นี่ใหม่ๆ เกดก็เปิ่นเหมือนกัน ยกมือไหว้แกอยู่ตั้งนาน นึกว่าเป็นครู กว่าจะรู้ว่าลุงสอนเป็นคนขับรถของท่านผอ.ก็…”


“หน้าแตกละเอียด…” วินบอกพลางยิ้มน้อยๆ


ทั้งสองคนคุยกันเรื่องความหลังระหว่างเดินท่องน่องจากสนามหญ้าแล้วเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่หน้าตึกสามชั้น สีฟ้าซีด ซึ่งในขณะนี้มีร่างของชายสูงวัยรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีดอกเลา ใส่แว่นตาสีชา เพ่งมองมาอยู่ตรงบันไดทางขึ้น


“มาสเซอร์พิชิต ใช่มั๊ยคะ” เกดร้องถามขึ้น


ชายสูงวัยตรงหน้าก็เพ่งมองที่คู่หนุ่มสาวเช่นกัน หลังจากใช้สายตามองผ่านแว่นอยู่เป็นนาน ก็ชี้ไม้ชี้มือออกมา พลางทักทายเสียงดังลั่น


“นี่พวกเธอเองหรอกหรือนี่ ไม่ได้เจอกันนานเลย เป็นไงบ้าง”


“ครับ ไม่ได้มานานมากเลย ดีใจมากที่ได้เจอมาสเซอร์อีก”


“เหมือนกันนั่นแหละ…ไปหาน้ำท่าดื่มกันก่อน บนโน้น” มาสเซอร์พิชิตชักชวน พลางเดินนำหน้าขึ้นไปชั้นบน ก่อนจะชะงัก แล้วหันหน้ามาบอกกับอดีตลูกศิษย์


“มาเยี่ยมเฉยๆ หรือว่ามีธุระปะปังอะไรหรือเปล่าเรานะ”


วินมองหน้าเกดครั้งหนึ่ง ก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


“ทั้งสองอย่างครับ มาสเซอร์”


“เด็กผู้หญิงอย่างนั้นหรือ พวกเธอคิดว่าตามหาง่ายหรือไง รุ่นเธอ แล้วรุ่นพี่ขึ้นไปอีก หรือรุ่นน้องที่ไม่ห่างไกลกันนัก มีนักเรียนผู้หญิงอยู่ตั้งเท่าไหร่ ใครจะไปจำได้หมดว่าใครเป็นใครกันบ้าง”


มาสเซอร์พิชิต พึมพำออกมาก่อนจะพิงร่างเข้ากับพนักเก้าอี้บนห้องทำงาน ในขณะที่หนุ่มสาวเบื้องหน้า ไม่รู้จะพูดอะไรได้นอกจากคลึงแก้วน้ำเบื้องหน้าไปมา


“ว่าไงเล่า พวกเธอ”


“ก็ไม่ว่าหรอกครับ ที่มาสเซอร์พูดมาก็ถูกทุกอย่าง”


มาสเซอร์พิชิตถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง


“นั่นนะสิ จะหาคนก็น่าจะบอกรายละเอียดให้ชัดเจนกว่านี้หน่อย มันเหมือนตาบอดคลำช้าง รู้บ้างมั๊ย”


“ทราบคะ มาสเซอร์” หญิงสาวคนเดียวบนโต๊ะรับคำเสียงอ่อยๆ ก่อนจะหันหน้าไปทางเพื่อนชายที่นั่งเคียงข้าง


“เด็กผู้หญิงคนนั้น ผมสั้นแค่คอ ผิวขาวเกลี้ยงเกลา มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าอยู่เสมอ เป็นคนร่าเริง เท่าที่ทราบก็มีข้อมูลแค่นี้เองหรอกครับ”


มาสเซอร์พิชิตหัวเราะหึหึอยู่ในลำคอ


“อืมม์ ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลยนะ สรุปรวมความแล้วน่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก นิสัยดี บางทีอาจเป็น…”


ยังไม่ทันพูดประโยคจบ มาสเซอร์สูงวัยก็เลิกคิ้วขึ้นสูง พยักเพยิดไปที่หญิงสาวอย่างมีความหมาย


“แหม มาสเซอร์ คงไม่บังเอิญอย่างนั้นหรอกมั๊งคะ หน้าตาอย่างนั้น หาได้ง่ายจะตายไป และที่สำคัญเกดก็ไม่ได้นิสัยดีอะไรมากมาย หน้าตาก็แค่ไปวัดวาตอนสายได้เท่านั้น”


เกดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงแง่งอน เรียกรอยยิ้มจากผู้เป็นครู


“งั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มาสเซอร์อยากถามว่า ผู้ชายคนนั้นที่ให้เราช่วยตามหาเป็นใคร”


“ทำไมหรือครับ” วินถามขึ้น


“อ้าว เหมือนเจ้าชายตามหาซินเดอเรลล่าเป๊ะเลย นี่ถ้ามีรองเท้าแก้วข้างนึงก็ใช่แน่ๆ” มาสเซอร์ว่าอย่างขำๆ


“ไม่มีหรอกครับ รองเท้าแก้ว”


“ถ้าอย่างนั้น มาสเซอร์ก็จนปัญญา…”


“นอกเสียจากว่า…”


“เสียจากว่า อะไรคะ” เกดถามขึ้น


มาสเซอร์พิชิตพยักหน้ารับ


“ก็ลองไปคุยกับผู้ชายคนนั้นดูก่อน เอารายละเอียดมาอีกนิด แล้วลองมาคุยกับมาสเซอร์ดูอีกครั้ง น่าจะพอเห็นเค้ากว่าเดิมบ้างละ จริงมั๊ย”


วินทำตาโต


“จริงครับ”


“ทำไม ถึงไม่คิดนะ พวกเรา” เกดว่ายิ้มๆ






เป็นไงบ้าง


มุกดาที่เพิ่งมาถึงเอ่ยทักนีม่าที่นั่งอยู่บนโต๊ะไม้สีขาวริมสระน้ำเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย


หญิงสาวจากดัลวา ละสายตาจากสระน้ำแล้วบอกว่า


“ก็เรื่อยๆ นะมุก ตอนนี้ก็รอแค่ข่าวคราวของตาบ๊องของมุกอยู่นั่นแหละ” นีม่า พูดแล้วมองตาเพื่อน แล้วหัวเราะคิกคักอย่างนึกสนุก


“โธ่เอ๊ย เพื่อนเรา บอกกี่ครั้งแล้วนี่ว่า ตานั่นไม่ใช่ของมุกนะ”


“โทษที นีม่า ลืมไปนะจ้ะ” หญิงสาวเสียงเบาลง แล้วเอามือเสยผมครั้งหนึ่ง


“เห็นพี่เกดบอกว่า ตาบ๊องนั่นเริ่มบทบาทนักสืบของตัวเองไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังเห็นบ่นอุบว่า ตามหายากอยู่เหมือนเดิม”


“อืมม์ นีม่ารู้ว่ามันยาก ถ้าสำเร็จก็ดี แต่ถ้าไม่ก็คงไม่เป็นไรหรอกนะ ว่าไปแล้วก็เกรงใจเพื่อนพี่สาวมุกเหมือนกัน”


มุกเอามือตีเพี๊ยะที่แขนของเพื่อน


“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก ถ้าไม่ช่วยเรื่องนี้ เดี๋ยวมุกก็หาเรื่องให้ช่วยเรื่องโน้นไปอีกจนได้”


“อ้าว เหรอ” นีม่าอุทาน


“ฮื่อ” มุกดาว่า พลางขบยิ้มอยู่ในสีหน้า ดวงตาทอดแววเริงรื่นอยู่ในนั้น


นีม่า มองหน้าเพื่อนสาวอย่างใช้ความคิด ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่จะได้เห็นดวงตาคู่นั้นส่องประกายบางอย่างออกมา


“ความจริงแล้ว พี่วินของมุก เอ๊ย…ของพี่เกด ก็ดูดีนะ ไม่เหมือนจรกาอย่างที่มุกว่าเลย ดูเป็นคนง่ายๆ”


“หรือมุกว่าไง…” นีม่ารุกถามต่อ


มุกดาเบ้ปาก ทำคิ้วขมวดเข้าใส่เพื่อน


“สายตาไม่ดีมั๊ง นีม่า”


“เหรอ”


“นิสัยที่แย่ที่สุดของตาบ๊องนั่นก็คือ เป็นคนที่เรียบเรื่อย วันๆ ออกจะเฉื่อยแฉะ ไม่ชอบแข่งขันชิงดีชิงเด่นอะไรกับเขาเลย ไม่สมกับชื่อวินเลย”


“อ้อ ชื่อวิน นี่มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า ชัยชนะ งั้นหรือ”


“ไม่รู้หรอก มุกเดาเอานะ…”


“หรือจะเป็นวินนี่ เดอะ พูห์”


มุกดาหัวเราะ


“นั่น เป็นพี่เกดเขาชอบเรียกของเขาเอง วินนี่ แหวะ-แค่คิดก็ตลกแล้วละ”


นีม่ายิ้มชอบใจกับอากัปกิริยาของเพื่อน


“ว่าต่อไปสิ เรากำลังฟังอยู่”


“พี่วิน เป็นผู้ชายที่นีม่า จะหาเจอได้ยากมาก ชอบปลูกต้นไม้ อยู่กับดอกไม้ใบหญ้าได้ทั้งวัน อย่างตอนฤดูร้อน เวลากลีบดอกไม้หล่นมาตามท้องถนน เวลาตานั่นเดินผ่านนะ เอาแต่มองอยู่นั่น กลีบซักกลีบก็ไม่ยอมเหยียบ เอากะเค้าสิ”


“ไปว่าเขา…” นีม่าหัวเราะกับเรื่องเล่าของเพื่อน


“ตาบ๊องนั่นอารมณ์ศิลปิน อ่อนไหว ละเอียดอ่อน ยิ่งกว่าผู้หญิงอย่างมุกเสียอีก นี่ไม่ใช่มุกว่าคนเดียวนะ แม่ก็บอกเหมือนกัน”


“แล้วพี่เกดละ…”


“ขานั้นเค้าเพื่อนกัน ถึงจะคิดอย่างนั้นก็ไม่พูดออกมาหรอก”


นีม่า หันไปมองน้ำในสระแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น


“ผู้ชายละเอียดอ่อน มุกไม่ชอบเหรอ เหมือนพระเอกในหนังเกาหลีไงจ้ะ”


“ม่าย…มุกไม่ชอบ” มุกดาว่าด้วยน้ำเสียงแง่งอน


“เหรอ งั้นชอบแบบไหนละ”


มุกดาหัวเราะขึ้นมา


“ชอบแบบตบจูบนะ โหดๆ เท่ๆ มุกชอบแบบว่าผู้หญิงร้าย ผู้ชายเลว” "และที่สำคัญ พระเอกหนังเกาหลี เขาต้องผมยาว ผิวขาวเกลี้ยงเกลา พูดจาเพราะๆ มีสตางค์ ไม่ได้ตัวดำเป็นจรกา แล้วก็กระต๊อกกระต๋อยเหมือนตาวินนั่นเสียหน่อย"


“โหย…เพื่อนฉัน” นีม่าว่าอย่างนึกขำ


“ว่าแต่ว่า พี่เค้าทำงานอะไรนะ ลืมถามไป เห็นมีเวลาว่างได้ทั้งวัน เสื้อผ้าที่เห็นใส่ก็เสื้อยืด กางเกงยีนส์ตลอด”


มุกพยักหน้า


“ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ไง เค้าเก่งเรื่องงานออกแบบ พวกหนังสือ โบชัวร์ สิ่งพิมพ์อะไรอย่างนั้น แล้วก็มีร้านขายต้นไม้อยู่ที่สวนจตุจักร ยามว่างก็ชอบเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน เห็นมั๊ยเล่า ติสต์มาก”


นีม่า พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ชายหนุ่มรุ่นพี่คนนั้นมีลักษณะบางอย่างที่สะท้อนความเป็น “ศิลปิน” ในตัวออกมา


“ก็ดีนี่นา ดูมีความสุขดีออก”


มุกดาส่ายหน้าไปมา


“ลอยไปลอยมาอย่างนี้ ผู้หญิงที่ไหนเค้าจะ…”


“พี่วิน เป็นแฟนพี่เกดงั้นหรือ” นีม่า โพล่งถามขึ้น


“เฮ้อ พูดไม่ถูก คนนึงก็แสนจะซื่อบื้อ ส่วนอีกคนก็ดูไม่มีท่าทีอะไรเท่าไหร่เลย ถ้าจะเป็นก็คงเป็นนานก่อนหน้านี้แล้วมั๊ง”


“ว่าแต่ว่า นีม่าสนใจไปทำไมเล่า หรือว่า…”


“บ้าน่า…” นีม่าว่าอย่างเขินอาย


“ก็มุกเล่าให้ฟังไม่ใช่หรือว่า สองคนนั้นเขาเป็นเหมือนปาทองโก๋กันนะ”


“ฮื่อ…” มุกว่า


“เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมแล้วละ เป็นยิ่งกว่าแฟนเสียอีกมั๊ง”


“ที่สำคัญ…” มุกหยุดถอนหายใจยาว


“สองคนนั้นเค้าเหมือนกันอยู่อย่าง เป็นลูกกำพร้าแม่เหมือนกัน ก็เลย…”


แม้เพื่อนสาวไม่พูดให้หมดประโยค นีม่าก็พอจะเข้าใจความหมายได้อยู่หรอก


นีม่า นึกถึงตาบ๊องของมุก แล้วก็พลางคิดไปถึงผู้ชายอีกคน ที่แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักนิดเดียว



เป็นลูกกำพร้าเหมือนกันทั้ง 3 คนเลยหรือนี่ ช่างบังเอิญเสียจริงๆ




ชายหนุ่มผู้นั้นตกเป็นเป้าสายตาของคนดูแลความสะอาดในโบสถ์นับตั้งแต่เข้ามานั่งสงบนิ่งเมื่อเกือบครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา


ไม่ใช่เพราะความแปลกหน้านั่นหรอก แต่เป็นความสง่างาม รูปร่างอันสูงใหญ่นั่นต่างหาก เมื่อบวกกับหน้าตาอันคมเข้ม มีรอยยิ้มบางๆ อยู่บนใบหน้าด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดให้กับผู้พบเห็น


หน้าตาของชายหนุ่มดูไม่เหมือนคนไทย แต่ก็ไม่เชิงเป็นฝรั่งเสียทีเดียวนัก ดูเหมือนแขกผสมจีนอย่างไรพิกล


ที่สำคัญชายหนุ่มนั่งสงบนิ่งอยู่นานแล้ว มีเพียงบางครั้งที่ใช้สายตากวาดมองความงดงามในโบสถ์คาธอลิกแห่งนี้อย่างสนอกสนใจ


แล้วเสียงกึงกังของเท้าคู่หนึ่งก็ดังขึ้นมาทางประตูทางเข้า พร้อมกับร่างของชายหนุ่มร่างท้วม ในเสื้อสีขาวแขนยาว กางเกงสีเทาเข้ม ดวงตากลมโต ก็ปรากฎตัวขึ้น ก่อนจะเดินกึ่งวิ่งมายืนอยู่ทางด้านหลังของชายหนุ่ม


ชายผู้มาใหม่ถอนหายใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะค้อมหลังลงกล่าวถ้อยคำบางประโยคกับชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นั้น


ถ้อยคำที่ได้ยินนั้น ไม่ใช่ภาษาไทยอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่เป็นภาษาแปลกๆ ที่ฟังจับความไม่ออก


แต่ดูเหมือนว่าชายแปลกหน้าสองคนจะเข้าใจภาษาเหล่านั้นเป็นอย่างดี


“เจ้าก็นั่งเถิดมูตา แล้วก็เงียบๆ อย่ารบกวนข้า เข้าใจหรือไม่”


ชายร่างท้วมค้อมศรีษะรับ แล้วหย่อนร่างท้วมลงบนม้านั่งยาวหลังที่นั่งของชายหนุ่มไปหนึ่งแถว


“ที่นี่หรือ เจ้าชาย”


“อืมม์…”


ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่พยักหน้ารับ


“พบผู้หญิงคนนั้นที่โบสถ์แห่งนี้เพียงครั้งเดียว ถึงขนาดทำให้…”


ชายหนุ่มเหลียวหลังไปมองคู่สนทนา


“มันดูไม่มีเหตุผลเลยนี่…” ชายร่างท้วมกระซิบแผ่ว แล้วค้อมหลังลงแสดงท่าทีกริ่งเกรงต่อชายหนุ่มอย่างเห็นได้ชัด


ชายหนุ่มเพียงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง แล้วผินหน้ามองไปยังรูปปั้นพระแม่มารีที่ตั้งเด่นอยู่เหนือระดับสายตาขึ้นไป ริมฝีปากเม้มสนิท สายตาทอดยาวไปเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด


คิดถึงความหลังอย่างนั้นหรือ…




เมื่อเด็กหนุ่มในชุดนักเรียน เสื้อขาว กางเกงสีน้ำเงิน วิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปในประตูโบสถ์ที่เปิดกว้างแห่งนั้น ร่างท่อนบนก็ชุ่มไปด้วยน้ำแล้ว เด็กหนุ่มค่อยๆ เอามือเช็ดน้ำฝนที่เกาะอยู่ตามใบหน้าและแขนอย่างช้าๆ ก่อนจะบ่นออกมาดังๆ


