แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

๑๔.๘.๕๑

ผู้ยิ่งใหญ่-ตัวตนและอุดมคติของโกวเล้ง


ในหนังสือ "เดียวดายใต้เงาจันทร์" ปรัชญานิพนธ์ของโก้วเล้งซึ่งแปลความและเรียบเรียงโดยเรืองรอง รุ่งรัศมีนั้น

อธิบายความคับแค้นของ "มังกรโบราณ" ในความเป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในของตนตลอดมา

เพราะในสายตาของผู้คนจำนวนมาก นิยายกำลังภายในมิเพียงไม่ใช่วรรณกรรม กระทั่งยังไม่อาจนับเป็นนวนิยาย

ในความเศร้าเสียใจ "โก้วเล้ง" จึงหวังว่าอนาคตนิยายกำลังภายในจะได้รับการยึดถือเป็น "นวนิยาย" เช่นเดียวกับหนังสือประเภทอื่น

วันนี้ นิยายกำลังภายในถือว่ามี "ที่ยืน" อยู่ในวงวรรณกรรมอย่างไม่อายใคร และถ้าเป็นการสร้างสรรค์จากโก้วเล้งด้วยแล้ว กล่าวได้ว่าได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง

เรื่องอย่างฤทธิ์มีดสั้น จับอิดนึ้ง วีรบุรุษสำราญ เซียวฮื้อยี้ ซาเสียวเอี้ยว ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ ถือเป็นงานคลาสสิกระดับขึ้นหิ้ง

แต่หลายเล่มเป็นเหมือนดาวตก ที่ส่องประกายเจิดจ้าเพียงวูบเดียวแล้วลับหาย

อีกจำนวนหนึ่งที่แม้ไม่ถือเป็นผลงานชั้นเลิศ เนื่องจากธรรมดาเกินไป คาดเดาง่ายเกินไป แต่กลับมีเรื่องราวที่สะท้อนตัวตน ทรรศนะในการมองโลกของมังกรโบราณไว้อย่างแจ่มชัด

"ผู้ยิ่งใหญ่" คืองานในลักษณะนี้

หากจัดอันดับความยอดเยี่ยม ลึกล้ำ อย่าได้แปลกใจเลยหากว่าจะไม่เห็น "ไต้นั้งม้วย" อยู่ในทำเนียบรายชื่อนี่ไม่ใช่งานอันลึกซึ้ง คมคาย หรือมีความแปลกใหม่ เต็มไปด้วยพลังดึงดูดอันเร้าใจ

แต่เป็นงานที่ผู้อ่านระดับ "คอ" ไม่ควรมองผ่านได้โดยเด็ดขาด

เป็นงานที่นำเอาเปลือกและตัวตนแห่งความโกว้เล้งออกมาตีแผ่แค่โก้วเล้งเอาบุคคลิกของตัวเองมาสร้างเป็นตัวเอกของเรื่องก็น่าสนใจแล้ว-ไม่ใช่หรือ

หากอยากรู้ว่ามีความเป็นโก้วเล้งมากเพียงไร ให้ดูที่ "เอี้ยฮ้วม" เอาเถิด

"มันเป็นบุรุษร่างเตี้ย อ้วนกลม ดวงตาเรียวยาว ขนคิ้วกว้างกว่าคนธรรมดากว่าเท่าตัว ปากของมันกว้างอย่างยิ่ง หัวยิ่งโตใหญ่กว่ามันคือบุตรของเอี๊ยซาเอี๊ยแห่งไต้เม้งฮู้ คือคนที่ชั้งซือซือมักได้ยินว่ามันเป็นตัวประหลาดผิดมนุษย์ ฟังว่าในสิบวันมักยากจะมีสติแจ่มใสสักวันหนึ่ง ยามสติแจ่มใสมันอยู่ในวัดหลวงจีน ยามเมามายอยู่ในซ่องคณิกา"

ลักษณะร่างเตี้ย อ้วนกลม หัวโต ไม่ใช่โก้วเล้งแล้วจะเป็นใครไปได้

เปลือกนอกที่ "หัวโต อ้วนเตี้ย "มักถูกเขียนถึงในนิยายกำลังภายในอย่างดูถูกดูแคลนอยู่เนืองๆ แม้กระทั่งโก้วเล้งเองก็มิได้ละเว้นที่จะเขียนถึงรูปลักษณ์ของตัวเองด้วยความขมขื่นลึกๆ

ในเซียวฮื้อยี้ที่กล่าวถึงตัวละครฮาฮายี้ "ซ่อนดาบในรอยยิ้ม" ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบคนโฉด โกวเล้งเขียนไว้ว่าสาเหตุที่ฮาฮายี้ต้องมาฝังตัวอยู่ในหุบเขาคนโฉดก็เพราะฆ่าล้างครอบครัวของอาจารย์ตัวเองเพียงเพราะศิษย์น้องคนหนึ่งดุด่าเป็น "สุกรอ้วน" เท่านั้น

"ความอ้วน" ในยุทธจักรนิยายไม่ใช่เป็นตัวดีอะไรเลยหรือ-โก้วเล้งคงอยากถามกับตัวเอง

และในอีกความหมายหนึ่งคนที่ถูกเรียกขานว่า "ปีศาจหัวโต" ก็คือคนที่เสียเปรียบที่ถูกเยาะเย้ยตลอดเวลา เป็นคนที่ถูกหลอกลวงอยู่เสมอ

ซึ่งเป็นสิ่งที่ "มังกรโบราณ" มักพร่ำบ่นผ่านตัวหนังสือว่าความขมขื่นในชีวิตของตัวเองก็คือการถูกผู้คนหลอกลวง เหยียบย่ำดูถูกครั้งแล้วครั้งเล่า