“ฤดูร้อนแท้ๆ ทำไมฝนตกหนักอย่างนี้นะ เปียกหมดกันเลยเรา”


บ่นกับตัวเองแล้ว เด็กหนุ่มก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในโบสถ์ฝรั่งแห่งนั้น แม้ภายในสภาพจะเก่าไปบ้าง แต่ก็ดูงดงาม น่าเกรงขาม แสงระเรื่อของของไฟเหนือเพดานโบสถ์ ขับเน้นความงดงามของภาพวาดนักบุญที่เรียงรายอยู่โดยรอบ ในขณะด้านนอกฝนยังปรอยละอองไม่หยุด เด็กหนุ่มได้ยินเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนยามกระทบหลังคาโบสถ์ลอยมา


บรรยากาศรอบโบสถ์เงียบสงัด แต่ก็ไม่ถึงกับวังเวงนัก ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่ ทำให้เด็กหนุ่มคลายความกังวลลงไป เขาก้าวเท้าเดินอย่างไม่เร่งรีบนัก ก่อนจะทรุดร่างลงบนเก้าอี้ยาวตัวหนึ่ง ตั้งใจว่านั่งพักรอให้ฝนซาลงกว่านี้เสียหน่อย ค่อยกลับไปที่พักน่าจะดีกว่า


แต่ยังไม่ทันใช้มือลูบน้ำที่เกาะเม็ดพราวอยู่ตามแขนแมนได้หมด เด็กหนุ่มก็ลืมตาโพลงขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงแว่วมาเข้าหู เป็นเสียงเล็กๆ ปนสะอื้นที่คล้ายแว่วอยู่ในสายลม


เด็กหนุ่มสอดส่ายสายตาเพ่งมองไปตามที่มาของเสียงนั้นอยู่เป็นนาน ก่อนจะร้องออกมา


“ใครกันนะ…”


บนม้านั่งยาวเยื้องออกไปไม่ไกลนัก มีร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียน เป็นเสื้อแขนยาวผูกคอซอง กระโปรงสีน้ำเงินยาวแทบจะคลุมถุงเท้า มองเห็นผมสลวยตัดสั้นระต้นคอ และกำลังคว่ำร่างลงพิงกับพนักม้านั่งตัวถัดไป พลางเอามือสองข้างปิดเข้าที่ใบหน้าของตัวเอง และส่งเสียงสะอื้นออกมา ส่วนแผ่นหลังกำลังไหวระริก แสดงถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติ


เด็กหนุ่มสะบัดหัวไปมาไล่น้ำที่เปียกชุ่มศีรษะครั้งหนึ่ง แล้วจึงเดินอย่างแผ่วเบาก่อนค้อมตัวลง ยื่นหน้าลงไปใกล้ๆ เด็กสาว


“นี่…เป็นไรไปหรือเปล่า” เสียงพูดอันแปร่งๆ ของเด็กหนุ่มถามขึ้น


เด็กสาวที่คว่ำหน้าลง เงยหน้าอย่างช้าๆ แล้วจึงหันมามองตามเสียงทักในขณะที่เสียงสะอื้นค่อยๆ เบาลงไป


เด็กผู้หญิงมีหน้าตาอันเกลี้ยงเกลา ผิวขาวกระจ่างราวกับสีชมพู มีขนตายาวเป็นแพ ซึ่งในขณะนี้ขนตายาวชุ่มไปด้วยน้ำตา ขอบตามีรอยบวมช้ำ ในขณะที่ริมฝีปากบางนั้นซีด


“เธอ…” เด็กสาวทักทาย พลางใช้เอามือขวาป้ายน้ำที่ไหลซึมออกมาออกมาจากดวงตา


เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างๆ


“เป็นไรไปหรือเปล่า มีอะไรให้ช่วยมั๊ย”


เด็กสาวส่ายหน้าไปมา ก่อนคิ้วจะขมวดขึ้น


“เธอ เรียนหนังสืออยู่แถวนี้เหรอ”


“อืมม์…” เด็กหนุ่มตอบพลางชี้นิ้วไปยังทางซ้ายมือของโบสถ์


เด็กสาวยิ้มพลางพยักหน้า


“มิน่า เหมือนเคยเห็นหน้าเลยนี่นา เธอคงเป็นพวกนักเรียนต่างชาติพวกนั้น สินะ”


เด็กหนุ่มหัวเราะอายๆ เสียงพูดไทยอันแปลกแปร่ง และหน้าตาที่ไม่เหมือนคนไทยสักเท่าไหร่นัก บ่งบอกทุกอย่างโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายใดๆ


“โรงเรียนของเธอ มีพวกนักเรียนต่างชาติเรียนอยู่เยอะ” เด็กสาวว่าต่อ เสียงพูดเริ่มสดใส ดูคล้ายคลายความโศกเศร้าไปได้บ้างแล้ว


แล้วเด็กสาวก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากระเสื้อ หยิบแว่นตาขึ้นมาสวมใส่ แล้วหันหน้ามาทางเด็กหนุ่ม ยิ้มให้อย่างสดใส ไม่มีอาการเก้อเขิน ตื่นกลัวเด็กหนุ่มแปลกหน้าแต่อย่างใด


“ฉันพูดไทยได้บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยชัดนักหรอก ว่าแต่ว่าเธอเป็นอะไรไปหรือเปล่า”


เด็กสาวมีสีหน้าซึมลงแต่ก็ชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แล้วก็ยิ้มแย้มให้คู่สนทนาด้วยอาการปกติ “อืมม์…แต่ไม่เป็นไรแล้ว คงต้องกลับบ้านแล้วละ เย็นมากแล้ว” พูดเสร็จเด็กสาวก็ทำท่าจะลุกขึ้นจากม้านั่ง จนเด็กหนุ่มต้องใช้มือดึงแขนเอาไว้ด้วยอาการลืมตัว


“อย่าเพิ่งไปเลยนะ…”


“หืมม์…”


เด็กหนุ่มถอนมือตัวเองออกมาจากแขนขาวผ่อง นวลเนียนของเด็กสาวอย่างขัดเขิน


“ฝนยังตกแรงอยู่เลย ออกไปก็เปียกหมดกันพอดี อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนเถอะ”


เด็กสาวพยักหน้ารับ แล้วทรุดร่างลงตามเดิม สายตาเพ่งมองไปยังรูปพระแม่มารีที่อยู่เบื้องหน้า


“เป็นความลับนะ…”


“อะไรนะ…”


เด็กสาวหัวเราะเสียงใส ขยับแว่นสายตาเหนือจมูกไปมา


“ก็เมื่อกี้ไง ตอนที่เราแอบร้องไห้ อย่าไปบอกใครละ”


“อ๋อ รับรองได้” เด็กหนุ่มตกปากรับคำเสียงหนักแน่น “แม่เราเพิ่งเสีย…”



เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ นัยน์ตาเริ่มจะแดงขึ้นมาอีก


เด็กหนุ่มสะดุ้งขึ้นมาครั้งหนึ่ง


“เมื่อไหร่…”



“หลายเดือนมาแล้ว แต่ว่าเรา…เรา” เด็กสาวทำท่าจะส่งเสียงสะอื้นออกมาอีกครั้ง


เด็กหนุ่มยื่นผ้าเช็ดหน้าให้



“อย่าร้องไห้เลย เช็ดน้ำตาซะ”


เด็กสาวกล่าวขอบคุณ ยื่นมือรับ แล้วค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นซับน้ำตาที่ไหลซึมออกมาใต้กรอบแว่น ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มในประโยคต่อไป


“อย่าเสียใจไปเลย เราก็ไม่มีแม่เหมือนกัน”


“อะไรนะ…”


“แม่เราก็ตายไปแล้วเหมือนกัน” เสียงเด็กหนุ่มสั่นเครือพอจับความรู้สึกได้


“เมื่อไหร่…” เด็กสาวถามขึ้นโดยไม่มองหน้า


“นานมากแล้ว” เสียงเด็กหนุ่มเศร้าๆ


“เพราะอย่างนั้นเรารู้…”


เด็กสาวนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แล้วจึงถอนใจน้อยๆ ก่อนจะถามขึ้นมาว่า


“เธอนับถือคริสต์หรือเปล่า”


เด็กหนุ่มส่ายหน้าปฎิเสธ


“ไม่เป็นไร เราจะสวดมนต์ให้”


พูดจบแล้ว เด็กสาวผมสั้น ก็พริ้มตาลง เอามือกุมไว้เหนืออก ส่งเสียงพึมพำอยู่ในลำคอ


เด็กหนุ่มมองหน้าเพื่อนแปลกหน้าที่หลับตาลง แล้วยิ้มบางๆ


“เธอดูเป็นคนแปลกจัง ประเดี๋ยวร้องไห้ ประเดี๋ยวหัวเราะ”


เด็กสาวพยักหน้า ขบยิ้มโดยไม่ลืมตา


“ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้นแหละ”


เด็กหนุ่มมองด้านข้างของเด็กสาว แว่นตาคู่นั้น แล้วยังจมูกโด่งได้รูป รอยยิ้ม ผิวพรรณอันนวลเนียนนั่นอีกเล่า เขาเฝ้าลอบมองวงหน้านั้นอย่างเพลิดเพลิน ราวกับต้องการผนึกภาพเด็กสาวเบื้องหน้าเอาไว้ในความทรงจำอย่างนั้นแหละ


“เล่าเรื่องของแม่เธอให้ฉันฟังบ้างสิ” เด็กสาวพูดอย่างแผ่วเบา


“ได้สิ”


“แต่ตอนนี้รอเราสวดมนต์ให้จบก่อนแล้วกัน”


เด็กหนุ่มหัวเราะ แต่ไม่ยอมละสายตาไปจากวงหน้าของคู่สนทนา


เสียงฝนเทกระหน่ำมาอีกระลอกแล้ว โบสถ์ยังคงเงียบสงบ เด็กสาวหลับตาพริ้มคุกเข่าลงกับพื้น ในขณะที่เด็กหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งยาวเหม่อมองไปยังเบื้องหน้า


ดูคล้ายกับว่า มีคนสองคนเท่านั้นในโลกนี้



๒๙.๙.๕๒

บทที่ 5-เด็กผู้หญิงในอดีต

นีม่าแอบหัวเราะอยู่ในใจ เมื่อเห็นท่าทีขัดเขินของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า จริงเหมือนที่เพื่อนสาวว่าไว้ ผิวของชายหนุ่มคล้ำจนเกือบดำสนิท แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ขี้ริ้วอะไรเลย รูปร่างสูงโปร่ง ผมสั้นอันได้รูป และใบหน้าที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มนั่น ช่วยให้ “จรกา” ดูดีกว่าที่นึกฝันไว้แยะ

แต่ที่นีม่า ชอบมากที่สุดในตัวของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้าก็คือ ดวงตาที่กลมโต สุกใส แฝงแววเริงร่าอยู่ในนั้น แถมขนตายังงอนช้อยเหมือนผู้หญิงอีกต่างหาก

แล้วดวงตาคู่นั้นก็เบิ่งโต พร้อมกับปากที่อ้ากว้างขึ้นทันทีที่มุกแนะนำว่า

“นี่ นีม่า มาจากดัลวา…”

นีม่า ยิ้มให้เขา พลางยกมือไหว้ด้วยอาการชดช้อย

“สวัสดีครับ เอ้อ…” ชายหนุ่มรับไหว้แล้วยิ้มให้ ก่อนจะถามขึ้นว่า

“ดัลวา อย่างนั้นหรือ”

นีม่าขบหัวเราะอย่างนึกเอ็นดู ก่อนพยักหน้ารับ ซึ่งก็ไม่แปลกนักหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้คนเกิดอาการงงงันเมื่อได้ยินชื่อถิ่นเกิดของเธอ ดัลวา เป็นประเทศเล็กๆ ใกล้กับยอดเขาหิมาลัย จนแทบจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่โลกก็ว่าได้ คนไทยส่วนมากแทบจะไม่รู้จักความเป็นมาเอาเสียด้วยซ้ำ

ที่สำคัญก็คือ…

“แต่ว่าทำไม ถึงได้พูด…เอ้อ” วิน ถามขึ้นด้วยสีหน้าเหรอหรา จนนีม่า อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“นีม่า เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนนะค่ะ มาอยู่ที่นี่ 4-5 ปีแล้ว และก็เรียนภาษาไทยเป็นวิชาโทด้วย”

“อย่างนั้นหรือ…”

“ที่นั่น ส่งคนมาเรียนที่บ้านเราหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีใช่มั๊ย นีม่า” มุกอธิบายบ้าง

หญิงสาวแห่งดัลวาพยักหน้ารับ พลางสบตามองชายหนุ่มที่กำลังมองมาเช่นกัน พลางคิดว่า ถึงจะอธิบายไปแล้ว แต่ชายหนุ่มรุ่นพี่เบื้องหน้าก็ดูจะมีคำถามที่อยากถามอยู่อีกมากมาย ค่อยๆ เล่าไปน่าจะเหมาะกว่า แต่ตอนนี้คงต้องรีบเข้าเรื่องกันก่อนแล้ว
“อย่าเพิ่งถามอะไรมากนักเลย พี่วิน” อยู่ดีๆ มุกก็โพล่งขึ้นมา พลางค้อนใส่ชายหนุ่มวงหนึ่ง

“ที่นัดให้มานี่ ไม่ใช่ให้มาสอบประวัตินีม่านะ ไม่ได้ให้จีบด้วย มองหน้าเพื่อนมุกอยู่นั่นละ ตาบ้า”

“เฮ้ย…ยายมุก พูดอะไรอย่างนั้น” วินร้องเสียงหลง พลางเอามือเกาหัวของตัวเอง แล้วตีสีหน้าปูเลี่ยน ดูเหมือนจะไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธออกมาเสียทีเดียวนัก

นีม่าหันไปมองหน้าเพื่อนแล้วนึกขำขึ้นมา นานๆ ที จะเห็นมุกค้อนประหลับประเหลือกใส่ชายหนุ่ม แล้วก็ออกอาการแง่งอนอย่างที่เห็น เพราะโดยปกติมักจะ “ เก่ง” ยามอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงเท่านั้นนี่ แปลกจัง

แล้วนีม่าก็หันหน้ากลับไปมองที่ชายหนุ่มรุ่นพี่ที่เพิ่งรู้จัก เห็นสีหน้ายิ้มแหยๆ นั่นแล้วชักเห็นคล้อยตามเพื่อนสาวที่บอกว่าจรกาคนนี้เป็นผู้ชายบ๊องๆ คนหนึ่ง นอกจากบ๊องแล้วยังขี้อายอีกต่างหาก

น่าสนใจแฮะ

เพียงแต่ว่า…

“นีม่า เขามีเรื่องให้ช่วย” มุกพูด ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป

“หือม์ ให้ช่วยอย่างนั้นหรือ” วินเลิกคิ้วสูง พลางหันไปมองที่นีม่าครั้งหนึ่งก่อนรีบหันสายตากลับมา

“อยากให้ช่วยตามหาคน…”

วินมองหน้าสองสาวไปมา แล้วหัวเราะแห้งๆ

“โธ่เอ๊ย พี่ไม่ใช่นักสืบ หรือตำรวจนะ”

มุกหยิกเข้าที่แขนของชายหนุ่มด้วยท่าทีหมั่นไส้ครั้งหนึ่ง

“แหมๆ รู้แล้วน่า แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของคนหายอย่างนั้น”

พูดเสร็จ มุกก็พยักเพยิดไปทางเพื่อนสาว

“คืออย่างนี้ค่ะ อยากให้พี่ช่วยตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง”

“ผู้หญิง?...” วินอุทานขึ้น

“นี่พี่วิน…” มุก พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผู้หญิงคนที่ว่านี่ หรือพูดให้ถูกเด็กผู้หญิงคนนั้นเคยเรียนที่โรงเรียนเดียวกันกับพี่ และอายุก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ด้วยมั๊ง”

“หา…อย่างนั้นหรือ”

วินถามด้วยน้ำเสียงงุนงง

นีม่าเหลือบตามองชายหนุ่มแล้วแอบยิ้ม

“ถ้าอย่างนั้นก็…” วินพยักหน้าขึ้นลง

“ไหนลองเล่ารายละเอียดมาก่อนสิ…” ชายหนุ่มว่า

มุกหันไปพยักเพยิดกับเพื่อน

“คืออย่างนี้คะ เจ้านายของพี่ชายนีม่าเดินทางมาจากดัลวาเพื่อตามหาเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ตามหามาได้ระยะหนึ่งแล้วก็ยังเงียบๆ อยู่ นีม่าก็เลยอยากจะช่วยด้วยอีกแรง เท่าที่ทราบ เด็กผู้หญิงคนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพี่วินนี่ละมั๊งคะ แล้วก็เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันด้วย”

“อืมม์ เด็กผู้หญิงในอดีตอย่างนั้นหรือ เหมือนนิยายจัง” ชายหนุ่มพูดพร้อมเอามือเกาคาง

“นีม่าก็ว่างั้น แต่นี่ไม่ใช่นิยายหรอกนะคะ เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ว่าเหตุการณ์มันผ่านไปตั้งนานแล้ว จะมีทางตามหาตัวเจอหรือเปล่า นีม่าเองก็ไม่แน่ใจ”

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนผงกศรีษะรับ

นีม่า มองหน้าวิน และเห็นชายหนุ่มมองสบตาเหมือนกัน

ถึงดูจะขี้อาย ตลก แต่ก็น่าจะพึ่งพาได้อย่างที่มุกว่าจริงๆ แฮะ



นีม่า ผลักประตูกว้างของห้องพักหรูหราในคอนโดมิเนียมสีขาว ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแห่งนั้นด้วยอาการแผ่วเบา หญิงสาวอยู่ในชุดลำลอง เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ปล่อยชายเสื้อออกมาด้านนอกคลุมทับกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ใบหน้าไม่ได้แต่มแต้มเครื่องสำอางค์ใดๆ ดูงามแปลกตาไปอีกแบบ

“พี่มูตา…”

หญิงสาวตะโกนเรียก เมื่อก้าวเข้ามาสู่ภายในห้องพัก ซึ่งโอ่อ่า กว้างขวาง พื้นที่ซึ่งยืนอยู่เป็นห้องรับแขกที่มีเฟอร์นิเจอร์อันหรูหราวางอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง มีโต๊ะทานอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่เยื้องออกไป ในขณะที่กระจกใสบานใหญ่ตรงผนังด้านขวามองไปเห็นแม่น้ำอันกว้างใหญ่ได้อย่างเต็มตา ผนังอีกด้านหนึ่งประดับประดาด้วยภาพวาดวิวทิวทัศน์บนกรอบไม้สีขาว

นอกจากห้องรับแขกอันหรูหราแล้ว เมื่อมองตรงออกไปจะเห็นห้องอีกสองห้องที่ปิดสนิทอยู่ มองเห็นแต่ประตูสีขาวกระจ่างตา ไม่มีเสียงใดลอดออกมาแสดงให้เห็นว่ามีผู้คนอยู่ในห้องนั้นแต่อย่างใด และมองเลยไปทางด้านหลังเป็นห้องครัวเล็กๆ ที่บานประตูเป็นกระจกใสเปิดอ้าอยู่

นีม่า ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ทำท่าจะก้าวไปเปิดประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ แล้วก็เปลี่ยนใจ หันร่างไปยืนนิ่งมองวิวของแม่น้ำสายใหญ่ผ่านแผ่นกระจกบานใหญ่นั้นแล้วเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ดังขึ้นมาทางด้านหลังของหญิงสาว จนนีม่าต้องเหลียวหน้าไปมองพลางอุทานออกมา

“เจ้าชาย…”

ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า รูปร่างสูงโปร่ง ผมยาวถูกมัดรวบอย่างเป็นระเบียบ เสื้อลายทางตัวโคร่งยาวคลุมจนเกือบถึงหัวเข่า กางเกงขายาวสีเทา ในขณะที่ตรงลำคอแขวนลูกประคำสีดำเอาไว้

ใบหน้าเรียวยาวอันได้รูปนั้นกำลังแย้มยิ้มให้ ดวงตาคมคู่นั้นส่องประกายอ่อนโยนบางอย่างออกมา

นีม่า พึมพำเสียงเบาๆ อยู่ในลำคอ ก่อนจะทรุดร่างลงถอนสายบัวแล้วค้อมศรีษะลงด้วยอาการนุ่มนวล

“ถวายบังคมเพคะ ฝ่าบาท”

ชายหนุ่มเบื้องหน้ายิ้มบางๆ บนใบหน้า ก่อนโคลงศรีษะไปมา

“นีม่า ข้าเดินทางมาในครั้งนี้ในฐานะสามัญชน ทำตัวตามสบายเถิด ”
หญิงสาวพยักหน้ารับ

“พี่มูตาละเพคะ…”

เจ้าชายหนุ่มทรุดพระวรกายลงบนโซฟาหรู พลางผายมือให้หญิงสาวนั่งตรงที่นั่งฝั่งตรงข้าม

“เจ้าก็นั่งลงตามปกติเถอะ ไม่ต้องถือพิธีรีตองเหมือนตอนอยู่ในดัลวาหรอก ข้าให้มูตาไปทำธุระข้างนอก เดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว”

หญิงสาวถอนหายใจ

“หม่อมฉันขอประทานอภัย อยากจะทูลว่า การที่พระองค์มาประทับอยู่ที่นี่แค่สองคนกับพี่ชายของหม่อมฉัน ออกจะสุ่มเสี่ยงเกินไป อย่าลืมว่า พระองค์คือเจ้าชายโดร์เช รัชทายาทแห่งดัลวานะเพคะ"

เจ้าชายหนุ่มแห่งดัลวาทรงพระสรวล

“นีม่า ขอบใจที่เป็นห่วง แต่อย่าลืมว่าข้าเคยมาเรียนหนังสืออยู่ที่นี่หลายปี อีกอย่างในประเทศนี้ไม่มีใครคิดร้ายต่อข้าหรอก อย่าห่วงไปเลย”


นีม่าคิ้วขมวด จมูกย่น แล้วพูดโดยไม่เงยหน้า

“ถึงอย่างนั้นก็เถิดเพคะ ก็ควรจะระวังตัวเอาไว้บ้าง นีม่าขอประทานอภัยที่ต้องทูลตอบตรงๆ”

“ข้าเข้าใจ แต่นีม่าอย่าบ่นเป็นยายแก่ไปเลย นับวันจะคล้ายพี่ชายของเจ้าเข้าไปทุกวันแล้วรู้มั๊ย” เจ้าชายโดร์เช ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ตรัสแล้ว เจ้าชายโดร์เชก็ถอนพระทัยเบาๆ แล้วย่างพระบาทไปยืนตรงกระจกบานใหญ่

“นีม่า ข้าไม่อยากให้ใครหนักใจกับเรื่องของข้ามากนักหรอก และครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้กลับมาที่นี่อีกก็ได้” เจ้าชายโดร์เชตรัส ในขณะที่ทอดพระเนตรแม่น้ำกว้างเบื้องล่างนั้น

นีม่า ส่งสายตามองแผ่นหลังของรัชทายาทแห่งดัลวา

“หม่อมฉัน ขอประทานอภัย”

เจ้าชายหนุ่มนิ่งเงียบ ก่อนตรัสถามขึ้น

“นอกจากมาหามูตา มีเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า”

“มีเพคะ…” หญิงสาวตอบ

“หม่อมฉันอยากทูลถามว่าเรื่องนั่น ไปถึงไหนแล้วเพคะ”

รัชทายาทแห่งดัลวาส่ายพระพักตร์ไปมา

“ยังไม่คืบหน้าเท่าใดนัก เจ้าก็รู้เรื่องมันนานมากเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไรข้าก็มีความรู้สึกว่า ข้าจะได้พบแน่”

นีม่า เป็นฝ่ายถอนหายใจบ้าง

“หม่อมฉันคิดว่า ถ้าพระองค์ฯทรงให้คนที่สถานทูตช่วยจัดการเรื่องนี้บ้างบางที…”

เจ้าชายโดร์เชหันพระพักตร์กลับมา

“นีม่า ข้าไม่ต้องการเช่นนั้น ไม่อยากทำอะไรให้มันเอิกเกริก ถ้าโชคชะตาลิขิตไว้ ข้าจะได้พบนางเองนั่นแหละ ในไม่ช้านี้…”

หญิงสาวผงกศรีษะ ค้อมตัวลงแต่สายตาแอบเหลือบมองชายหนุ่มเบื้องหน้าพลางใช้ความคิด นี่เป็นรักแรกพบใช่มั๊ย หรือว่าเป็นความหลงแรกพบกันแน่

แล้วเจ้าชายโดร์เช ก็ตรัสถามขึ้น

“เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไมกัน นีม่า”

“หม่อมฉันต้องการจะช่วยพระองค์นะสิเพคะ”

“ช่วยอย่างนั้นหรือ

“เพคะ หม่อมฉันขอทูลว่า หม่อมฉันได้รู้จักคนที่เรียนจบจากที่นั่น แล้วก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพระองค์ด้วย บางทีอาจจะพอช่วยหาเบาะแสได้บ้าง”

“อะไรนะ…”

เจ้าชายโดร์เชหันพระพักตร์กลับมา พระเนตรสั่นระริก ในขณะที่พระสุรเสียงสั่น

นีม่า พยักหน้ารับ

“เหมือนฟลุ้กเลยเพคะ เส้นผมบังภูเขาแท้ๆ”

รัชทายาทหนุ่มแห่งดัลวา ทรงพระสรวลเบาๆ พระเนตรส่องประกายบางอย่างออกมา

“นีม่า ขอบใจเจ้ามากที่มีน้ำใจ”

เจ้าชายโดร์เช แย้มพระโอษฐ์กว้าง

นีม่าหยุดสายตานิ่งไว้ที่พระพักตร์ของเจ้าชาย พลางบอกตัวเองว่า พระเนตรของเจ้าชายโดร์เชในยามนี้ช่างสดใส แสดงถึงอาการชื่นบาน และน้ำเสียงที่ตรัสออกมาก็แฝงด้วยความตื่นเต้นยินดี

เด็กผู้หญิงคนนั้นคือใครกันแน่…นีม่าถามกับตัวเอง

หญิงสาวรู้สึกโล่งในหัวอก มีความปลาบปลื้มอยู่ในใจ เมื่อได้เห็นความสุขที่หลั่งท้นออกมาของเจ้าชายโดร์เชในยามนี้

ช่วยทีนะ พ่อจรกา นีม่าบอกกับตัวเองในใจ


วินจ้องมองหญิงสาวเบื้องหน้าอยู่แทบทุกอิริยาบถ ในขณะที่เพื่อนสาวนั่งอยู่ตรงท่าน้ำ ยื่นเท้าทั้งคู่แตะเบาๆกับสายน้ำเบื้องหน้านั่น ด้วยอาการเพลิดเพลิน ผมยาวสะบัดไปมา บางครั้งก็หันหน้ามาหัวเราะกับเขา พลางชี้ไม้ชี้มือไปยังสะพานเหล็กเบื้องไกลนั่น

“รออีกนิดนะวิน เดี๋ยวรถไฟก็มาแล้วละ คราวนี้จะอนุญาติให้ทายก่อน”

ชายหนุ่มถอนหายใจ แล้วก้าวเดินไปหา

“เกด ลงไปนั่งกับพื้นอย่างนั้น ชุดทำงานเปื้อนหมดกันพอดี”

หญิงสาวก้มหน้าลงมองชุดที่ตัวเองสวมใส่ ซึ่งเป็นเสื้อทำงานสีขาวแขนสั้น และกระโปรงยาวสีขาวสดใส ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ

“อ๋อ นิดหน่อย ไม่ได้เปื้อนอะไรหรอก อย่าบ่นไปหน่อยเลย”

วิน ถอนหายใจอีกครั้ง พลางมองดูวงหน้า ดวงตา และรอยยิ้มของหญิงสาวเบื้องหน้าอยู่เงียบๆ

“ดีจังนะ”

“หา…อะไรกัน”

เกด ปิดปากหัวเราะ

“ไม่ใช่อย่างนั้น คือเกด หมายความว่าทำอย่างวินก็ดีไปอย่างนะ ไม่ต้องแต่งตัวให้ยุ่งยาก แถมอิสระดีด้วย”

วิน ยักไหล่ครั้งหนึ่ง

“โธ่เอ๊ย เกด ทำงานออฟฟิซก็ดีเหมือนกันแหละน่า อย่างน้อยก็มีเงินเดือน มีสวัสดิการ มีเงินจ่ายค่าแต่งตัว”

“แต่เกด ก็เห็นวินมีเงินใช้ไม่ขาดมือนี่” หญิงสาวไม่ลดละ

“เป็นงาน อิสระก็จริง แต่มันก็เหนื่อยนะ ต้องขยัน ไม่งั้นเงินก็ขาดมือเอาได้ง่ายๆ นอกจากงานที่ร้านต้นไม้ ก็เลยต้องทำอย่างอื่นเสริมไว้ตลอดด้วยไง ”

เกด พยักหน้ารับรู้

“เรียกว่าดีไปคนละอย่าง”

“ใช่…”

“แต่เกด อยากเห็นวิน ใส่สูท ผูกเน็กไท คงเท่ไม่หยอก”

ชายหนุ่มทำตาโต ส่ายหน้าไปมา

“อย่าเห็นเลย นึกแล้วตลก”

วิน พูดพลางมองดูเสื้อยืด กางเกงยีนส์สีซีดของตัวเอง

“เป็นหนุ่มเสื้อยืด กางเกงยีนส์ มากี่ปีแล้วเนี่ย เพื่อนฉัน” เกดพูดเย้า พลางยันตัวขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ โดยมีวินใช้มือช่วยยึดร่างขึ้นอีกแรง

ลุกขึ้นได้แล้วหญิงสาวก็พิงร่างเข้ากับเสาไม้ตรงท่าน้ำแล้วถามขึ้นว่า

“เออ เกดลืมถามไป เรื่องนั้นละว่าไง”

“เรื่องหนาย…” ชายหนุ่มพูดยางคางล้อเลียน

“โธ่…อย่ามาล้อเล่นน่า เรื่องของมุกไง”

“อ๋อ”

วิน พยักหน้า

“มุกดา จอมยุ่ง” ชายหนุ่มบ่นพลางขมวดคิ้ว

“เถอะน่า ช่วยน้องของเกดหน่อย”

“บุษบา มุกดา เฮ้อ…”

วินว่าอย่างเซ็งๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง

“แต่งานนี้ ไม่ใช่งานง่ายๆนะ ตามหาคน ใครก็ไม่รู้ แถมเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนอีกต่างหาก เบาะแสอะไรก็ไม่มี ไม่รู้เราจะมีปัญญาตามหาเจอหรือเปล่า”

“เถอะน่า ถ้าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเราสมัยเรียน วินก็ต้องรู้จักสิน่า กว้างขวาง ขาใหญ่เหลือเกินนี่ สมัยนั้นนะ” เกดว่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อนึกถึงอดีต

แต่ชายหนุ่มหัวเราะไม่ออก ตีสีหน้ายุ่ง คิ้วขมวด

“แปลกนะ เจ้านายของเพื่อนยายมุก จะตามหาเด็กผู้หญิงคนนั้นไปทำไม แล้ว นีม่า คนนั้น มาจากดัลวา เชียวนะ เจ้านายใหญ่นั่นก็ต้องมาจากที่นั่นด้วยสิ”

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้

“นีม่า เป็นเด็กน่ารักนะ ยายมุกเคยพามาเที่ยวที่บ้านด้วย”

วินยิ้มแอบเห็นด้วยในใจ

“ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเหมือนกัน”

“โธ่ จะไปยากอะไรละ”

ชายหนุ่มมองหน้าเพื่อนสาว

“ก็โน่นไง…”

พูดเสร็จ หญิงสาวก็เอามือชี้ไปทางด้านหลังของแม่น้ำ ภาพของตึกเรียนน้อยใหญ่ปรากฎต่อสายตา

ชายหนุ่มมองตามไปแล้วหัวเราะขึ้นมา

“จริงแฮะ งั้นเราไม่ควรนั่งตรงนี้นานนัก แวะไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าหน่อยเป็นไร บุษบา”

“แหม เรียกเสียเต็มยศเชียวนะ”

หญิงสาวตัดพ้อ พร้อมกับหัวเราะ ลมแรงของแม่น้ำพัดผมยาวลู่ไปข้างหลัง ในขณะที่ดวงตาเป็นประกายดูราวกับจะยิ้มได้

“แต่ว่าก็ว่าเถอะ มุกน่าจะให้เกดช่วยมากกว่านะเรื่องนี้ อาจจะง่ายกว่า”

“แหมๆ…เกดเป็นมนุษย์เงินเดือน อาทิตย์นึงต้องทำ 6 วัน จะไปมีเวลาตามหาคนได้ที่ไหนเล่า”

“อ้าว…แล้วกัน” วินว่า

“หมายความเราเป็นคนว่างงานงั้นสิ”

“คงงั้นมั๊ง” เกดหัวเราะอย่างนึกขันความคิดของตัวเอง


๒๓.๙.๕๒

บทที่ 4-จรกาตัวดำๆ

ตอนที่ เกด ผลักประตูบ้านเข้าไปเป็นเวลาย่ำค่ำแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืด แสงไฟในชั้นล่างของบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ส่องแสงวอมแวม ลอดออกมา กระทบเข้ากับพื้นที่เล็กๆ หน้าบ้านที่ดกครึ้มด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดทั้งไม้ดอก ไม้ใบ มีต้นมะขามต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาสูงพ้นกำแพงบ้าน



หญิงสาวได้กลิ่นดอกไม้หอมแรงขึ้นแตะจมูก เป็นกลิ่นหอมที่ให้ความสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก เพราะผสมผสานระหว่างกลิ่นรื่นรวยของดอกไม้เข้ากับความชุ่มชื่นของน้ำฝนที่เพิ่งหยุดตกไปเมื่อไม่นานนี่เอง