บางทีความคับแค้นหลายประการดังที่กล่าวมาอาจทำให้โก้วเล้งสร้างสรรค์ตัวละครอย่าง "เอี้ยฮ้วม" ขึ้นมาเป็นเอี้ยฮ้วมที่ทั้งหัวโต อ้วนเตี้ยไม่ผิดเพี้ยนไปจากตือโป๊ยก่ายแต่ถึงจะเป็นตือโป๊ยก่ายแต่ก็เป็นตือโป๊ยก่ายที่มีสมองอย่างยิ่ง

และยังเป็นจอมยุทธ์เหนือจอมยุทธ์อีกด้วย

เป็น "ปีศาจหัวโต" ที่ได้เป็น "ผู้ยิ่งใหญ่" สมใจ

ถึงเปลือกนอกจะเปลี่ยนไป แต่ "เปลือกใน" ของเอี้ยฮ้วม ยังเป็นตัวละครที่เปี่ยมอุดมคติในแนวทางเดียวกันกับการสร้างสรรค์ "ลี้คิมฮวง" "เล็กเซี่ยวหงส์" เช่นกัน

นอกจากจะเป็นเรื่องที่นำเอาตัวตนของตัวเองเข้าไปตีแผ่แล้ว "ผู้ยิ่งใหญ่" ยังแสดงให้เห็นถึงอุดมคติของมังกรโบราณไว้อย่างแจ่มชัด

โกวเล้งคงมีความคาดหวังลึกๆให้ "ผู้ยิ่งใหญ่" เป็นเหมือน "สาร" ที่ส่งต่อไปยังผู้อ่านว่า ไม่สมควรมองคนที่เปลือกนอก

การเป็นวีรบุรุษในมุมมองของโก้วเล้งไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่สิ่งน่าภาคภูมิไปเสียทั้งหมด

เหมือนอย่าง "ฉิ่นกอ" บุรุษหนุ่มผู้ผูกแพรแดงไว้ที่คอคนนั้น

ฉิ่นกอได้รับการยกย่อง เทิดทูนให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่

แต่ถึงอย่างไรวีรบุรุษก็มีด้านมืด มีความอ่อนไหว ข้อบกพร่องเหมือนมนุษย์ธรรมดาเช่นกัน

และโก้วเล้งก็แสดงความนึกคิดในเรื่องนี้ไว้อย่างคมคายว่า "มนุษย์เรา เพียงแลเห็นเกียรติภูมิและอำนาจของขุนพลอันยิ่งใหญ่ โดยลืมไปถึงซากกระดูกที่สุมทับเป็นหมื่นๆพันๆในสนามรบ"

กล่าวถึงที่สุด "ผู้ยิ่งใหญ่" ที่แท้จริงสมควรเป็นบุคคลเช่นไรมนุษย์เหล็ก

"ฉิ่นกอ" ผู้กล้าหาญและรักหนักแน่นกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ

แต่ถึงอย่างนั้น "ทินั้ง" กลับยอมรับว่ามันเองยังไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้กล่าวถึงเกียรติภูมิ ความชาญฉลาด ลิ่วฮวงกุกเหมาะสมกับเกียรติอันสูงส่งนี่มากที่สุดแต่นั่นเป็นแค่เปลือกนอก

เนื้อแท้แล้วลิ่วฮวงกุกคือกั๊วซิงแซผู้ก่อตั้งขบวนการอธรรมชิกไฮ้อันชั่วร้าย จึงไม่คู่ควรกับเกียรติยศอันใดเลยผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงกลับกลายเป็นบุรุษที่ธรรมดาสามัญ แถมขี้ริ้วอย่าง "เอี้ยฮ้วม" ไปเสียได้

เปลือกนอก "ปีศาจหัวโต" ผู้นี้เป็นเพียงทายาทตระกูลใหญ่ ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในสุรา นารี กีฬาบัตร

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือผู้ก่อตั้งขบวนการซั้วลิ้วที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายพิทักษ์คนดี กำจัดคนชั่ว อุทิศตัวเพื่อเพื่อนมนุษย์

เสียสละตัวเองโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

แล้วอะไรคือการเสียสละตัวเอง

มังกรโบราณเคยอธิบายไว้ว่า"การเสียสละตัวเองคือการห้ามความโกรธของตัวเอง อดทนต่อความผิดพลาดของผู้อื่น ลืมเลือนสิ่งที่ผู้อื่นทำร้ายตัวเอง ปลูกฝังดวงใจแห่งรักต่อผู้อื่น"

"คาวเลือดและความรุนแรงในโลกนี้ยากจะสะกดระงับได้ ทั้งนี้เพราะการเสียสละเรื่องราวใดล้วนง่ายดายดาย แต่การเสียสละตัวเองยากเย็นแสนเข็ญ"

นี่คืออุดมคติของโกวเล้ง และเป็นคุณสมบัติที่แท้จริงของ "ผู้ยิ่งใหญ่"

"ไต้นั้งม้วย" เขียนขึ้นมาเมื่อปี 2514 แต่ยังมีแนวคิดที่ทันสมัย ไม่ตกรุ่นแต่อย่างใด

กล่าวได้ว่าสอดคล้องกับความเป็นไปในโลกอย่างยิ่ง

เพียงแต่ว่าในโลกวันนี้ บุรุษชั่วร้ายอย่างลิ่วฮวงกุกไม่เพียงแต่มี "ที่ยืน" อยู่ในสังคมได้อย่างสง่างามเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่" ในระดับผู้นำของโลกเลยทีเดียว

ส่วนคนเยี่ยง "เอี้ยฮ้วม" แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็กลายเป็นเหมือน "คนนอก" ที่สังคมโดยรวมดูจะไม่ใยดีกระไรนัก

ถ้าเป็นสังคมไทยก็อาจเข้าข่ายพวกเอ็นจีโอ หรือคณะกรรมการสมานฉันท์ อะไรประมาณนั้นนั่นแหละ