เกดเหลือบมองไม้ดอก ไม้ใบที่เบ่งบานชูช่อ แล้วก็ยิ้มให้กับตัวเอง ไม่ใช่ว่าไม่ชอบสีสันละลานตาเหล่านั้นหรอก เพียงแต่เธอแยกไม่ออกว่า กลิ่น หอมละมุนที่สูดเข้าจมูกมาจากต้นอะไรกันบ้าง และดอกที่กำลังบานสะพรั่งนั่นมีชื่อว่าเรียกอย่างไร ก็เท่านั้น


เพราะพันธุ์ไม้เหล่านั้นคนที่นำมาปลูกคือแม่เลี้ยงของเธอ และเป็นคนดูแล รดน้ำอย่างประคบประหงมเป็นอย่างดี เกดรู้สึกประหลาดใจอยู่คราม ครันว่าคุณน้าสามารถจัดเรียงต้นไม้ พันธุ์ไม้มากมายไว้ในพื้นที่หน้าบ้านที่คับแคบได้อย่างไร


“อ้าว พี่เกด”


เสียงทักทายดังขึ้นมาเมื่อประตูทางเข้าสู่ตัวบ้านแง้มออก แล้วร่างของหญิงสาวผมยาว หน้าตาเกลี้ยงเกลา แก้มใส จมูกเชิดรั้น ในชุดเสื้อยืดสีทึม กางเกงขาสั้นอวดขาขาวผ่องก็ยื่นหน้าออกมาทักทาย พร้อมกับส่งรอยยิ้มออกมาในคราวเดียวกันด้วย


“มุก ไม่ได้ไปไหนเหรอ วันนี้”


หญิงสาววัยรุ่นส่ายหน้าไปมา พลางเข้ามาใช้มือแตะเข้ากับที่แขนและไหล่ของเกด ซึ่งเปียกชื้นไปด้วยน้ำ


“ดูสิ เปียกหมดเลย พี่เกด”


“นิดหน่อยน่า ไม้ได้เปียกอะไรหรอก” เกดกล่าวตอบ พลางรุนตัวน้องสาวเข้าบ้าน ซึ่งด้านหน้าของตัวบ้านจัดเป็นส่วนของห้องรับแขกเล็กๆ มี โทรทัศน์ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่มุมหนึ่ง และมีโซฟาวางตัวอยู่ไม่ห่างกันนัก และอีกด้านหนึ่งเป็นโต๊ะเล็กๆ ซึ่งขณะนี้ยุ่งเหยิงไปด้วยกองหนังสือ


“อ้อ อยู่บ้านอ่านหนังสือเหรอ ดีแล้วมุก”


“จ้ะ คุณพี่” มุกตอบพี่สาว แล้วทรุดตัวนั่งลงบนโซฟา พลางใช้สายตาจ้องมองรายการโทรทัศน์ ซึ่งกำลังมีโฆษกรายงานข่าวส่งเสียงเจื้อยแจ้วลอดออกมา


“พี่เกด มาไงเนี่ย นั่งแท็กซี่มาหรือไง หรือว่ามอเตอร์ไซค์ ไม่เห็นได้ยินเสียงรถตอนเข้ามาเลยนี่”


เกดส่ายหน้าแล้วขบยิ้มพลางหัวเราะ


“รถฟักทองนะ มุก”


“อะไรกัน รถฟักทอง ทำเป็นซินเดอเรลล่าไปได้พี่เกด” มุกร้องออกมา พลางขมวดคิ้ว ใช้นัยน์ตาจ้องมองมาที่พี่สาวอย่างจะคาดคั้นหาความจริง


“บอกมาสิ ใครมาส่งพี่เกด มุกอยากรู้…”


ยังไม่ทันที่เกดจะกล่าวตอบอะไร ร่างของหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินมาจากทางด้านหลังของห้องรับแขก แล้วเข้ามายืนเคียงข้างกับเกดที่พิงร่างเข้ากับโต๊ะไม้ที่มีกองหนังสือสุมทับอยู่


หญิงสูงวัย แต่สีหน้าแจ่มใส และมัดผมเป็นมวยสูง เอามือลูบเข้าที่ศรีษะของเกดที่ชื้นไปด้วยน้ำอย่างเป็นห่วงเป็นใยแล้วถามขึ้นว่า


“ไปโบสถ์มาหรือเกด แล้วคุยอะไรกับยายมุกอยู่นะ”


เกดพยักหน้ารับ


“ค่ะ น้าเยาว์ เกดไปโบสถ์มา” หญิงสาวกล่าวตอบ พลางเอามือโอบเข้าที่เอวของน้าเยาว์อย่างสนิทสนม


“เกด บอกมุกเรื่องรถฟักทองอยู่นะ…”


“อะไรนะ รถฟักทองเหรอ” น้าเยาว์โพล่งถามขึ้นมองหน้าลูกเลี้ยงที่เอาร่างมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ ด้วยสีหน้างงงัน


“นั่นสิ แม่ พี่เกด มีความลับ” มุกฟ้อง พลางเอามือเท้าคาง แล้วค้อนมาที่พี่สาวเป็นวงพองาม


เกดหัวเราะ มองหญิงสองวัยที่มองมาด้วยสีหน้าระรื่น


“เกดไปอาบน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวมาเฉลย”


คล้อยหลังที่เกดเดินออกจากห้องรับแขกไป น้าเยาว์ทรุดลงข้างตัวบุตรสาวบนโซฟาตัวนั้น แล้วถามขึ้น
“มุก เกดพูดอะไรของเค้านะ”


“นั่นสิแม่ พูดยังกะตัวเองเป็นซินเดอเรลล่า”


น้าเยาว์ยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า ก่อนผงกศรีษะราวกับเห็นด้วยกับบุตรสาว “เดี๋ยว มุกก็เก็บหนังสือเถอะ เตรียมทานข้าวกันได้แล้ว”


“จ้ะ” บุตรสาวรับคำพลางเหลียวมาทางบุพการี ก่อนพูดลอยๆ ออกมา


“สงสัยจะเป็นจรกา”


“จรกา อะไรกันอีกเล่าเนี่ยมุก แม่งง”


มุกย่นจมูก พลางเอามือท้าวคาง


“ก็คนที่มาส่งพี่เกด มุกเดาเอาว่าจรกา ตัวดำคนเดิมนั่นแหละ จะมีใครได้”


“หืมม์” คนเป็นแม่อุทานขึ้นมาพร้อมเลิกคิ้ว


มุก หาวหวอดขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วพิงร่างเข้าคลอเคลียผู้ให้กำเนิดอย่างประจบประแจง “ก็พี่วินไง จรกา” บุตรสาวเฉลย


น้าเยาว์คิ้วขมวด เอามือแตะเบาๆ ที่แขนของบุตรสาว


“ทำไมไปเรียกพี่เขาอย่างนั้น แล้วรู้จักหรือ จรกา นะ”


“อ้าว ก็ในวรรณคดีอิเหนาไงแม่” มุกว่า พลางหัวเราะ


“ตัวดำอย่างนั้นก็ต้องเป็นจรกา ผู้หลงใหลบุษบา ก็พี่เกดนะชื่อจริง บุษบาไม่ใช่หรือ จรกาตัวดำกับบุษบาตัวขาว ชะเอิงเอย”


“เฮ้อ ลูกชั้น เป็นไปได้นะ”


นงเยาว์ถอนหายใจอย่างระอา


“ในอิเหนานะ จรกาขี้ริ้วมาก ผมหยิก หน้าขรุขะ ปากก็หนา จมูกใหญ่ พูดเสียงหยาบ แถมอ้วน แต่พี่วินของมุกนะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสียหน่อย เพียงแต่ว่า…ผิวคล้ำไปนิด”


“ไม่นิดละแม่ แล้วพี่วินก็ไม่ใช่ของมุกนะจ้ะ ของพี่เกดเค้าต่างหาก กิ๊วกิ๊ว”


“แม่คนนี้ ทะเล้นเหลือเกินละ” นงเยาว์เอ็ดลูกสาวด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก


“เชื่อมั๊ยแม่ วันไหนอิเหนาปรากฎตัว แล้วมาฉกตัวบุษบาไป ตานั่นจะทำหน้ายังไงน้า”


“ไม่ละมั๊ง”


“นี่แม่…” มุกพูดพลางผุดร่างลุกขึ้นจากโซฟาด้วยอาการปราดเปรียว


“ก็จริงนี่ เทียวไล้เทียวขื่ออยู่กี่ปีกันแล้วนี่ เงื้อง่าราคาแพงเสียเหลือเกินตาจรกาตัวดำๆ เอ๊ย ”


นงเยาว์ถอนหายใจออกมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นความเซี้ยวของบุตรสาว


“นี่…ลูกจ๋า อย่าไปคิดอะไรแทนพี่เค้าเลย”


คนเป็นแม่หันมองไปทางหลังบ้านที่ลูกเลี้ยงเดินเข้าไปได้พักใหญ่แล้ว


“สองคนนั่นเขาเป็นเพื่อนที่คบหากันมานานแล้ว มีอะไรที่คล้ายกันอยู่มาก แต่คบกันเป็นแฟนหรือ คงไม่มั๊ง ยิ่งคนของเราดูจะไม่มีทีท่าเลย ลูกก็รู้นี่”


ลูกสาวพยักหน้าแต่ยังไม่หยุดแสดงความเห็น


“มุกก็ว่างั้น ผู้หญิงนะบางทีก็ไม่ชอบคนดีมากๆ หรอก มันน่าเบื่อ และอีกอย่าง…”


“พี่วินนะบางทีก็อารมณ์ศิลปิน ละเอียดอ่อนเกินไป คบเป็นเพื่อนนะพอได้ แต่ถ้าเป็นแฟนอ๊ะนะ…มุกไม่เอาด้วยคนหรอก”


“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ เกลียดสิ่งไหนมักได้สิ่งนั้นนะมุก คำโบราณท่านว่า”


บุตรสาวส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย


“เชอะ-ไม่มีทาง ที่สำคัญพี่วินเขาไม่ชอบผู้หญิงอย่างมุกหรอก เขาชอบผู้หญิงเรียบร้อย พูดอ่อนหวาน เป็นเจ้าหญิงอย่างพี่เกดเท่านั้น เจอกับมุกทีไรมีแต่กัด หาเรื่องขัดคอ กวนประสาทอยู่เรื่อยตานั่นนะ”


คนเป็นแม่เอามือตีเพี๊ยะเข้าที่แขนบุตรสาวเป็นการปรามอีกครั้ง


“ลูกมุก…” นงเยาว์เอ๊ดแต่ในใจลึกๆ ก็อดคล้อยตามความคิดลูกสาวไม่ได้



ตอนที่วิน ก้มหัวและจูงจักรยานลอดประตูรั้วเหล็กเข้าไปในตัวบ้านนั้น ฝนที่ปรอยลงมาตั้งแต่ตอนหัวค่ำหยุดไปแล้ว แต่ความชื้นหลังฝนตกทำให้กลิ่นดอกโมกหอมฟุ้งมากกว่าทุกวัน


บ้านไม้ทำด้วยไม้ระแนงสีฟ้าเบื้องหน้าดูสดใสด้วยไฟสีนวลจากหลอดไฟตรงบันไดทางขึ้น มีแสงระเรื่อลอดมาจากห้องหนึ่งที่หน้าตาเปิดกว้างออก ม่านลูกไม้พลิ้วไหวไปมาตามแรง


ชายหนุ่มเหลียวมองไปรอบตัวบ้านที่ดกครึ้มไปด้วยต้นไม้สารพันชนิด มีทั้งต้นไม้ใหญ่และเล็ก ซึ่งขณะนี้กำลังส่ายใบไปมาราวกับท่วงทำนอง ประหลาด สอดรับกับเสียงนกกลางคืนบางชนิดได้อย่างกลมกลืน


วินพยายามเงยหน้ามองหาที่มาของเสียงนกเหล่านั้น แต่เมื่อมองลอดผ่านสุมทุมพุ่มไม้ขึ้นไปก็เห็นแต่ดวงดาวกระพริบพราวอยู่บนท้องฟ้า ให้ความงามแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง


ชายหนุ่มจูงจักรยานไปพิงไว้ที่โอ่งน้ำใหญ่ที่อยู่ติดกับกับใต้ถุนบ้านที่ยกพื้นสูง เพื่อใช้เป็นที่เก็บของสารพัดสารพัน และยังมีโต๊ะไม้สีทึมสำหรับใช้นั่งเล่น ทานข้าว และรายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวชะอุ่ม บางกระถางเป็นต้นเฟื่องฟ้าที่เบ่งบาน ออกดอกชูช่อในยามฤดูร้อน


“นั่นวิน หรือลูก…” เสียงหนึ่งดังลอดขึ้นมาตรงบันไดหน้าบ้าน


“ครับ…แม่แก่” เด็กหนุ่มตอบ พลางก้าวเดินไปตามต้นเสียง ร่างของหญิงสูงวัยร่างท้วม หน้ากลม ผมสีดอกเลา ในชุดเสื้อแขนกุด ผ้าถุงลายดอก กำลังค้อมร่างลงตรงบันไดและจ้องมองมา ใบหน้าแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี


“ทานข้าวมาหรือยังละ แม่แก่ทำกับข้าวไว้ให้แน่ะ บนโต๊ะกินข้าวโน่น”


“ยังไม่หิวเลย แม่แก่” วินตอบ แล้วเดินขึ้นบันไดไปตามหลังหญิงสูงวัยขึ้นสู่ชั้นบนของบ้านที่ด้านนอกเป็นห้องกว้าง หน้าต่างไม้เปิดโล่งรับลม มีตู้ไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งพิงผนังอยู่ด้านหนึ่ง ภายในตู้เป็นหนังสือเล็กใหญ่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เก้าอี้ไม้ยาววางเคียงกับโต๊ะตัวเตี้ยอยู่ใกล้กัน ด้านตรงข้ามเป็นที่ตั้งจอโทรทัศน์ขนาด 21 นิ้ว ที่มีผ้าลูกไม้คลุมเอาไว้ เบื้องบนเหนือโทรทัศน์ขึ้นไป เป็นกรอบรูปชายหญิงคู่หนึ่งยืนเคียงกันอยู่หน้าบ้านหลัง หนึ่ง หญิงสาวในรูปแต่งกายเรียบร้อย เสื้อลูกไม้กระโปรงขาวคลุมเข่า และกำลังโอบเด็กตัวน้อยๆ ไว้ในอ้อมแขน ส่วนผู้ชายผิวคล้ำในเสื้อขาว กางเกงสี กรมท่ากำลังยิ้ม มองเห็นไรฟันลอดออกมา


“แล้วพ่อแก่ละ…”


หญิงสูงวัยส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ พลางบุ้ยใบ้ไปทางห้องที่ตั้งอยู่เยื้องไป แม้ประตูห้องจะปิดสนิท แต่มีเสียงเบาๆ ลอดออกมา


“นอนฟังวิทยุอยู่นะสิ ฟังแต่การเมืองนั่นแหละ ไม่รู้จะฟังกันไปถึงไหน ข่าวทางหนังสือพิมพ์ก็อ่านอยู่นั่นแหละ ทำให้เครียดเกินไปนะ แม่แก่ว่า”“นี่ๆ…ยายแก่” เสียงหนึ่งดังแผดออกมาจากห้อง


“นินทาอะไรอยู่ ได้ยินนะเฟ้ย”


หญิงสูงวัยสะดุ้งขึ้นเฮือกหนึ่ง พลางเอามือท้าวสะเอว ค้อนประหลักประเหลือกไปยังที่มาของเสียงนั้น พลางเอามือป้องกระซิบกับหลานชาย


“ดูตาฟ้อนนั่นสิ แก่แล้วหูตาไม่ค่อยดี แต่ถ้านินทาเมื่อไหร่ได้ยินชัดแจ๋ว ดูเอาเถอะ”


วิน ส่ายหน้าไปมา ยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เดินไปนั่งพิงอยู่ตรงบานหน้าต่าง เหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่โอบล้อมไปด้วยความมืด และเสียงลมพัด


“คงไปกับหนูเกดมาสินะ…” แม่แก่ถามขึ้น


ชายหนุ่มพยักหน้ารับ


“ไปที่โบสถ์มานะครับ แม่แก่”


แล้วหญิงชราก็พยักหน้ารับ


“หนูเกดนี่เหมือนแม่แกนะ ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ไม่เคยขาดเลย นี่ถ้า…”


พูดได้แค่นั้นแม่แก่ก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง


“เกดเขาลูกแม่นี่ครับ ” ชายหนุ่มบอก


แม่แก่พยักหน้ารับ พลางใช้สายตาอันอ่อนโยนมองมาที่แผ่นหลังของหลานชายซึ่งกำลังพิงร่างกับขอบหน้าต่างๆ มองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนอย่างสนใจ


แล้ววินก็หันหน้ามามองแม่แก่ แล้วถามโพล่งขึ้น


“แม่แก่ แล้วผมนี่หน้าตาเหมือนใคร นิสัยด้วย”


“อ้าว…แล้วกัน” หญิงชราอุทานออกมา เมื่อหลานชายเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาอย่างทันควัน


“ลูกก็หน้าตาเหมือนแม่นะสิ ดูจากรูปนั่นเอาสิ” แม่แก่ว่าพลางพยักเพยิดไปยังกรอบรูปบนผนังนั่น โดยมีชายหนุ่มเหลือบตามองตามไป


“นิสัยก็คล้ายกันนะ ใจดี ร่าเริง รักต้นไม้ใบหญ้า…”


“อ้อ แต่เหมือนพ่ออยู่อย่าง คือพูดน้อย ชอบฟังมากกว่าพูด แต่บางทีก็ชอบเก็บความทุกข์เอาไว้กับตัวโดยไม่จำเป็นเลย”


แม่แก่พูดแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ


“เออ-แม่ว่าบางทีลูกนะขี้ใจน้อยเหมือนพ่อ ส่วนผิวนั่นก็ได้เลือดพ่อมาเต็มๆ”


วินทำหน้าตาเหรอหรา เอามือเกาศีรษะแก้อาการขัดเขิน


“ไม่เชื่อเวลาไปเยี่ยมพ่อ เอ๊ย หลวงพ่อที่วัดก็ลองถามดูสิว่าจริงหรือเปล่า บอกว่าแม่แก่ให้ถามก็ได้เอ้า”
ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา


“ไม่เอาละ ผมแค่อยากรู้”


แม่แก่มองหลานชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มละไมบนใบหน้า


“ตามใจเถอะ ว่าแต่ว่าปีนี้ยังไม่ได้ลงไปหาหลวงพ่อเลยนี่ ใช่มั้ย”


“ครับ พอดีช่วงนี้งานเยอะด้วยสิ ”


“แล้วอีกอย่าง…”


ชายหนุ่มถอนหายใจ


“ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างด้วย”


“อ้าว…” แม่แก่ร้องขึ้น


“ก็ยายมุกนะสิ…”


หญิงชราเพ่งมองมาที่หลานชายแล้วถามขึ้น


“อ้อ น้องสาวหนูเกด ใช่มั๊ย”


วินพยักหน้า พลางบ่นอยู่ในใจกับการร้องขอของเด็กสาวรุ่นน้อง ที่มีเรื่องให้ช่วยเหลือไม่เว้นวัน


“ครับ ยายมุกโทรศัพท์มาหลายครั้งแล้ว บอกว่าจะให้ช่วยทำอะไรก็ไม่รู้”


เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน เมื่อมุกดา เด็กสาวรุ่นน้องโทรศัพท์มาหาตอนดึก ในขณะที่ใกล้จะหลับมิหลับแหล่อยู่แล้ว


“พี่วิน นี่มุกนะ”


“รู้แล้ว ดึกๆ ดื่นๆ โทรมาทำไมละมุก ไม่รู้จักหลับนอน”


“โหย-พูดอย่างกะว่าเค้าพิศวาสตัวเองนักนี่ ที่โทรมานี่เพราะมีธุระปะปังให้ช่วยหน่อย”


“ธุระ…”ชายหนุ่มร้องขึ้น


“ทำไมยะ เรื่องแค่นี้ช่วยน้องนุ่งไม่ได้หรือไง ทีกับพี่เกดละ…”


“พอๆ ไม่ต้องไปอ้างคนอื่นเขาหรอก อยากให้ช่วยอะไรก็บอกมา”


วินได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นครั้งหนึ่ง


“อีก 2-3 วัน ไปหามุกที่มหาลัยหน่อยแล้วกัน จะเล่ารายละเอียดให้ฟัง”


ชายหนุ่มได้แต่อือออรับคำไปเท่านั้น


บอกกับตัวเองว่า น้องสาวของเพื่อนคนนี้หาเรื่องยุ่งยากมาให้ทำอีกแล้วละมั๊ง เฮ้อ






“เป็นผู้ชายบ๊องๆ คนหนึ่งนะ”


“แล้วจะได้เรื่องเหรอ มุก”


“ได้สิ ถึงบ๊องไปหน่อยก็พอจะพึ่งพาได้อยู่หรอก”


มุก มองหน้าเพื่อนสาวซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า ทั้งสองคนอยู่ในชุดนักศึกษา แม้ทั้งคู่จะแต่งหน้าบางๆ แต่ผิวอันเกลี้ยงเกลาขับเน้นความงามแห่งวัยสาวให้ผุดผาดขึ้น ทั้งสองคนนั่งอยู่ทางด้านนอกของร้านกาแฟเก๋ไก๋ที่ตั้งอยู่เยื้องกับที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอันใหญ่โต นักศึกษาชายที่เดินผ่านไปมาบริเวณเหลียว มองทั้งสองสาวอย่างสนอกสนใจ จนแทบจะเดินชนกันเองอยู่หลายครั้ง


“มุก ดูสิ พวกนักศึกษาชายพวกนั้นมองเธอตาเป็นมัน เสน่ห์แรงจริงนะ เพื่อนเรา”


นักศึกษาสาว หัวเราะอย่างเริงร่าตามประสาคนอารมณ์ดี ก่อนส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย พลางใช้มือป้องปากพูดกับคู่สนทนาว่า


“ผิดไปละมั๊ง นีม่า อย่างมุกนี่ถึงสวยก็แค่สวยติ๊งต๊อง ไหนจะเด่นสะดุดตาเท่าสาวสวยแห่งดินแดนเทือกเขาหิมาลัยได้เล่า”


หญิงสาวชื่อนีม่า เอามือตีเผียะครั้งหนึ่งบนหลังมือเพื่อนรักด้วยอาการขัดเขิน


“ชื่อนีม่า ในภาษาของเธอนี่แปลว่า พระอาทิตย์ จริงละหรือ”


“จริงสิ บอกมุกไปหลายครั้งแล้วนี่”


นีม่า พูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ พลางค้อนใส่เพื่อนสาวครั้งหนึ่ง “นีม่า นี่ยิ่งงอนยิ่งสวยนะ ถ้ามุกเป็นผู้ชายจีบไปแล้วนะเนี่ย”


มุก หมายความตามที่พูด พลางเพ่งมองเพื่อนสาวอย่างไม่วางตา หญิงสาวในชุดนักศึกษาที่นั่งอยู่เบื้องหน้ามีเสน่ห์ที่บอกไม่ถูก วงหน้านั้นกลมบ่งบอกถึงความอิ่มเอิบ จมูกโด่งยาว นัยน์ตาดำคมกริบ ส่วนผิวแม้จะไม่ขาวผ่อง แต่ก็เกลี้ยงเกลา สะอาดตา ยิ่งยามผมยาวระต้นคอสะบัดไปมา จนเจ้าตัวต้องใช้มือปัดผมที่เคลียแก้มเป็นครั้งคราว ยิ่งเพิ่มความน่าเอ็นดูมากยิ่งขึ้น


“มองอะไรนะ ทำเป็นเหมือนไม่เคยเห็นเราไปได้” นีม่า ว่าอย่างเขินอาย พลางใช้ช้อนเขี่ยขนมเค้กชิ้นเล็กๆ บนโต๊ะไปมา


“คนแถวนั้นเขาสวยเหมือนนีม่ากันหมดหรือเปล่านะ ชักอิจฉาแฮะ”


“ฮื่อ เอาอีกแล้วมุก” นีม่าร้องเสียงสูง


“นี่ นีม่า มาอยู่ที่นี่กี่ปีแล้วนะ”


“อืมม์ ก็ 4-5 ปีได้แล้วมั๊ง ก็อยู่ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็อยู่ปีสุดท้าย จะรับปริญญาอยู่รอมร่อแล้วนี่”


มุกพยักหน้ารับรู้


“แล้ว ทำไมไม่คบใครเป็นแฟนเลย มาทำตัวติดกับมุกติดเป็นปาท่องโก๋ไปได้”


“อ้าว…”


นีม่า อุทานขึ้น พลางตีมือคู่สนทนาเข้าเผียะหนึ่ง


“มุก ก็เหมือนกัน ไม่คบใครเป็นแฟนเสียที สวยออกอย่างนี้ หรือว่า…”


“แฮ่…” มุกหัวเราะแห้งๆ พลางโบกไม้โบกมือให้เพื่อนสาวเลิกถามต่อเสียที


“เราเคยบอก ไม่ใช่หรือ พอเราเรียนจบแล้ว ก็คงต้องกลับบ้านเสียที แล้วประเทศของเราก็อยู่ไกลจากที่นี่มาก ไม่อยากเอาใจไปผูกกับใครหรอก”มุกพยักหน้าเข้าใจ


“ดัลวา เราเคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่เคยไปเหมือนกัน รู้แต่ว่าเป็นดินแดนที่สวยงามมากใช่มั๊ย”


นีม่า พยักหน้ารับ ก่อนจะอุทานออกมาคำหนึ่ง


“คุยกันเพลินเลยเนี่ย แล้วเมื่อไหร่ตาบ๊องของมุกจะมาเสียทีเล่า”


มุกทำตาโต ขมวดคิ้ว แล้วบ่นออกมาว่า


“ตาบ๊องนั่น ไม่ใช่ของมุกนะจ้ะ เป็นเพื่อนสนิทพี่สาวมุกเอง อย่าเข้าใจอะไรผิดไปนะ”


มุกเอามือลูบผมของตัวเองครั้งหนึ่ง


“รออีกนิดเถอะ คงใกล้มาถึงแล้ว ตาจรกานั่น”


“จรกา หรือ?”


มุกหัวเราะอย่างสบอารมณ์ แล้วนินทาคนที่ยังเดินทางมาไม่ถึงด้วยน้ำเสียงกึ่งขัน


“อืมม์ เดี๋ยวเห็นตัวก็รู้เองแหละ นีม่า จรกาตัวดำ ของแท้เชียวนะเพื่อน”


๑๕.๙.๕๒

บทที่ 3 หญิงสาว ชายหนุ่ม และ รถฟักทอง

เสียงออร์แกนลม สอดประสานไปกับเสียงร้องสูงของนักร้องในโบสถ์สีขาวแห่งนั้น ลอดผ่านบานประตูที่แย้มออกมานิดหนึ่ง ทั้งยังมองเห็นคนกลุ่มใหญ่นั่งเรียงรายบนม้านั่งยาวด้วยอาการสงบนิ่ง บางคนคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเอามือประสานไว้ที่อก ในขณะที่บาทหลวงสูงวัยที่ยืนอยู่บนพื้นที่ยกสูงขึ้น กำลังสวดมนต์ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แสงจากไฟดวงเล็กดวงน้อยที่เรียงรายอยู่ตามผนังส่องแสงระเรื่อเป็นสีส้มอมเหลือง เพิ่มความขรึมขลังให้โบสถ์แห่งนี้ได้อย่างน่าประหลาด


ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางทะมัดทะแมง ในเสื้อยืดสีแดง และกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ที่ยืนอยู่ทางด้านนอก สอดส่ายตามองผ่านบานประตูโบสถ์ครั้งหนึ่งแล้วจึงหันไปเพ่งมองต้นตะเบบูย่า ที่ยืนเรียงรายเป็นทิวแถวในโรงเรียนฝรั่งที่อยู่ติดกันที่มีรั้วเหล็กกั้นไว้อย่างสนอกสนใจ ตะเบบูยากำลังออกดอกม่วงอมชมพูสะพรั่งดูละลานตาไปหมด


อีกฟากหนึ่งในรั้วโรงเรียน ต้นคูนแตกดอกสีเหลืองเป็นพวงระย้า ก็กำลังพลิ้วไหวไปมาตามแรงลม กลีบดอกเหลืองบางส่วนปลิดปลิวจากขั้วกระจายลงสู่พื้น


“ดอกอะไรนะ สวยจัง” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง จนชายหนุ่มต้องหันมามองทางต้นเสียง แล้วรอยยิ้มก็ผุดพรายขึ้น


ใบหน้าของชายหนุ่มเรียวยาว ดวงตาสุกใสเป็นประกาย คิ้วยาวเรียวไปจนจรดหางตา ผมที่สั้นแทบจะเกรียนทำให้ใบหน้าเรียวยาวนั้นดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้นผิวของชายหนุ่มคล้ำสนิทจนเกือบดำ แต่ก็เข้ากันได้ดีกับรอยยิ้มอันแสนเปิดเผย


“ดอกตะเบบูย่าไงเล่า แล้วนั่นก็ราชพฤกษ์ ที่คนอีสานเขาเรียกกันต้นคูน นี่เกดไม่รู้จักหรือไง”


เสียงหัวเราะใสของหญิงสาวดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะส่ายศรีษะไปมา


หญิงสาวมีผมยาวสลวยระต้นคอ ผิวขาวกระจ่างราวกับสีชมพู นัยน์ตาเป็นประกาย แฝงแววเริงรื่นอยู่ในนั้น สอดรับกับขนตายาวเป็นแพ ชุดที่หญิงสาวสวมใส่เป็นเสื้อยืดขาวมีดอกไม้ดวงน้อย ดวงใหญ่ ระบายอยู่บางๆ ส่วนกระโปรงยาวสีฟ้า เพิ่มความอิ่มเอิบแห่งวัยสาว ดึงดูดคนที่ทะยอยเดินออกจากโบสถ์ให้มองกันอย่างเหลียวหลัง


“แย่จริงๆ เนอะ เป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่ไม่รู้จักดอกไม้ใบหญ้าอะไรกะเขาเลย แต่เกดก็เคยได้ยินว่า ตะเบบูยา มีสีเหลืองนี่ ไม่ใช่หรือ”


ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอาใจ


“โธ่เอ๊ย ตะเบบูยา มันก็มีหลายสี หลายพันธุ์ ที่ในรั้วโรงเรียนนั่นเขาเรียกอีกอย่างว่าชมพู่พันธ์ทิพย์ ส่วนสีเหลือง เขาเรียกตะเบบูยาเหลือง หรือเหลืองปรีดิยาธร ถ้าอยากเห็นทางด้านหลังของโบสถ์ก็มี เดี๋ยวจะชี้ให้ดู”


หญิงสาวถอนหายใจ


“สู้ผู้ชายอย่างวินไม่ได้เลยเกดเนี่ย รู้จักดอกไม้ตั้งเยอะแยะ เก่งจัง”


“อย่าชมเลย ” ชายหนุ่มที่ชื่อวินว่าอย่างขัดเขิน พลางพยักเพยิดไปทางประตูโบสถ์ที่กำลังจะปิดลง เมื่อคนทะยอยเดินออกมาเรื่อยๆ


“นั่นแนะ จะกลับกันหมดแล้ว ไปกันหรือยังเรา”


“ฮื่อ” หญิงสาวพยักหน้ารับ แล้วโพล่งถามขึ้น


“แต่นี่ ตั้งใจมารับเกดอย่างนั้นหรือ”


“ฮื่อ”


“ฮื่อ อะไรจ้ะ”


“ก็หมายความตามนั้นแหละ”


เกด เอามือปิดปากแล้วขบหัวเราะ


“โห สงสัยฝนตกแน่วันนี้”


แล้วเสียงเลื่อนลั่นของท้องฟ้าเบื้องบนก็ดังขึ้นมา ทั้งคู่เงยหน้ามองไปยังเบื้องบนพร้อมกัน แล้วก็หัวเราะให้แก่กันอย่างนึกขบขัน


“เนื่องในโอกาสพิเศษอะไรเนี่ย” เกด ถามด้วยน้ำเสียงระรื่น


“ออกรถใหม่ เลยอยากให้เกดนั่งเป็นประเดิม”


หญิงสาวดวงตาพองโต แล้วขบริมฝีปาก


“หา-ดีจังเลย อยู่ไหนละ รีบไปสิ อยากเห็น ดีเหมือนกันฝนกำลังจะตกด้วย”


วินส่ายหน้าไปมา


“ไม่ได้หรอก วิ่งไปวิ่งกลับพอดีฝนตกเปียกกันพอดี แล้วเอ้อ…รถมันไม่มีหลังคาด้วย”


“อ้าว” เกดอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ


“รถไม่มีหลังคา มีด้วยหรือ”


ชายหนุ่มยิ้มแหยๆ พยักหน้าแทนคำตอบ


แล้วฝนก็ปรอยเม็ดลงมา




สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา โบสถ์สีขาวเงียบสงบ ประตูทางเข้าปิดลงแล้ว ชายหญิงคู่เดิมนั่งบนเก้าอี้ยาวหน้าประตูทางเข้าโบสถ์ฝรั่ง เงยหน้าเฝ้ามองฟ้าเบื้องบนที่เป็นสีเทา และมีเสียงเลื่อนลั่นดังขึ้นเป็นครั้งคราว


ข้างม้านั่งยาว เป็นกระถางเฟื่องฟ้าที่กำลังออกดอกสะพรั่ง บางดอกก็ร่วงหล่นอยู่บนพื้นที่เป็นอิฐชุ่มน้ำ ลมพัดแรงจัด จนละอองฝนกระจายเกาะตามใบหน้าและแขนของทั้งสองคนเป็นเกล็ดน้ำใส


“ฝนตกก็ดีเหมือนกัน ร้อนมาหลายวันแล้ว”


“คงงั้นมั๊ง” ชายหนุ่มเออออตามหญิงสาว


“เกดก็ชอบฝนเหมือนกัน แต่ชอบหน้าหนาวมากกว่า”


ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้


“ผู้หญิงส่วนมากก็ชอบหน้าหนาว”


หญิงสาวผินหน้าไปมองด้านข้างของชายหนุ่ม ซึ่งกำลังเก็บดอกร่วงของเฟื่องฟ้ามากองไว้ตรงม้านั่งยาวอย่างเพลิดเพลิน พลางยิ้มน้อยๆ


“ไงละ ชอบหน้าร้อนใช่มั้ยละ”