แค่คิดก็เศร้าแล้ว

คำครูสอน

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก สามารถอ่านได้หลายหน หลายวาระและแนะนำให้เพื่อนฝูงได้อ่านหรือซื้อเอาไว้ในครอบครองอยู่เนืองๆ

หนังสือเล่มดังกล่าวมีชื่อว่า Tuesdays With Morrie

ซึ่งฉบับแปลไทยโดยอมรรัตน์ โรเก้ ตั้งชื่อไว้ว่า "วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี่"

แม้กระแสความโด่งดังของหนังสือจะผ่านไปนานโขอยู่ การหยิบเอามาพูดถึงอีกครั้งอาจจะ "เชย" ไปบ้าง แต่ก็มีประเด็นบางอย่างในหนังสือที่สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกปัจจุบันได้ดี

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดย มิตช์ อัลโบม ซึ่งเป็นนักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์Detroit Free Press เป็นเรื่องจริงของ "มอร์รี่ ชวอตซ์" ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนเคยศึกษาอยู่นั่นเอง

ครูมอร์รี่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้และได้แต่เฝ้านอนรอวันตาย แต่ในห้วงเวลานั้นเองมิตช์ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมครูของเขา และได้มีช่วงเวลาอยู่ร่วมกันระยะหนึ่งก่อนถึงวันแตกดับของผู้เป็นครู

และบทสนทนาทุกวันอังคารระหว่างครูและศิษย์ได้กลายมาเป็นหนังสือ Tuesdays With Morrie เล่มนี้นี่เอง

"สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือการเรียนรู้ที่จะแบ่งปันความรักให้แก่ผู้อื่น และการเปิดรับให้ความรักเข้ามา" นั่นคือถ้อยคำประโยคหนึ่งที่คุณครูมอร์รี่กล่าวย้ำกับลูกศิษย์เสมอ

ในหนังสือ "วิหารที่ว่างเปล่า" ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในบทความเรื่อง"อารมณ์ตะวันตก"มีการหยิบยกหนังสือ Tuesdays With Morrie ขึ้นมาเขียนถึงด้วยความชื่นชมเช่นกัน มีความว่า

"คำตอบที่มอร์รีมีต่อโลกและชีวิตไม่ได้เหมือนกับกระแสหลักที่ชี้นำสังคมอเมริกันอยู่เลย มอร์รี่เน้นเรื่องความรักและความเมตตาที่มนุษย์พึงมอบให้กัน และยอมรับการเกิดแก่เจ็บตายได้อย่างสง่างาม..."

กล่าวถึงที่สุดแล้ว ถ้อยคำสนทนาระหว่างอาจารย์-ลูกศิษย์คู่นี้คือการมองย้อนชีวิตในทุกๆด้าน รวมทั้งยังกล่าวถึงความตายได้อย่างลึกซึ้ง เปี่ยมความหมาย

ด้วยความชื่นชอบเป็นส่วนตัว ทำให้ผมสนใจเรื่องราวของ มิตช์ อัลโบม ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ และตามอ่านเรื่องราวที่เขาเขียนไว้ตามแหล่งข้อมูลที่พอจะค้นหาได้อยู่เนืองๆ

ว่าไปแล้วมิตช์ อัลโบม น่าจะเป็นแบบฉบับของ "อเมริกัน ดรีม" ได้อย่างสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง

หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแบรนดีสซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาได้พบกับคุณครูมอร์รี่แล้ว มิตช์เริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อปี 1981 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาให้กับหนังสือพิมพ์ Queens Tribune ในนิวยอร์ก ก่อนจะลงหลักปักฐานกับ Detroit Free Press ในปี 1985 มาจนถึงปัจจุบัน

แม้จะเป็นเพียงนักข่าวกีฬา แต่ทรรศนะ การมองโลกของมิตช์มีความลึกซึ้ง มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ในรายงานของมิตช์มักจะให้ความสำคัญกับชีวิตและความเป็นมนุษย์

แม้จะเป็นซูเปอร์สตาร์ที่มีรายได้ปีละหลายร้อยล้าน แต่เขามักจะแจกแจงให้เห็นว่าชีวิตของสุดยอดนักกีฬาก็เป็นเหมือนปุถุชนทั่วไปเช่นกัน มีความผิดพลาด เหงา เศร้า มีด้านที่สมหวัง แต่ก็มีด้านที่ขื่นขมเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ชื่อของมิตช์ อัลโบม จึงได้รับการยอมรับในเวลาอันรวดเร็ว ได้รับการเสนอชื่อเป็นคอลัมนิสต์กีฬาอันดับ 1 ของสหรัฐเป็นเวลาหลายปี และมีงานเขียนปรากฎในหนังสือดังๆมากมายไม่ว่าจะเป็น Sport Illustrted ,GQ, Sport, The Newyork Times

ไม่เพียงแต่เท่านั้น มิตช์ยังจัดรายการทางวิทยุ มีรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์เป็นของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งล้วนแต่ทำได้ดีทั้งสิ้น

และหลังจากออกหนังสือ Tuesdays With Morrie จนกลายเป็นหนังสือเบสต์ เซลเลอร์สขายดิบขายดีไปทั่วโลก เขาจึงได้รับการยอมรับในฐานะ "นักเขียน" อีกสถานะหนึ่ง

คอลัมน์ของมิตช์ในหนังสือพิมพ์ Detroit Free Press มีตีพิมพ์ทุกวัน แต่ในฉบับวันอาทิตย์เขามักจะฉีกแนวหันไปพูดถึงเรื่องหนัง ดนตรี ศิลปะ ครอบคลุมไปถึงการเมือง ปรัชญาและการดำเนินชีวิต ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความสามารถและความสนใจอันหลากหลายนั่นเอง