“ฮื่อ เรานะไม่รังเกียจหน้าร้อนเหมือนคนอื่นเขาหรอก อย่างน้อยดอกไม้ในฤดูร้อนก็ดูสวยดี เวลาที่มันบานตามถนนในกรุงเทพฯนี่เราว่ามีสีสันมากกว่าตอนฤดูหนาวเสียอีก”


หญิงสาวร้องอืมม์อย่างเห็นด้วย ก่อนจะสอดสายตาผ่านไปที่รั้วประตูโบสถ์ ซึ่งทางด้านนอกมีม้านั่งเรียงรายเป็นทิวแถว และมีรูปปั้นนักบุญขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกล


“ไหนละ รถนะ หือม์”


ชายหนุ่มหันมาสบตากับหญิงสาว พร้อมกับแยกเขี้ยวเข้าใส่อย่างล้อเลียน


“จอดอยู่หลังโบสถ์โน่นแน่ะ”


“รถไม่มีหลังคาเหรอ เป็นรถเปิดประทุน พวกปอร์เช่อะไรอย่างนั้นหรือ” เกดว่าด้วยน้ำเสียงกึ่งขัน


วินส่ายหน้าไปมา


“ถ้างั้นก็…”


ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างอายๆ


“อย่างที่เกดคิดนั่นแหละ ถูกแล้ว




แดดแจ่มหลังจากฝนซาลงไป ท้องฟ้าเป็นสีเทาแต่ไม่ขุ่นมัวเหมือนชั่วโมงที่ผ่านมา ลมพัดแรง เม็ดฝนปรอยลงมาเป็นละอองยิบ ในขณะที่ผู้คนในซอยเล็กแคบแห่งนั้นเดินกึ่งวิ่งเพื่อหาที่หลบฝน แต่ชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่บนจักรยานใหม่เอี่ยม สีสดใส ดูจะไม่อนาทรร้อนใจกับละอองฝนที่หล่นมากระทบเท่าใดนัก ยังคงขี่จักรยานอย่างไม่เร่งรีบ บางจังหวะก็จอดนิ่งพากันชี้ชวนกันชมดูดอกชงโคที่กลีบมีทั้งสีม่วง สีชมพู หลังกำแพงสูง ที่เบ่งบานกันอย่างเต็มที่ บางดอกก็ร่วง ปลิดปลิวทิ้งกลีบลงบนทางเท้า


“เมื่อก่อน ตรงนี้เป็นตึกเก่าที่พักอาศัยของพวกซิสเตอร์ที่สอนหนังสือพวกเรา ใช่มั๊ยวิน เกดก็ลืมๆ ไปแล้ว”


“ใช่ แต่ตอนนี้กลายเป็นโรงเรียนอนุบาลไปแล้วละ แต่เราว่าก็ยังดูร่มรื่นเหมือนเดิมนี่นา ถ้าเป็นวันเปิดเทอมคงคึกคักนะ” ชายหนุ่มที่ปั่นจักรยานด้วยอาการเนิบนาบพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย


ซอยแคบเล็กแห่งนั้น แบ่งเป็นสองฝั่ง ฟากหนึ่งเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ เรียงรายกันเป็นทิวแถว บางหลังก็ปิดประตูหน้าต่างเสียสนิท แต่บางหลังก็เปิดหน้าต่างรับลมฝนที่กระจายความเย็นลงของละอองฝนลงมาสู่พื้นดิน ส่วนอีกฝั่งเป็นกำแพงสูงก่อด้วยอิฐสีแดงที่ชุ่มไปด้วยน้ำ หลังกำแพงเป็นตึกฝรั่งเก่าที่ดูขรึมขลัง เลยไปหน่อยก็เป็นป่าช้าฝรั่งที่ประตูปิดสนิท แต่ยังพอมองเห็นดอกไม้ฤดูร้อนบางชนิดเบ่งบาน ไหวระริกตามแรงลมอยู่


“กี่ปีแล้วนะ ที่เราเรียนจบกันมานี่ วิน” หญิงสาวถามขึ้นอีก


“โอ๊ย เราจำไม่ได้หรอก แต่มันก็นานมาก นานเหลือเกิน แต่ถึงเราจะจบไปนานแล้ว แต่เกด ก็มาที่โบสถ์ทุกสัปดาห์นี่ ไม่ใช่หรือ”


“ใช่ จำแม่นนี่…”


ชายหนุ่มมีสีหน้าชุ่มชื่น ปั่นจักรยานให้เร็วขึ้น พูดโดยไม่หันมามองหญิงสาวที่นั่งซ้อนท้าย


“รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะพาไปรำลึกความหลังก่อนกลับบ้าน”


“แหม รำลึกความหลัง พูดเหมือนคนแก่เลยนะยะ แต่ว่าที่ไหนกันละ”


“ก็ที่สะพานของเรานั่นไง”


วิน พูดด้วยน้ำเสียงเริงรื่น ปั่นจักรยานฝ่าลมแรง และละอองฝนบนซอยเล็กๆ แห่งนั้นด้วยอาการเร่งรีบกว่าเดิม ในขณะที่หญิงสาวที่ซ้อนท้ายหัวเราะเสียงใส เริงร่า ท่ามกลางลมฝนบางเบา




“คู่”


“เราว่าคี่นะ”


ชายหญิงคู่หนึ่งนั่งเถียงกันอยู่ตรงท่าน้ำเล็กๆ ลมพัดรวยรินมาจากแม่น้ำ ฝนหยุดตกแล้ว แดดกำลังแจ่มจ้า และส่องแสงกระทบสายน้ำเป็นประกาย ต้นไม้ต้นเล็กๆ ริมน้ำปลิวไสวไปมา


“นั่นไง มาแล้ว” ชายหนุ่มว่า พลางชี้มือชี้ไม้ไปยังสะพานเหล็กที่วางตัวอยู่เบื้องบนและเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเอาไว้ และขณะนี้มีขบวนรถไฟเปิดหวูด ตามมาด้วยเสียงกึงกังยามวิ่งผ่านรางรถไฟบนสะพานนั้นไปอย่างเชื่องช้า


“หนึ่ง…สอง…สาม…สี่” หญิงสาวหันไปนับตู้รถไฟทีละขบวนอย่างตั้งอกตั้งใจ กระทั่งขบวนรถไฟลับหายไปจากสะพาน ทิ้งแต่เสียงหวูดยาวไว้เบื้องหลัง “เย้ คู่จ้ะ เกดชนะ” หญิงสาวว่าพลางปรบมือ อ้าปากกว้างด้วยความลิงโลด พลางยักคิ้วล้อเลียนชายหนุ่มที่กำลังเอามือเกาศรีษะด้วยสีหน้าปูเลี่ยน


“สนุกดีเนอะ หรือว่าไง” หญิงสาวเอาศอกกระแทกเบาๆเข้าที่ลำตัวชายหนุ่ม


“อืมม์ นึกถึงอดีตตอนเรียน เราสนุกกันมากใช่มั๊ย เกมนับตู้รถไฟเนี่ย”


หญิงสาวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะหันร่างมองไปยังด้านหลังของท่าน้ำ ภาพของตึกโรงเรียนกลางเก่ากลางใหม่ปรากฎขึ้นต่อหน้า ก่อนจะถอนหายใจครั้งหนึ่ง


“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้นะวิน เกดอยากกลับไปเป็นนักเรียนอีก เชื่อมั๊ยเกดชอบฝันเห็นตัวเองในชุดนักเรียน แล้วก็นั่งตรงริมหน้าต่างในห้องเรียน คอยนับว่าตู้รถไฟมีกี่ตู้ ฝันบ่อยด้วยละ”


วิน ยิ้มนัยน์ตาเป็นประกาย แล้วเอามือยีหัวของหญิงสาวเบาๆ


“ยายบ๊องเอ๊ย…”


เกด ทำคอย่น แลบลิ้นใส่ชายหนุ่ม


“แล้ววิน จำได้มั๊ย”


“จำอะไรละ มีตั้งหลายเรื่องนี่”


หญิงสาวเอามือกุมที่ไม้กางเขนบนลำคอขาวผ่องแล้วหลับตาลง พลางระบายยิ้มบางเบา


ชายหนุ่มจ้องใบหน้าของคู่สนทนาที่กำลังพริ้มตาลงชั่วขณะ ก่อนพูดออกไปโดยไม่ละสายตาไปมองที่อื่น


“เรื่องโซลเมทไง ใช่มั๊ย”


“อืมม์ เก่งจัง”


หญิงสาวลืมตาขึ้น แล้วหัวเราะ


วิน ถอนหายใจ ในขณะที่แววตาหมองลงนิดหนึ่งจนคู่สนทนาแทบจะสังเกตไม่เห็น


“ความรักแบบลูกหมา…” วินว่าลอยๆ


“แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่สวยงามนะยะเธอ ผู้หญิงส่วนมากต่างก็ฝันถึงโซลเมทของตัวเองทั้งนั้นแหละ ถึงจะยังไม่ได้พบหน้า แต่ก็รู้สึกอบอุ่นที่ได้นึกถึง ตอนนี้เกดมีลางสังหรณ์ว่าเกดจะได้เจอเนื้อคู่ เร็วๆ นี่แหละ จริงๆนะ”


ชายหนุ่มเอามือแตะเขาที่หน้าผากหญิงสาว พลางพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ


“เป็นเอามาก…”


“โธ่…ไม่ให้กำลังใจกันเลยนะ”


ชายหนุ่มหันหน้ามองไปที่แม่น้ำเบื้องหน้าแล้วพูดขึ้น


“เถอะน่า เจ้าชายคงตามหาซินเดอเรลล่าอยู่มั๊ง”


“ใช่ๆ เกดคือนางซิน เออจริงสิ-มีแม่เลี้ยงเหมือนกันด้วย”


“แต่แม่เลี้ยงเกดนะ ใจร้ายเหมือนในนิทานที่ไหน คุณน้าใจดีจะตายไป”


“ฮื่อ…จริงด้วยแหละ” เกดพยักหน้ารับ


“เออจริง ถ้าเกดเป็นนางซิน แล้วเพื่อนเรา เป็นอะไรดีนะ”


ชายหนุ่มหันหน้ากลับมา ส่ายหน้าไปมา


“ไม่รู้เหมือนกัน ”


“เป็นแม่เลี้ยงคงไม่ได้ เป็นนางฟ้าก็ไม่ได้เหมือนกัน ว้า นึกไม่ออกแฮะ”


หญิงสาวส่ายหน้าด้วยจนถ้อยคำ


“เป็นรถฟักทองมั๊ง” วินพูดพร้อมกับยิ้มฝืดๆ


“ต๊าย ช่างคิดนะยะ แล้วไหนละรถฟักทอง” เกดพูดพร้อมกับหัวเราะขัน


วินเอานิ้วชี้เคาะเข้าที่ขมับด้านขวาครั้งหนึ่ง แล้วผายมือไปยังรถจักรยานที่พิงไว้ทางตีนสะพานของท่าน้ำด้วยอาการเชื้อเชิญ


“เชิญครับ ซินเดอเรลล่า”


เกด สบตากับวินครั้งหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นหัวเราะ


“แหม คิดไปได้ เป็นรถฟักทองนะ โอมเพี้ยง ขอให้เป็นจริงเถิด สาธุ” หญิงสาวว่าด้วยน้ำเสียงขี้เล่น พลางยกมือขึ้นไหว้ไปทางแม่น้ำเบื้องหน้าด้วยอาการล้อเลียน


“แล้วกัน…”


วินครางออกมา


“ไปกันเถอะ เดี๋ยวรถฟักทองจะพาซินเดอเรลล่ากลับถึงบ้านเลยละ”


เกดหัวเราะอย่างนึกขัน


“โธ่ ขำตายละ…”

๘.๙.๕๒

ตอนที่ 2-คำขอของลามะ

ห้องยาวนั้นเปิดโล่ง ในขณะที่บานหน้าต่างทุกด้านเปิดกว้าง ปล่อยให้แสงสว่างสาดจ้าครอบคลุมไปทั่วบริเวณ และยังอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมประหลาด กลิ่นธูป สิ่งที่เพิ่มความสดใสให้กับห้องยาวก็คือ ธงผ้าหลากลวดลาย ที่แขวนระโยงระยางและกำลังโบกสะบัดไปมาตามแรงลม ในขณะที่ผนังห้องด้านหนึ่งมีรูปเขียนบนผ้าแพรผืนใหญ่แขวนอยู่ ภาพวาดนั้นเป็นรูปยักษ์หน้าตาขึงขังโอบล้อเกวียนไว้ ภายในวงล้อแบ่งเป็นชั้นนอก ชั้นใน ปรากฎรูปของสัตว์หลายชนิดทั้งไก่ งู หมู คน ในอิริยาบถต่างๆ ดูเหมือนเป็นนิทานปริศนาธรรม ที่มีความหมายอันลึกซึ้ง




นอกเหนือไปจากรูปเขียนบนผ้าผืนใหญ่แล้ว ผนังห้องด้านอื่นก็มีรูปเขียนขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แขวนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รูปเขียนเหล่านั้นมีทั้ง รูปดอกบัว ปลา หีบสมบัติ หอยสังข์ ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด



แต่สีสัน ลวดลาย ที่ถูกประดับประดาอยู่แทบทุกพื้นที่ของห้อง ก็ยังไม่สะดุดตาเท่ากับร่างหนึ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมแดงบนพื้นที่ยกสูงขึ้นมา



ร่างนั้นเป็นชายชราร่างผอมบาง ศรีษะโล้นเกลี้ยง สวมเสื้อคลุมสีเหลือง ใบหน้าของชายชราเรียวยาวดั่งรูปไข่ จมูกใหญ่ หูกางออก นัยน์ตาทั้งสองข้างปิดสนิท



แต่ริมฝีปากบางคู่นั้นกำลังแย้มยิ้ม อันบ่งบอกว่า รับรู้กับสภาพทุกอย่างในห้องได้เป็นอย่างดี
ไม่ช้าก็มีเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาสองคู่ก้าวเข้ามาในห้อง



“มากันแล้วหรือ กษัตริย์แห่งดัลวา และรัชทายาท” เสียงอันอ่อนโยนนั้น ผ่านออกมาจากริมฝีปากบางอันได้รูปของชายชราบนพรมแดง ซึ่งในขณะนี้หาได้ลืมตาตื่นขึ้นแต่อย่างใดไม่



“ท่านอาจารย์ ริมโปเช โลซัง” กษัติรย์เดเช็น เสด็จประทับเข้ามาใกล้ก่อนทรุดพระวรกายลงคำนับลามะที่นั่งสงบนิ่งอยู่ด้วยอาการเคารพ โดยมีเจ้าชายโดร์เช รัชทายาททรุดพระองค์ลงข้างๆ



“ไม่ได้พบกันนานแล้วสินะ” ริมโปเช โลซัง กล่าวในขณะที่ลืมตาขึ้นมอง 2 บิดา-บุตร ผู้เป็นเหนือหัวแห่งดาร์ลัม และยิ้มอย่างเปิดเผย



“ข้ามีเรื่องจะปรึกษา”



“อืมม์…ข้าทราบแล้ว”



กษัตริย์เดเช็น หันไปสบพระเนตรกับรัชทายาทแห่งดัลวา ครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ตรัสอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว



“คงเป็นเรื่องของเจ้าชายกระมัง…”



“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์” ลามะชราถอนหายใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง พลางใช้สายตามองรัชทายาทหนุ่มแห่งดัลวาอย่างเพ่งพินิจ



“ว่าไปแล้ว ข้าไม่แน่ใจนักว่าควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยดีหรือไม่”



“แต่ว่า…”ประมุขแห่งดัลวาทรงทักท้วงขึ้น ส่วนเจ้าชายได้แต่สงบนิ่ง สายตาจับจ้องอยู่ที่ลามะเบื้องหน้า



ริมโปเช โลซัง พยักหน้าครั้งหนึ่งแล้วจึงตอบ



“นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท เจ้าชายทรงมีพระจริยวัตรงดงาม เพียบพร้อม ช่วยเหลือกิจการของกษัตรย์เดเช็นได้ไม่น้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่รักใคร่ของอาณาประชาราษฎร์ ทรงเป็นอนาคตของดัลวาอย่างไม่ต้องสงสัย”



ลามะชราหลับตาลง เอามือสองข้างวางหงายไว้บนตัก เอ่ยต่อโดยไม่ลืมตาขึ้น



“แต่พวกเราก็ไม่ควรคาดหวังในตัวเจ้าชายให้มากจนเกินไปนัก ถึงจะเป็นรัชทายาทแห่งดัลวา พระองค์ก็เป็นแค่ชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นชายหนุ่มที่มีเลือดเนื้อ มีความปรารถนาเหมือนปุถุชนทั่วไป”



“โดยเฉพาะเรื่องความรัก ที่เจ้าชายควรจะมีสิทธิ์เลือกเอง” ผู้นำแห่งจิตวิญญานแห่งดัลวาทอดน้ำเสียงยาว และลืมตาขึ้นมองมาที่เจ้าชาย



ความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วห้องกว้างที่เปิดโล่ง ในขณะที่กลิ่นกำยาน กลิ่นธูปหอมลอยวนไปทั่ว



“ท่านอาจารย์ ข้าเองก็เข้าใจ แต่หญิงงามในดัลวาก็มีอยู่มากมาย แต่องค์รัชทายาทกลับต้องการตามหาหญิงสาวในดินแดนห่างไกลผู้หนึ่ง ที่ไม่รู้ว่ายังมีตัวตนอีกหรือไม่ และแทบไม่เคยมีความผูกใดๆ ต่อกัน”