แน่นอน,ด้านหนึ่งในฐานะผู้เขียน Tuesdays With Morrie ทำให้ข้อเขียนในคอลัมน์ของมิตช์ใน Detroit Free Press มีน้ำหนักอยู่พอสมควร นอกจากนั้น มิตช์ อัลบอมยังมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีบทความ มีบทสัมภาษณ์ ข้อมูลอันมีสาระอยู่มากมาย

เรื่องที่เขาเขียนถึง หรือหยิบมาพูดคุยผ่านเว็บไซต์ของตัวเองบ่อยหนในระยะหลังก็คือสงครามสหรัฐ-อิรัก แม้จะมีพื้นฐานเป็นเพียงแค่นักข่าวกีฬา แต่มิตช์ก็วิเคราะห์สงครามหนนั้นได้อย่างลึกซึ้ง

หลายเรื่องทำได้ดีกว่านักข่าวของสำนักข่าวใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็น-บีบีซีด้วยซ้ำไป หลายเรื่องช่วยต่อยอดความคิดได้ดี

แต่บางบทความ ทำให้ผมรู้สึกว่ามิตช์ก็ยังคงเป็นเหมือนคนอเมริกันส่วนมากที่เชื่อมั่น และภาคภูมิในความเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา

รวมทั้งยังมีอาการปริวิตก ขี้กลัวและหวาดผวาต่อศัตรูนอกประเทศเหมือนเพื่อนร่วมชาติส่วนมากอีกด้วย

ครั้งหนึ่ง,ในช่วงสงคราม มิตช์เขียนบทความเรื่อง He can never really leave iraq behind เป็นบทสัมภาษณ์ด็อกเตอร์กาซี่ จอร์จ ศาสตรจารย์ชาวอิรักที่อพยพมาจากแบกแดดเมื่อ 22 ปีก่อนและมาใช้ชีวิตอยู่ในมิชิแกน ซึ่งกล่าวโจมตีความเลวร้ายของรัฐบาลอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซนอย่างไม่มีชิ้นดี "ผมเป็นหนึ่งในคน 20 ล้านที่มาจากอิรัก และเรามี 20 ล้านเหตุผลที่สมควรกำจัดซัดดัม ผมต้องการบอกให้รู้ว่าอะไรที่อเมริกาทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ผมต้องการขอบคุณพวกเขา..."

แม้ในบทความนี้มิตช์จะไม่แสดงความเห็นด้านใดอย่างเด่นชัด แต่ดูเหมือนว่ามิตช์ได้ให้คำตอบบางประการออกมา ใช่-ซัดดัมคือความเลวร้าย แต่บางทีนักข่าวมือดีของ Detroit Free Press อาจลืมไปว่า การก้าวขึ้นสู่อำนาจของซัดดัมนั้นเริ่มต้นเพราะการหนุนส่งจากรัฐบาลอเมริกัน-ไม่ใช่หรือ

และการบุกยึดประเทศอิรักของสหรัฐก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมเช่นเดียวกัน ถ้าซัดดัมคือซาตานร้าย แล้วจอร์จ บุชเล่า-มีอะไรต่างกัน

เปล่า,ผมไม่คิดว่ามิตช์จะทำอะไรผิด เพียงแต่เขาอาจจะหลงลืม หรือละเลยความจริงบางอย่างไปเท่านั้น มันอาจจะเหมือนช่วงเวลากว่า 16 ปีที่มิตช์เหมือนหลงอยู่ในความมืด หลงทาง ก่อนจะพบคำตอบของชีวิตเมื่อเจอกับครูของเขาอีกครั้งนั่นเอง

และด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในใจ ทำให้ผมหยิบ Tuesdays With Morrie ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ที่แม้สงครามสหรัฐ-อิรัก ผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่สถานการณ์ในประเทศไทยกำลังยุ่งเหยิง คุกรุ่นด้วยความขัดแย้งหลายประการ

น่าแปลกที่ผมพานพบว่าคุณครูมอร์รี่ได้พูดอะไรบางอย่างเอาไว้ ซึ่งยังคงความหมายสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสังคมที่กำลังป่วยไข้

และนี่คือถ้อยคำของคุณครูมอร์รี่ที่ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน-อีกครั้ง บางที-เราอาจได้ค้นพบความหมายของคำว่า "ชีวิต" ร่วมกันก็เป็นได้

จิตวิญญาน

"มิตช์,อะไรต่อมิอะไรที่เธอทุ่มเวลาไปตั้งมากมาย งานทั้งหลายทั้งปวงที่ทำอยู่นี่มันอาจจะไม่สำคัญเท่าใดนัก เธออาจจะต้องเผื่อที่ว่างไว้สำหรับจิตวิญญานให้มากขึ้น"

"จิตวิญญานหรือครับ"

"มิตช์,แม้ครูเองจะยังไม่รู้ว่าการพัฒนาทางจิตวิญญานนั้นมีความหมายอย่างไร แต่ครูรู้ว่าเรายังขาดอะไรบางอย่างไป เรามักหมกมุ่นอยู่กับโลกที่เป็นวัตถุนิยมมากจนเกินไปทั้งๆที่มันก็ไม่ทำให้เราพอใจได้เลย แต่ในเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ที่เรามีหรือโลกรอบๆตัวเรา เรากลับเพิกเฉยไม่ใส่ใจ"



ความรัก

"มิตช์,คนในประเทศเราเหมือนกับถูกล้างสมอง ในชีวิตของครู ไม่ว่าครูจะไปทางไหน ครูพบแต่คนที่ตะเกียกตะกายอยากจะได้อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ อยากได้รถคันใหม่ สมบัติชิ้นใหม่ รู้ไหมว่าครูแปลความหมายในเรื่องแบบนี้ว่าอย่างไร ครูว่าคนพวกนี้กระหายความรักมากเสียจนยอมรับอะไรก็แต่ที่จะมาทดแทนความรักนั้นได้" "เงินทองไม่สามารถทดแทนความรักได้ และอำนาจก็ไม่อาจทดแทนความรักได้เช่นกัน

ครูสามารถบอกกับเธอได้ในขณะที่ครูกำลังนั่งรอความตายอยู่นี่ เมื่อเธอต้องการความรัก เธอไม่สามารถหาได้จากเงินทองหรืออำนาจได้เลย"



การอุทิศตัว

"จำที่ครูพูดเรื่องการแสวงหาชีวิตที่มีความหมายได้ไหม ครูเคยจดเอาไว้ แต่ตอนนี้ครูจะท่องให้ฟัง ' จงอุทิศตนเพื่อมอบความรักแก่ผู้อื่น จงอุทิศตนให้กับชุมชนที่เธออาศัยอยู่ และจงอุทิศตนเพื่อสร้างสร้างสิ่งที่จะนำเป้าหมายและความหมายมาสู่เธอ'



วัฒนธรรมของเรา



"คนเราจะร้ายก็ต่อเมื่อถูกทำให้กลัว มิตช์" "นั่นคือสิ่งที่วัฒนธรรมของเราทำกับเรา และคือสิ่งที่เศรษฐกิจของเราทำกับเรา แม้แต่คนที่มีการมีงานทำก็ยังกลัวที่จะตกงาน เมื่อเธอเกิดความรู้สึกกลัว เธอก็จะเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้นและปกป้องแต่ตัวเอง ทั้งหมดนี้มาจากวัฒนธรรมของเราทั้งสิ้น?



ความตาย



"มิตช์ ปัญหามันอยู่ตรงที่เราไม่ได้เชื่อว่า จริงๆแล้วคนทุกคนก็เหมือนกัน ถ้าเรามองเห็นว่าเราทุกคนก็เหมือนๆกันแล้ว เราคงมีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะรวมโลกทั้งโลกให้เป็นเสมือนครอบครัวใหญ่เพียงครอบครัวเดียว และห่วงใยใส่ใจต่อกันเหมือนอย่างที่เราห่วงใยใส่ใจคนในครอบครัวของเราเอง"

"แต่เชื่อครูเถอะ เวลาที่เธอกำลังจะตาย เธอจะเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราทุกคนล้วนมีจุดเริ่มต้นที่การเกิดเหมือนกัน และมีจุดจบที่ความตายเช่นเดียวกัน"

ถ้อยความเหล่านี้ใครอ่านก็เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องปีนกระไดอ่านถึงจะเข้าใจ จะจบป.4 หรือเป็นโคตรเศรษฐี ก็น่าได้อ่านนะ ผมว่า

๑๑.๑๑.๕๐

เรื่องเล่าของ"คอ"สะพาน

ถึงแม้จะเป็นคนดื่มเหล้า แต่ผมไม่ค่อยยอมรับความเป็น “คอสุรา” ของตัวเองเท่าใดนัก เพราะถึงอยากจะมีเหล้ากินทุกวัน แต่ผมก็นิยมดื่มพอประมาณ จิบพออ้วก เน้นความรื่นรมย์ในการดื่มกิน พูดคุย เสียมากกว่า ปะเหมาะเคราะห์ดีเจอเพื่อนร่วมวงประเภทคอหนักก็มักจะเจอค่อนขอดว่าการดื่มเหล้าของผมนั้นมันช่างเหลวไหล หาความเร้าใจไม่ได้เอาเสียเลย
หรืออย่าง “คอหนังสือ” ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ถึงจะชอบอ่านหนังสือแต่มันก็เป็นการตะลุยอ่านดะ อะไรก็ได้ที่มันวางอยู่ตรงหน้า หรืออ่านเพราะชื่อเรื่อง แบบปก แต่หาได้ละเลียดในการค้นหาความหมายในแต่ละบรรทัด หรือพินิจพิเคราะห์กลวิธีในการเขียนอย่างที่ “คอ” ประเภทนี้เค้านิยมกัน บางทีหนังสือที่เขาว่ากันว่าอ่านแล้วเหมือนโดนตีหัวแบะ ผมอ่านแล้วก็เฉยๆ ไม่รู้สึกโดน ขนาดที่ว่าชีวิตต้องเปลี่ยนไปเพราะหนังสือเล่มนึงอะไรประมาณนั้นไม่ใช่ผมแน่นอน
“คอเพลง” หรือครับ อืมม์...ก็เคยพอจะเรียกได้เหมือนกันละครับ แต่มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ตอนนี้ชอบเพลงไหนก็หาโหลดเอาจากอินเตอร์เน็ตบ้าง แผ่นก็อปของเพื่อนบ้าง เครื่องที่ฟังก็เป็นแค่เอ็มพี-3 รุ่นกระป๋องกระแป๋ง ไม่ได้ฟังเครื่องเสียงจากสเตริโอเสียงกระหึ่มอีกต่อไป เรื่องฟังเพลงของผมในปัจจุบันนี่มันหยาบยิ่งกว่าทรายขี้เป็ดเสียอีก จะบอกให้
แล้วผมเป็น “คอ” อะไรกันเล่า
ผมก็จะตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมไม่ได้อะไรนักหนากับเรื่องเหล่านี้ จะอ่านหนังสือ กินเหล้า ฟังเพลง ก็ไม่ได้ยึดเอาอะไรเป็นสรณะ ไม่มีความเชี่ยวชาญในระดับ “คอ” กับเรื่องเหล่านี้
ชีวิตของผมมันก็เรื่อยเปื่อยไปเรื่อยนั่นแหละ ไม่ค่อยจะมีความไฝ่ฝันอะไรเหมือนผู้คนธรรมดาเท่าใดนัก ไม่หวังมีบ้าน มีรถขับ หรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีกะเขา
ครับ...ใครจะว่าผมเพี้ยน แปลกแยก เป็นยอดมนุษย์จืดชืด ไม่ได้ความ ไร้น้ำยาก็ว่ามาเถอะครับ
แต่ผมก็คิดอย่างนี้จริงๆ