“แล้วก็…” เหนือหัวแห่งดัลวาตรัสค้างไว้แค่นั้น แล้วทอดพระเนตรไปยังราชโอรสที่นั่งนิ่งอยู่



“เหตุการณ์ก็ผ่านมานานหลายปี แล้วทำไม…”



“ฟังข้าก่อนเถิด” ลามะชรากล่าวขัดขึ้น แต่แฝงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน



“ชีวิตคือการเรียนรู้ และความรู้คือสิ่งที่เปิดประตูแห่งชีวิต เป็นการเปิดประตูจากความโง่เขลา ที่น่าประหลาดก็คือจิตใจของมนุษย์เราก็ชอบที่จะแฝงอยู่กับความโง่เขลาเสมอ มันทำให้ประตูแห่งชีวิตต้องปิดลง แต่สำหรับบางคนแล้ว มีเพียงความรักเท่านั้นที่จะเปิดประตูออกมาได้”



“ความรักและหัวใจ อย่างนั้นหรือ” กษัติรย์เดเช็น ตรัสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา



ริมโปเช โลซัง พยักหน้ารับ



“บางทีพระองค์อาจจะลืมความรู้สึกนั้นไปแล้วกระมัง ดอกไม้บานยังไงเล่า”



ประมุขแห่งดัลวา เงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรลามะ



“ดอกไม้เกิด เติบโต แล้วก็เบิกบาน กำจายกลิ่นเพียงชั่วครู่ จากนั้นกลีบก็จะร่วงลงพื้น แล้วก็อำลาโลกนี้ไป แต่มันก็ยังงดงามอยู่ในความรู้สึกของเราเสมอ ความรักก็เช่นกัน”



“ใช่หรือไม่ เจ้าชาย” น้ำเสียงของลามะแฝงความรู้สึกบางอย่าง จนทำให้รัชทายาทหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นทอดพระเนตรลามะชรา



กษัตริย์เดเช็น ทรงนิ่งไปพักใหญ่หลังจากรับฟังคำกล่าวของผู้นำจิตวิญญานแห่งดัลวา ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงที่เครียดขึ้นกว่าเดิม



“อาจารย์ โปรดชี้ทางสว่างในเรื่องนี้ด้วย”



ริมโปเช โลซัง ยิ้มที่ริมฝีปาก



“ความรักที่บอกเล่าได้ ย่อมไม่ใช่ความรัก”



“ถ้าอย่างนั้น…”



“ขอโอกาสให้เจ้าชายสักครั้ง ข้าเชื่อว่าเจ้าชายโดร์เชจะทรงรู้ว่าต้องปฎิบัติตนอย่างไร ไม่ให้เป็นที่ผิดหวังของทุกคน”



ประมุขแห่งดัลวาทอดพระเนตรไปยังรัชทายาทหนุ่ม พลางพยักหน้ารับคำขอของลามะชรา
ส่วนเจ้าชายโดร์เช แม้จะไม่ได้ตรัสอะไรออกมา แต่พระเนตรที่เป็นประกาย และพระโอษฐ์ที่แย้มขึ้นน้อยๆ ก็บ่งบอกความหมายบางอย่างออกมา



ริมโปเชเฒ่า พยักหน้าอย่างพออกพอใจแล้วหลับตาลงอีกครั้ง




แสงจากพระอาทิตย์เบื้องบนอ่อนแรงลงมากแล้ว แต่ก็ยังส่องประกายงดงาม โดยเฉพาะเมื่อมองจากลานกว้างในอารามเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูง ท่ามกลางแมกไม้เขียวชะอุ่ม ก่อให้เกิดความรู้สึกชุ่มชื้น



ร่างสูงสง่าของเจ้าชายโดร์เช ประทับนิ่ง พระเนตรทอดไปยังรังสีสุดท้ายของพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลับเหลี่ยมเขาไปทุกขณะ พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ



“มีอะไรที่ทรงหนักพระทัยอีกหรือ” คุรุเฒ่าที่ยืนสงบอยู่ทางเบื้องหลังถามขึ้น



“ท่านลามะ จิตใจข้าไม่สงบเลย ข้าได้ทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ”



“ไม่มีใครบอกได้หรอก”



เจ้าชายหนุ่มหันพระวรกายมา พลางใช้พระหัตถ์ลูบคลำลูกประคำที่แขวนไว้บนลำพระศอ พลางตรัสขึ้น



“ข้าเรียนรู้เรื่องการสวดมนต์กำหนดวาระแห่งจิตผ่านลูกประคำเส้นนี้มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ดูเหมือนข้าจะไม่สามารถที่จะควบคุมจิตใจตัวเองให้ก้าวผ่านห้วงทุกข์หนนี้ไปได้เลย”



ริมโปเชเฒ่า ส่ายหน้าไปมา



“ความรู้สึกบางอย่างหากเราไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว สิ่งที่จะได้พบก็คือความว่างเปล่าเท่านั้น ความทุกข์ของเจ้าชายก็เพราะความเปล่ากลวงที่ว่านั่นเอง อย่าได้ร้อนใจอะไรไปเลย”



รัชทายาทแห่งดัลวานิ่งไปคำกล่าวนั้น



“เจ้าชาย ต้องเข้าใจว่า ความจริงมิอาจแสดงตัวออกมาได้ถ้าไม่มีประสบการณ์โดยตรง ความหมายแท้จริงที่พระองค์ตามหาอยู่ จะพบก็ต่อเมื่อ ได้เรียนรู้ สัมผัส มีประสบการณ์ ต้องรู้ด้วยตัวเอง ไม่มีทางเลือกอื่น”



“ท่านอาจารย์หมายถึง ความรัก อย่างนั้นหรือ” รัชทายาทหนุ่มถาม



ริมโปเช เป็นฝ่ายถอนหายใจออกมาบ้าง



“ข้อนั้นข้าเองก็ไม่ทราบ บางทีถ้าเจ้าชายตามตัวเจอผู้หญิงคนนั้น อาจจะได้คำตอบกระมัง”



เจ้าชายโดร์เช ทรงนิ่งไปชั่วครู่ แล้วตรัสขึ้น “อวยพรให้ข้าด้วย ท่านลามะ”



ลามะเฒ่า หัวเราะออกมาเบาๆ หลับตาลง แล้วใช้มือกุมที่ลูกประคำที่ห้อยอยู่ พลางพึมพำเสียงดังในลำคอ ก่อนจะเดินจากไปอย่างช้าๆ



รัชทายาทหนุ่ม ทอดพระเนตรไปยังเทือกเขาสูงเบื้องไกลที่กำลังถูกอาบไล้ด้วยแสงตะวัน ในขณะที่พระเนตรแฝงไปด้วยความกังวล




ดึกมากแล้ว แสงจันทร์ทอดเป็นลำยาวผ่านกรอบหน้าต่างลายงดงามของท้องพระโรง ก่อนจะสาดแสงสีนวลไปทั่วบริเวณ คลอบคลุมร่างหนึ่งที่คุกเข่าอยู่กับพื้น



“มูตา”



พระสุรเสียงอันทรงอำนาจของบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ตรัสกับชายร่างท้วมที่นั่งค้อมหลังอยู่



“พระเจ้าข้า”



มูตา กล่าวด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับเหนือหัวแห่งดัลวาด้วยอาการสั่นระริกไปทั้งร่าง ในขณะที่ขมับสองข้างมีเหงื่อแตกพลั่กๆ ไหลโซมออกมา



“เจ้า มีส่วนรู้เห็นต่อแผนการณ์ของเจ้าชายโดร์เชมาตั้งแต่ต้นด้วยหรือไม่”



“นี่…ข้าพระองค์” คนสนิทของรัชทายาทดัลวา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นระริก ไหล่สองข้างลู่ลง คอตก





กษัตริย์เดเช็น ทรงพระสรวลเมื่อเห็นอาการตื่นเต้นของมูตา



“อย่ากลัวไปนักเลย ข้าไม่คิดทำอะไรเจ้าหรอก ถึงอย่างไรความก็แตกไปแล้วนี่ ใช่มั๊ยเล่า”



มูตาสะดุ้งขึ้นเฮือกหนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับ



“เอาเป็นว่า ข้าไม่ขัดขวางองค์ชายกับเจ้าก็แล้วกัน แต่ขอให้ครั้งนี้เป็นหนสุดท้าย”



“แล้วก็…”



คนสนิทของเจ้าชายโดร์เชเงยหน้าขึ้น รอฟังคำตรัสของเจ้าเหนือหัวแห่งดัลวา ด้วยท่าทีมึนงง



“จำไว้ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ต้องเป็นความลับ อย่าแสดงตัวให้ใครรู้ว่าเจ้าและองค์ชายมีฐานะอะไร และเจ้าต้องดูแลองค์ชายเป็นอย่างดี อย่าให้มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด”



“ทราบแล้ว พระเจ้าข้า” มูตาทูลเบาๆ



กษัตริย์เดเช็น ถอนพระทัยครั้งหนึ่ง แล้วจึงตรัสต่อ



“ความจริงแล้ว ข้าไม่ค่อยเห็นด้วยกับสิ่งที่องค์ชายกระทำอยู่ แต่เอาเถอะ-เมื่อท่านริมโปเช โลซัง เห็นชอบด้วย ข้าก็ไม่ขัดละ”



“ท่านลามะ รับทราบเรื่องนี้ด้วยหรือพระเจ้าข้า”



เหนือหัวแห่งดัลวาพยักพระพักตร์



“ท่านลามะ บอกกับข้าว่า การเดินทางหนนี้ จะทำให้องค์ชายเรียนรู้และเติบใหญ่ขึ้น ข้าก็อยากให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เจ้าก็ด้วยใช่มั๊ย”



มูตา ก้มศรีษะรับคำ



“น้องสาวข้าพระองค์เรียนหนังสืออยู่ที่นั่น คงจะช่วยเหลือได้อีกแรง พระเจ้าข้า”



“จำไว้ว่า พวกเจ้ามีเวลาไม่มากนัก”



เหนือหัวแห่งดัลวาตรัสแล้ว ก็ถอนพระทัยออกมาครั้งหนึ่ง แล้วพระเนตรก็ปิดลง ในขณะที่คนสนิทของเจ้าชายโดร์เช นั่งนิ่ง ไม่รู้จะทูลตอบอย่างไรดี




“มูตา พระบิดารับทราบว่าอย่างไรบ้าง”



“รับสั่งเรื่องการเดินทางขององค์ชาย ทรงห่วงความปลอดภัย แล้วก็ตรัสว่า พวกเรามีเวลาไม่มากนัก”



มูตา ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่



“แล้วก็พูดถึงคำกล่าวของท่านลามะด้วย”



“อย่างนั้นหรือ…” เจ้าชายโดรเช ตรัสถามขึ้น หันพระพักตร์มาคนสนิทที่ค้อมตัวลงทูล ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวของเนินทรายแห่งนั้น



“ท่านลามะกล่าวกับพระบิดาว่าอย่างไรบ้าง”



“ก็บอกว่า การเดินทางครั้งนี้จะทำให้พระองค์เติบโต แข็งแกร่งขึ้น พูดเหมือนกับรู้เหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างนั้นแหละ” มูตา ว่าเสียงละห้อย พลางเอามือปัดเม็ดทรายที่ปลิวมาเกาะติดตามเสื้ออยู่เป็นพัลวัน



“ริมโปเช โลซัง คือผู้นำด้านจิตวิญญานของดัลวา อย่าลืมสิ ท่านอาจเห็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยสัมผัสก็ได้”



“อ้าว ถ้าอย่างนั้น ท่านลามะ ก็น่าจะบอกว่า มีอะไรรอเราอยู่ที่นั่นบ้าง” มูตาส่งเสียงท้วงขึ้นมา



เจ้าชายโดร์เช ทรงใช้พระหัตถ์แตะเข้าที่ไหล่คนสนิทครั้งหนึ่ง



“มูตา ความลี้ลับบางอย่างเราก็ต้องสัมผัสด้วยตนเอง มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยคำอธิบายใดๆ ได้หรอก เราต้องเดินทางค้นหาความลี้ลับนั้นเอง เราต้องหลอมละลายตัวเองเพื่อตามหาสิ่งนั้น เข้าใจหรือไม่”



คนสนิทของรัชทายาทแห่งดัลวาพยักหน้าช้าๆ





“มูตา เจ้าเตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่อเตรียมออกเดินทางเถอะ ข้าสังหรณ์ใจว่าครั้งนี้เราจะไม่สูญเปล่า”



ตรัสเสร็จแล้ว รัชทายาทแห่งดัลวาก็เงยพระพักตร์เหม่อมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบน ที่ดารดาษไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่



“ข้าเชื่อว่า ครั้งนี้ข้าจะได้พบนางแน่ เชื่อเถอะมูตา”



คนสนิทของรัชทายาทดัลวาเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง แล้วจึงส่ายหน้าไปมา



ในขณะที่เจ้าชายโดร์เชเงียบงัน ท่ามกลางความมืด และเสียงลมอู้ บนเนินทรายแห่งนั้น

๒.๙.๕๒

ตอนที่ 1-รัชทายาทแห่งดัลวา

ท้องฟ้ามืด แต่ก็ยังไม่ถือว่ามืดไปเสียทีเดียวนัก ยังมีดาวบางดวงส่องประกายวิบวับพอให้เห็นบ้าง ในขณะที่บนเนินทรายแห่งนั้น มีลมอ่อนๆ โชยมา สลับกับเสียงร้องของสัตว์กลางคืนบางชนิด



นานแล้วที่ชายหนุ่มบนหลังม้าสงบนิ่งอยู่ มีก็แต่อาการขยับบังเหียนม้าในมืออยู่ไปมา บางครั้งก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ในขณะที่ดวงตามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน จ้องไปยังดาวดวงหนึ่งที่ส่องประกายงดงามกว่าดาวประกายพรึกอย่างสนอกสนใจ ไม่นำพากับเสียงตะโกนเรียกของชายร่างท้วมที่ยืนค้อมหลังอยู่บนผืนทราย ในขณะที่อีกมือหนึ่งถือบังเหียนม้าของตัวเองเอาไว้หลวมๆ



“เจ้าชาย รีบเสด็จเถิด พระบิดาขององค์ชายทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า มีเรื่องด่วน”



“อีกนิดเถิดน่า ข้าอยากมองดาวนั่นให้เต็มตาเสียก่อน” เสียงนุ่มทุ้มดังกังวานขึ้นจากปากอันได้รูป ในขณะที่ร่างอันงามสง่าบนหลังม้านั่นหันมาทางชายร่างท้วมที่กำลังส่ายหน้าไปมาด้วยอาการกระสับกระส่าย



ร่างสูงใหญ่บนม้านั่นอยู่ในชุดสีเทาเนื้อดี และมีเสื้อคลุมสั้นสีแดงดั่งเลือดนกสวมทับไว้อีกชั้น แต่ที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดก็คือ ใบหน้าสี่เหลี่ยมอันได้รูป ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า สอดรับกับจมูกโด่ง และจอนยาวใกล้ใบหูให้ความรู้สึกแปลกตา ผมยาวสลวยถูกรวบไว้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนรอยยิ้มน้อยๆ นั่นเล่าก็ช่างเปิดเผย บ่งบอกอารมณ์ขบขันยามเห็นอากัปกิริยาของคนที่สนทนาด้วย



“เจ้าชาย อย่าทำเป็นเล่นไปหน่อยเลย ตกค่ำอย่างนี้ถ้าไม่มีเรื่องด่วน คงไม่ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าอย่างนี้หรอก” ชายร่างท้วมร้องออกมาอีก



“มูตา ใจเย็นไว้ก่อนเถิด หายใจยาวๆ แล้วมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนโน่น แล้วบอกข้าสิเจ้าเห็นอะไร” ชายหนุ่มบนหลังม้าพูดพลางหัวเราะออกมา



ชายชื่อมูตาอือออรับคำ แล้วมองไปยังฟ้าเบื้องบนชั่วขณะหนึ่ง จากจุดที่ยืนอยู่จะพบแต่เทือกเขาใหญ่น้อยเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ดูคล้ายมังกรกำลังเคลื่อนตัวไปมา แม้ความมืดของราตรีจะเข้าบดบัง แต่ยังพอเห็นสีขาวของปุยหิมะสว่างโพลนปกคลุมอยู่บนยอดเขา เป็นทิวทัศน์ที่งดงาม แปลกตาอย่างยิ่ง



“จะเห็นอะไรได้เล่า เห็นความมืด เห็นดาวบางดวง แล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไร…” ชายร่างท้วมพึมพำพลางส่ายหน้าไปมา ละสายตาจากฟ้าที่มีดาวพรายพร่างหลังจากใช้เวลาเฝ้ามองชั่วอึดใจ แล้วหันไปขมวดคิ้วใส่คนบนหลังม้า



“ตั้งใจดูหน่อยสิ มูตา”



“ไม่เลยพะยะค่ะ เจ้าชาย ข้าเห็นเพียงแค่นั้น”



ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าเจ้าชายทรงพระสรวลออกมาเบาๆ แล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า