แต่ถามมาก็ดีแล้ว ทำให้ผมนึกถึงตัวเองว่า มีอะไรที่เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งนะ มีบ้างมั๊ย
อะไรที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันด้วย ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือสถานที่สักแห่งก็ได้
นึกแล้วก็อึ้งขึ้นมาอย่างทันทีทันใด เมื่อพบคำตอบว่า เกือบจะไม่มีเอาเสียเลย
ใช้คำว่า “เกือบจะ” ไม่ได้หมายความว่าผมค้นพบว่าตัวเองมีความจัดเจน ลึกซึ้ง มีความเป็น “คอ” ในอะไรแขนงหนึ่งขึ้นมาหรอกนะครับ
เพียงแต่มันทำให้ผมหวนระลึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้น
เป็นบางอย่างในอดีต ที่ยังกระทำอยู่ในปัจจุบัน และอาจผูกโยงไปถึงวันพรุ่งนี้
มันคือเรื่องราวเล็กๆ แสนจะธรรมดา ไม่ควรค่าแก่ความสนใจ นี่ถ้าไม่มีใครสะกิดเตือนก็คงเหมือนน้ำก้นบ่อ ที่ทำยังไงก็ไม่มีวันกระเพื่อมขึ้นมาถึงปากบ่อได้
แต่พอสะกิดเข้าเท่านั้นแหละ
มันไหลบ่าเหมือนน้ำล้นทำนบยังไงยังงั้นเชียวแหละครับ


ไม่อยากจะเรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญอะไรนักหรอก แต่ถ้าถามผมว่าอะไรที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันนอกเหนือไปจากทำงาน และธุระส่วนตัวจิปาถะแล้ว
สิ่งที่ผมทำเป็นประจำก็คือการขึ้นลงสะพานครับ
เห็นมั๊ยละว่า มันโคตรจะธรรมดา
แต่เชื่อเถอะครับ สิ่งที่ผมทำจนคุ้นเคยก็คือการขึ้นสะพาน
อันหมายถึงการเดินขึ้น นั่งรถ อะไรอย่างนี้นะครับ
ผมขึ้นลงสะพานอยู่เกือบทุกวันครับ จากสะพานหนึ่งไปอีกสะพานหนึ่ง จากสะพานเล็กไปสะพานใหญ่
เรียกได้ว่าเป็น “คอสะพาน” คนหนึ่ง
เป็น “คอสะพาน” ที่ไม่ได้หมายถึง “คอ” อันเป็นส่วนหนึ่งของสะพานนะครับ
จริงอยู่-ใครก็ย่อมเคยขึ้น-ลงสะพานอยู่เป็นกิจวัตร ไม่มีอะไรแปลก แต่เชื่อเถอะครับ การขึ้นลงสะพานระหว่างคุณกับผม หรือใครๆก็ย่อมแตกต่างกัน
เราย่อมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสะพานที่ไม่เหมือนกัน
และนี่คือเรื่องของผมกับ “สะพาน” ครับ


ถึงแม้พ่อจะเป็นคนอีสาน แม่เป็นคนภาคกลาง แต่ผมนะเป็นเด็กกรุงเทพฯ เป็นเด็กเมืองหลวงเต็มตัวเชียวแหละ
ผมเกิดที่เกียกกาย เขตดุสิต ที่โรงพยาบาลวชิระ ว่ากันตามจริงแล้ว ผมไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตอนเกิดของตัวเองได้มากนัก จำได้แต่เพียงคนอื่นเอามาเล่าให้ฟัง และจำสถานที่บ้านที่ตัวเองเกิดได้พอเลาๆ
บ้านที่ว่า อยู่ในซอยวัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ เป็นบ้านที่อยู่ในตรอกลึกเข้าไป เป็นบ้านไม้ธรรมดา เหมือนบ้านทั้งหลายแหล่ในละแวกนั้น
ครับ-บ้านที่อยู่เป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ คับแคบ ไม่มีพื้นที่ แต่ละบ้านเวลาเข้าออกก็ต้องใช้สะพานไม้ในการสัญจร เวลาเดินต้องระวังให้ดี เพราะถ้าหล่นลงไปก็จะลงไปลอยคอในน้ำครำกันเลยทีเดียว
และตอนที่แม่เจ็บท้องไกล้คลอด ทั้งผมและแม่ก็ต้องผ่านสะพานไม้นี้เหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ
มันเป็นสะพานแรกในชีวิตของผมครับคุณ

พอผมโตขึ้น ผมก็วิ่งเล่นอยู่บนสะพานไม้ในตรอกเล็กๆในซอยวัดประดู่ฯนั่นอยู่นาน
พอเริ่มเรียนหนังสือ ก็ต้องเดินข้ามสะพานออกมานั่งรอรถเมล์อยู่ที่ปากซอย และรถเมล์จะต้องวิ่งขึ้นสะพานเกียกกาย เป็นสะพานปูนเล็กๆที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเวลานั่งรถเมล์ลงจากสะพาน เพราะความสูงชันของสะพานทำให้ผมรู้สึกเสียวที่ท้องน้อย ต้องเอาสองมือเล็กๆจับที่พนักที่นั่งไปเสียทุกคราว เป็นช่วงเวลาที่เหมือนกับตัวเองลืมหายใจเกือบทุกครั้ง
จนป้าๆน้าที่นั่งรถไปส่งที่โรงเรียนยังแซวว่า ผมนะเป็นโรคกลัวสะพานขึ้นสมอง

โรงเรียนของผมอยู่เลยแยกวชิระไปไม่ไกล เป็นโรงเรียนฝรั่งที่ตั้งอยู่ในซอยมิตคาม ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนญวนเป็นส่วนใหญ่
เลยจากโรงเรียนไม่ไกล มีสะพานใหญ่ตั้งเด่นอยู่ มันคือสะพานกรุงธน ซึ่งเป็นสะพานแบ่งเขตระหว่างพระนครกับฝั่งธนบุรีในขณะนั้น
บางทีผมก็จะนั่งมองสะพานแห่งนี้จากตึกเรียน ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเห็นยักษ์ตัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับ เคียงข้างกับสะพานคือแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ช่างกว้างใหญ่ มอเห็นเรือลำเล็ก ลำน้อยวิ่งผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา
สารภาพตามตรง การนั่งดูสะพาน และเฝ้ามองแม่น้ำเจ้าพระยาจากห้องเรียนคือความเพลิดเพลินของผมเป็นที่สุดในยามนั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง บ้านของเราย้ายไปอยู่ฝั่งธน ตรงถนนจรัญสนิทวงศ์ และทำให้ผมต้องนั่งรถผ่านสะพานกรุงธนฯแห่งนี้เสมอ
ห้วงเวลาที่นั่งรถผ่านสะพานแห่งนี้เป็นครั้งแรก ผมพบว่า สะพานก็คือสะพาน ไม่ใช่ยักษ์นอนหลับอย่างที่เข้าใจ และมันก็ไม่ดูสวยงามเหมือนเมื่อมองจากตึกเรียนแม้แต่น้อย
แม่น้ำเจ้าพระยานั้นเล่าก็ไม่ได้ใส มีกลิ่นหอม อย่างที่ผมนึกฝันไว้ บางเวลาก็ขุ่นมัว แถมยังมีกอสวะไหลผ่าน ไม่ได้สวยงามอย่างที่จินตนาการไว้เลย
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังชอบความรู้สึกที่นั่งรถผ่านสะพานและมองไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง เลยไปถึงเวิ้งฟ้าเบื้องไกลนั่นอยู่ดี
มันไม่สามารถอธิบายถึงความรู้สึกได้ด้วยตัวหนังสือหรอกครับ
เหมือนความรู้สึก “ตกหลุมรัก” ใครสักคน
แต่ความรักของผมคือ “สะพาน” ไม่ใช่ “คน” นะซิครับ

หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ผมกับพบกับรักครั้งใหม่อีกครั้ง
รักใหม่ของผมก็คือ “สะพานพระราม 6”
เป็นสะพานที่มีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งสงครามโลก แม้มันจะดูคับแคบ และมีรถยั้วเยี้ยมากกว่าสะพานกรุงธนเป็นไหนๆแต่ผมก็ชอบ
เสน่ห์ของมันก็คือ ทางรถไฟที่คู่ขนานไปกับสะพาน ช่วงเวลาที่น่าเพลิดเพลินที่สุดก็คือ ยามรถไฟส่งเสียวหวูดๆมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงกระชึกกระชักของรถไฟอันเก่าคร่ำคร่า
โรงเรียนแห่งใหม่ของผมตั้งอยู่ไกล้สะพานพระราม 6 เมื่อมองจากหน้าต่างห้องเรียน จะมองเห็นรถไฟวิ่งขึ้นลงวันละหลายรอบ วิ่งผ่านครั้งใดการสอนก็จะหยุดชะงักไปชั่วคราว
หลังจากนั้นนักเรียนในห้องก็จะหันมานับขบวนรถไฟว่ามีกี่ตู้ คู่หรือคี่ จะส่งเสียงหวูดกี่ครั้งกัน
มันเป็นเกมที่มีเล่นเฉพาะโรงเรียนของเราเท่านั้น
แต่เรื่องราวระหว่างผมกับสะพานแห่งนี้ ทางรถไฟ และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ความทรงจำที่งดงามเท่านั้น
มีอดีตที่อยากลืมเกิดขึ้นเช่นกัน
เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ในตอนเช้าที่มีหมอกในตอนเช้าๆโรยตัวกันอยู่เหนือสะพาน แม้จะมองมาจากห้องเรียนแต่มันก็ช่างสวยงามเหลือเกิน แต่เสียดายที่มันเป็นวันที่เกิดเรื่องเศร้าเกิดขึ้น
ในตอนสายของวันเดียวกัน ทุกคนในโรงเรียนได้รับข่าวว่า นักเรียนสาวรุ่นพี่คนสวยที่เป็นที่หมายปองของใครหลายคนในโรงเรียน ฆ่าตัวตายด้วยการให้รถไฟทับ หลังจากทะเลาะกับพี่ชาย แต่บ้างก็ว่าผิดหวังในความรัก
บางคนก็บอกเข้าใจผิดกันไปใหญ่ คนบ้าที่ไหนจะยอมให้รถไฟทับตายกันง่ายๆ เธอคนนั้นคงเดินพลาดจนเกิดอุบัติเหตุเสียมากกว่า
ผมและเพื่อนในห้องหลายคนได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้อง ไม่มีใครกล้าไปดูศพ เพราะมันคงไม่น่าดูนักหรอก
ที่สำคัญ ผมและเพื่อนเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยม ไม่มีใครชอบเห็นความเศร้า ความผิดหวัง ไม่อยากมีความทุกข์นักหรอก
แต่หลังเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน ผมและเพื่อนบางคนเดินขึ้นไปบนสะพานในยามหัวค่ำ มองออกไปในแม่น้ำเบื้องล่าง มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแสงตะเกียงวอมแวมจากเรือนไม้ที่ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ กลิ่นดอกไม้ลอยมาปะทะจมูก แล้วผมกับเพื่อนก็ยกขวดเหล้าที่เตรียมกันมาขึ้นดื่มกันคนละอึก โดยไม่ได้พูดอะไรกัน
รู้แต่ว่ามันคลายความเศร้าลงไปได้นิดหนึ่ง