“มูตาเอ๋ย มูตา เจ้าไม่เห็นดวงดาวของเจ้าหรอกหรือ”



มูตา จะทำอะไรได้เล่านอกจากยกมือเกาศรีษะตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ ส่ายหน้าไปมาด้วยอาการมึนงง
ร่างสูงโปร่งอันได้รูปส่งร่างตัวเองลงจากหลังม้าด้วยอาการแคล่วคล่อง แล้วยืนอยู่บนผืนเนินทรายแห่งนั้นด้วยการยืนกอดอก ส่วนดวงตายังไม่ละไปจากฟากฟ้าเบื้องบนนั่น



“มูตา เจ้าดูดวงดาวเหล่านั้นสิ ถึงแม้จะยังไม่มีกระจายอยู่เต็มท้องฟ้าเหมือนทุกคืน แต่มันก็มีจำนวนมากมายเหลือเกิน แต่รู้มั๊ย-ทุกครั้งที่ข้าจ้องมองไปบนนั้น ข้ามองไปที่ดาวดวงนั้นเพียงดวงเดียวเท่านั้น ไม่เคยเหลียวแลดาวนับพันนับหมื่นนั่นเลย”



กล่าวเสร็จ ชายหนุ่มก็ยกนิ้วชี้ไปที่ดาวเล็กๆ ดวงหนึ่งที่สว่างเจิดจ้า โดยมีสายตาของมูตามองตามไป



“ ท่ามกลางดวงดาวนับหมื่นนับพันบนฟากฟ้านั่น มันจะมีดาวอยู่เพียงดวงเดียวเท่านั้นหรอกที่เจ้าใฝ่หา หลงใหล อยากครอบครอง และส่องประกายเพื่อเจ้าเสมอมา ”



“ดาวดวงนั้น …อะไรกัน” มูตา พูดพลางถอนใจออกมา



“ดวงดาวขององค์ชายหรือนั่น ไม่เห็นจะสวยอะไรเลย และมันก็ไม่แตกต่างกับดาวดวงอื่นเลยแม้แต่น้อย”



“ต่างสิ-ต่างอย่างมากด้วย เจ้าต้องรู้จักสังเกตเอาเอง ข้าเชื่อว่าเจ้าก็มีดวงดาวของตัวเองเหมือนกัน เพียงแต่เจ้านะไม่เคยใส่ใจเท่านั้น ถึงได้เป็นโสดอยู่จนป่านนี้ไง”



“เจ้าชาย-พูดอะไรอย่างนั้น ดวงดาวกับความเป็นโสด เกี่ยวกันด้วยหรือ แล้วดาวขององค์ชายมีชื่อว่าอะไรละ”



ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา



“ไม่รู้เหมือนกัน ข้าไม่ใช่นักดาราศาสตร์นี่ ข้ามองเพราะชอบประกายอันเจิดจ้าของมันแค่นั้น รู้แต่ว่ามันเป็นดวงดาวของข้าก็เพียงพอแล้ว ไปเถอะ มูตา พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก”



พูดตัดบทแล้ว ชายหนุ่มก็กระโจนขึ้นม้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยมีมูตา ตาลีตาเหลือกกระโจนขึ้นม้าของตัวเองแทบไม่ทัน



ชั่วอึดใจ ชาย 2 คนก็หายไปจากเนินทรายแห่งนั้น ทิ้งไว้ก็แต่ท้องฟ้าอันมืดมิด อ้างว้าง และแสงกระพริบพรายของดาวบนฟ้านั่น

พระราชวังแห่งนั้นตั้งอยู่บนไหล่ผา แม้แสงแห่งราตรีจะแผ่ขยายเต็มท้องฟ้า แต่ก็ไม่อาจบดบังความงดงามของพระราชวังสีขาวได้ รูปทรงแบบป้อมปราการสูงให้บรรยากาศถึงความขรึมขลัง ในขณะที่หอคอยคู่สูงเสียดฟ้าช่วยขับเน้นความสง่างาม เมื่อผนวกเข้ากับเงาทะมึนของยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ผงาดง้ำเป็นฉากหลัง ยิ่งก่อให้เกิดความยิ่งใหญ่และงดงามของราชวังสีขาวแห่งนี้



เสียงม้าตัวหนึ่งวิ่งห้อเหยียดฝ่าความมืด ทะยานผ่านกำแพงสูงของพระราชวังด้านหน้าด้วยความเร็วปานลมพัด ในขณะที่ทหารยามด้านหน้าได้แต่มองตามไป ก่อนจะหันกลับมายืนในอิริยาบถเดิม สีหน้าสงบนิ่ง ไร้ความรู้สึก ราวกับคุ้นเคยร่างบนม้านั่นเป็นอย่างดี



เมื่อมองตามร่างบนม้านั่นต่อไป จะเห็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งควบม้าทะยานผ่านกำแพงชั้นแล้วชั้นเล่า ก่อนจะรั้งบังเหียนม้าในมือเพื่อชะลอความเร็วลง เมื่อมองเห็นตำหนักสีขาวตั้งตระหง่านทางเบื้องหน้า ก่อนจะหยุดเทียบม้า พลางยื่นบังเหียนในมือให้กับทหารยามผู้หนึ่งในชุดอันทะมัดทะแมง ที่ก้าวเข้ามาหา



ชายหนุ่มก้าวลงจากหลังม้า พยักหน้าให้ทหารยามด้วยอาการคุ้นเคย ก่อนจะสูดลมหายใจยาวครั้งหนึ่ง แล้วจึงก้าวเท้าไปทางตำหนักสีขาวเบื้องหน้า โดยมีทหารในชุดพื้นเมืองที่ยืนเรียงรายน้อมหัวคำนับด้วยอาการสงบ



ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเดินกึ่งวิ่งผ่านทางเดินที่ทอดยาว จนมายืนหยุดอยู่ที่ประตูลายงดงาม เมื่อเงยหน้าขึ้นไปจะเห็นรูปมังกรสองตัวสลักเป็นลายนูนอยู่บนแผ่นไม้ที่วางตัวอยู่เหนือประตู ให้ความรู้สึกที่ขึงขัง น่ายำเกรง



เมื่อก้าวผ่านประตูนั้นไปแล้ว ท้องพระโรงอันวิจิตรงดงามจึงปรากฎต่อสายตา บนฝาผนังทุกด้านของห้องเต็มไปด้วยภาพวาดอันงดงาม เป็นภาพรูปดอกบัวสีทองอันเปล่งปลั่ง ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เรียงรายอยู่โดยรอบ ก่อให้เกิดความรู้สึกสงบเย็น พร้อมกันนั้นกลิ่นหอมอันประหลาดของดอกไม้บางชนิดก็อวลไปทั่วท้องพระโรง



ชายหนุ่มไม่แสดงอาการใดออกมา ใบหน้านั้นเคร่งขรึม ในขณะที่นัยน์ตาดำขลับ เป็นประกายงดงาม จ้องมองไปที่ร่างหนึ่งที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนบัลลังก์ทองเบื้องหน้า



ร่างนั้นอยู่ในชุดยาวกรอมเท้าซึ่งทำจากผ้าฝ้ายเนื้อดี ถ้าสังเกตชุดยาวนั้นให้ดีจะเห็นลวดลายเป็นรูปดาวดวงเล็กดวงน้อย สีแดงบ้าง สีเหลืองบ้าง แต่งแต้มอยู่บนพื้นหลังสีน้ำตาล และมีผ้าคลุมสีเหลืองสดใสคล้องไว้ที่ไหล่ขวา ส่วนหมวกผ้าบนศีรษะที่เป็นสีแดงเข้มดั่งเลือดนก กำลังขยับขึ้นลงไปมา เพราะเจ้าของร่างกำลังให้ความสนใจกับการเพ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งในมือ ดูคล้ายจะไม่รับรู้การมาถึงของคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้านั่นเลย



“พระบิดา” ชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึงร้องออกไปคำหนึ่ง ด้วยน้ำเสียงกังวาน



ร่างบนบัลลังก์ พยักหน้ารับรู้ครั้งหนึ่ง แต่สายตาทั้งคู่ยังเพ่งอ่านหนังสือในมืออย่างสนใจต่อไป



“นั่งสิ…ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า” เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้น พลางผายมือให้กับชายหนุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ลายทองที่ตั้งลดหลั่นอยู่ใกล้บัลลังก์ทองนั่น



“โดร์เช เจ้ารู้มั๊ยนี่คือหนังสืออะไร” เสียงบนบัลลังก์ทองกังวานขึ้นมาอีกหลังจากความเงียบแผ่เข้าปกคลุมท้องพระโรง





“ไม่ทราบ พระบิดา”



เมื่อพระบิดาของโดร์เช หยัดร่างตัวเองขึ้นจากบัลลังก์ทอง จึงได้เห็นว่าร่างนั้นสูงใหญ่ งามสง่า แผ่นอกผึ่งผาย ไหล่กว้าง ใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม คิ้วเข้ม และดวงตาทั้งสองเจิดจ้า ช่วยขับเน้นประกายบางอย่างออกมา



จะว่าไปแล้ว ทั้งหน้าตา รูปร่าง และบุคคลิกอันน่าเกรงขามของชายสองวัยแทบจะถอดแบบออกมาไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันไปก็แต่ริ้วรอยใบใบหน้าที่บ่งบอกวัยอันแตกต่างของทั้งสองออกมาอย่างเด่นชัด



ชายสูงวัยกว่าก้าวเดินอย่างเนิบช้าจากพื้นที่ยกขึ้นสูง จนมายืนอยู่ใกล้กับที่ชายหนุ่มนั่งอยู่ จนแทบจะสัมผัสตัวกันได้


“โดร์เช หนังสือในมือของข้าในขณะนี้ก็คือ ประวัติความเป็นมาของดัลวาในอดีตจนถึงปัจจุบัน และยังมีเรื่องราวของราชวงศ์เซโมของเราบันทึกไว้อย่างละเอียด เจ้าน่าหาเวลาอ่านดูบ้าง เพื่อให้เจ้าได้ตระหนักถึงรากแห่งความเป็นมาของพวกเรา เข้าใจหรือไม่”



เจ้าชายโดร์เช ยิ้มน้อยๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป ราวกับทราบว่า ถึงไม่ถามก็จะได้รับทราบคำตอบในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้แล้ว



“ดัลวา คืออาณาจักรโบราณอันเก่าแก่ มีอายุหลายร้อยปี มีเอกลักษณ์ของตัวเองทั้งสภาพภูมิศาสตร์ และวิถีการดำเนินชีวิต ภูเขาสูงชันเป็นเนื้อที่ส่วนใหญ่ของอาณาจักรของเรา และดัลวา มีทิวทัศน์สวยงาม นอกจากมีทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยังมีทะเลสาบงดงามหลายแห่ง มีชื่อเสียงไปทั่วโลก นี่คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ”



“ข้าทราบ พระบิดา” เจ้าชายโดร์เชตรัสตอบด้วยถ้อยคำแสนสั้น



“เจ้ารู้หรือไม่ว่า ราชวงศ์เซโมของเราปกครองดัลวามานานเพียงไร กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ สร้างความเป็นปึกแผ่นให้อาณาจักรน้อยๆ แห่งนี้มาโดยตลอด แล้วยัง…”



ยังไม่ทันตรัสได้ครบประโยค รินเชน ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่และคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าพระบิดาด้วยท่าทีสงบ



“และกษัติรย์องค์ปัจจุบัน คือพระเจ้าเดเช็น ทรงเป็นที่รักของชาวดัลวาทุกคน เพราะสิ่งที่พระองค์ปรารถนามากที่สุด ไม่ใช่ความมั่งคั่ง ความเจริญอย่างไม่หยุดยั้งของประเทศ แต่เป็นความสุขของอาณาประชาราษฎร์ทุกคน ข้าทราบพระเจ้าข้า”



พระเจ้าเดเช็น ทรงแย้มโอษฐ์อย่างพอพระทัย พลางค้อมร่างแตะที่ไหล่ของร่างที่คุกเข่าลงกับท้องพระโรงเบาๆ คราหนึ่ง



“และที่เจ้าต้องรู้ เจ้าชายโดร์เช เจ้าคือมกุฎราชกุมารที่จะต้องสืบทอดบัลลังก์ต่อจากข้า เจ้าจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ให้มากกว่านี้ ใช้เวลาในอีกไม่กี่ปีนับแต่นี้เรียนรู้คุณสมบัติของการเป็นนักปกครองที่ดี”



เจ้าชายโดร์เช เงยพระพักตร์มองพระบิดา ด้วยพระเนตรสุกใส ริมฝีปากยาวเม้มสนิท



“ข้ารู้ว่า หลายปีที่ผ่านมาเจ้าปฎิบัติหน้าที่มกุฎราชกุมารเป็นอย่างดี รับผิดชอบงานใหญ่น้อยมากมาย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ เจ้าต้องทุ่มเทให้มากกว่านี้”



“ที่สำคัญ โดร์เช สิ่งที่เจ้าวางแผนอยู่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ทำไมเล่า”



เจ้าชายโดร์เชมีพระพักตร์ซีดลง แล้วตรัสออกมาสั้นๆ ว่า



“พระบิดา…ข้า”



กษัตริย์เดเช็น ใช้พระหัตถ์ดึงร่างเจ้าชายโดร์เชให้ลุกขึ้นด้วยท่าทีนุ่มนวล



“โดร์เช นอกจากข้าจะเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองดัลวาแล้ว อีกสถานะหนึ่งข้าคือบิดาผู้ให้กำเนิดเจ้านะ เจ้าคิดอะไร มีความรู้สึกอย่างไร ปิดบังพระบิดาไม่ได้หรอก บุตรของข้า”



เจ้าชายโดร์เช ตรัสอะไรไม่ออกอีกต่อไปแล้ว



“เจ้ามีภารกิจที่ต้องทำอีกมากมายนับแต่นี้ เจ้าชายโดร์เชต้องมีจริยวัตรที่งดงามเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกร แต่เจ้ากลับต้องการใช้เวลาสำคัญเช่นนี้ตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ข้าไม่เข้าใจเลย”



“โดร์เช เจ้าคือองค์ชายแห่งดัลวา เป็นทายาทคนเดียวของข้า เจ้าต้องเข้มแข็ง หนักแน่นกว่านี้อีกมากนัก แต่หลายปีมานี่ สิ่งที่เจ้าให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ การยึดติดอยู่กับอดีต และอดีตของเจ้าคือ ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เจ้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอตัว อย่างที่เจ้าปรารถนาหรือไม่”



“พระบิดา แต่ครั้งนี้ข้ามั่นใจ”



“โดร์เช…”



เจ้าชายโดร์เชทรุดพระวรกายลงกับพื้นท้องพระโรงอีกครั้ง



“พระบิดา ครั้งเดียวเท่านั้น ข้าขอสัญญา”



ผู้ปกครองแห่งดัลวาถอนหายใจยาว แล้วเงยพระพัตร์ขึ้นทอดพระเนตรภาพวาดรูปดอกบัวยักษ์ที่เด่นผงาดอยู่ด้านหลังบัลลังก์ทองคำ



“ข้าตัดสินใจเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้ ในฐานะพ่อกับลูกข้าเห็นใจเจ้า แต่ในฐานะกษัตริย์แห่งดัลวานั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”



“ถ้าอย่างนั้น…” เจ้าชายโดร์เชตรัสถามขึ้น



พระเจ้าเดเช็น สบพระเนตรกับราชโอรส แล้วตรัสออกไปด้วยน้ำเสียงทุ้มเย็นว่า



“ท่านลามะ จะร่วมตัดสินใจในเรื่องนี้ด้วย”

๒๒.๙.๕๑

ศึกรบศึกรัก

หลังจากใช้เวลาร่วมปีเขียนขึ้นบล็อก-เว็บนิยายออนไลน์ ในชื่อ "นักรบจากดาวดวงอื่น" และอีกหลายเดือนต่อมาในการส่งเรื่องให้สำนักพิมพ์พิจารณา ในที่สุด "ศึกรบศึกรัก" ก็ปรากฏโฉมออกมาแล้ว จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นกฮูก อมรินทร์จัดจำหน่าย ราคา 199 บาท สั่งซื้อผ่านเว็บของสำนักพิมพ์ลดเหลือ 159 บาท หาซื้อได้ตามร้านหนังสือนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

๑๒.๙.๕๑

เฟื่องฟ้า สาวิตรี


ให้ชีวิตของเธอ


เบิกบานดั่งผีเสื้อแห่งความฝัน


ให้ความรักของเธอ


สดใส กระจ่าง ราวกับหมู่ดาวบนฟากฟ้า


ให้ความฝันของเธอ


ล้วนเต็มพรั่งด้วยความงดงามและมีชีวิต


ให้ดวงตาของเธอ


เปี่ยมด้วยความสดใสของดอกไม้ที่เบ่งบาน


ให้ริมฝีปากของเธอ


ฉ่ำเย็นเหมือนธารน้ำใสที่ไม่มีวันเหือดแห้ง


ขอให้เรือนกายของเธอ


หอมละมุนเหมือนดอกกุหลาบอันรัญจวนใจ
ให้การงานของเธอ


มั่นคง ตระหง่าน ดังเทือกเขาสูงใหญ่


และขอให้วันนี้ของเธอ


เหมือนค่ำคืนที่ประดับดาว


เยือกเย็น ง่ายงาม และสุขสดชื่น