ผมยังพักอาศัยอยู่ที่ละแวกจรัญสนิทวงศ์เหมือนเดิม ยังนั่งรถขึ้นสะพานอยู่ตามปกติ
แต่สะพานที่นั่งรถข้ามอยู่ทุกวันคือสะพานพระราม 7 ซึ่งใหญ่โต มีเส้นให้รถวิ่ง 4 เลน แต่ก็ยังเป็นเส้นที่รถติดอยู่เหมือนเดิม
ส่วนสะพานพระราม 6 ปิดลงอย่างถาวร เปิดไว้เพื่อให้รถไฟวิ่งผ่านเท่านั้น
และผมก็ห่างเหิน “สะพาน” ของผมไปนานเหลือเกิน
แต่วันนี้ระหว่างที่ผมนั่งรถติดอยู่บนแท็กซี่บนสะพานพระราม 7 อะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมจ่ายเงินกับโชฟอร์ แล้วก้าวลงจากรถกลางคัน เดินย้อนไปทางสะพานพระราม 6 เพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ
“สะพาน” ของผมทรุดโทรมไปตามเวลา รวมทั้งโรงเรียนเก่าของผมนั่นด้วย ท่าน้ำที่เคยเป็นศาลาให้ไปนั่งเอกเขนก กลายเป็นร้านอาหารริมน้ำใหญ่โตไปแล้ว ต้นก้ามปูที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้มหายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยเสาปูนซีเมนต์ เลยไปอีกนิดสวนที่เคยโดดเรียนไปปีนต้นไม้เล่นก็สูญหายไปแล้วเช่นกัน
ผู้คนเดินสวนไปมาอย่างรีบเร่ง ไม่น่าแปลกใจนักหรอก เพราะเลยจากที่ตั้งโรงเรียนเก่าเป็นที่ตั้งของอู่รถประจำทางหลายสาย ชักช้ารถก็จะออกไปเสียก่อน เวลาของผู้คนวันนี้เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น
ผมนั่งลงเงียบๆตรงท่าน้ำหลังโรงเรียนเก่า ลมพัดรวยรินมาจากแม่น้ำ เงยหน้าขึ้นไปมองเห็น “สะพาน” ของผมตั้งเด่นอยู่ที่เดิม เพียงแต่วันนี้มีแต่ความเงียบเหงาปกคลุมแทน
ผมอยากได้ยินเสียงรถไฟวิ่งกึงกังผ่านสะพานของผมอีกสักครั้ง


เป็นอีกวันที่ผมปล่อยเวลาให้อดีต
ผมย้อนกลับมาที่สะพานกรุงธนอีกครั้ง เพื่อจะออกไปรำลึกความหลังเก่า
ผมก้าวเดินขึ้นสะพานในขณะที่แดดยามบ่ายอ่อนแรงลงไป มีเด็ก ผู้ใหญ่ สาละวนอยู่กับการหย่อนเบ็ดลงแม่น้ำ ในขณะที่รถบนสองฝั่งของสะพานแน่นขนัด และคงจะติดยาวมากกว่านี้เมื่อโรงเรียนละแวกนี้ปล่อยเด็กกลับบ้าน
ในแม่น้ำ มีเรือลำใหญ่ จอดเรียงรายทั้งสองฟากฝั่ง ร้านอาหาร โรงแรม ผุดสะพรั่งขึ้นเต็มไปด้วย และทำให้สะพานที่ผมคุ้นเคยเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน
แต่มันไม่ทำให้ผมเศร้าได้อีกต่อไป
เพราะผมบอกกับตัวเองว่านี่คือวัฎจักรของชีวิต ไม่มีอะไรจะคงอยู่ได้ตลอดไป มีรุ่งเรืองก็ต้องมีเสื่อมโทรม
ว่าไปแล้วมันก็เป็นแค่สะพานที่มีความทรงจำของผมอยู่ในนั้น แต่ในวันหนึ่งก็ต้องมีคนรุ่นต่อไปมานั่งโหยหาอดีตเหมือนอย่างที่ผมกระทำอยู่เช่นกัน
กลิ่นแม่น้ำอันแสนจะคุ้นเคยลอยเข้ามากระทบจมูก มีลมอ่อนโชยมาแผ่วๆ ผมกำลังก้าวลงจากสะพาน และกำลังมุ่งไปสู่ที่หมายเบื้องหน้า
มันอาจจะมี “สะพาน” ที่รอผมอยู่เบื้องหน้าอีกมากมายนัก
ใครจะรู้ละ มันอาจเป็นสะพานที่สร้างความรื่นรมย์ เพลิดเพลิน ให้กับ “คอสะพาน” เยี่ยงกว่าในอดีตก็เป็นได้
ว่าแต่ว่าผมเล่าเรื่องสะพานของผมให้ฟังแล้ว
คุณละครับ มีเรื่องเล่าของสะพานของคุณให้ผมฟังบ้างหรือเปล่า
ผมอยากฟัง

ช้างกับกิ่งไม้

คุณเคยได้รับเมล์ข้อความประเภทนี้หรือเปล่าครับ
ระบบของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องถ่อสังขาร รอรถติดไปทำงาน ความเชื่อที่ว่าคนที่ทำงานรายได้ดีกว่าคุณเป็นคนเก่งกว่าคุณ ซึ่งนั่นหาใช่ความจริงไม่
คุณคือใคร? คนที่ประสบความสำเร็จ-คนที่ล้มเหลว-คนที่พยายามจะประสบความสำเร็จการโพสต์ในเว็บเป็นธุรกิจเงินแสนต่อเดือน?
คุณเคยคิดไหมว่าน่าจะมีวิธีทำเงินได้ดีกว่านี้ ในสมัยเรียนเคยมีอาจารย์ท่านใด สอนให้คุณรู้จักวิธีสร้างความร่ำรวยบ้าง พวกเราเรียนหนังสือมาชั่วชีวิต แต่ไม่มีวิชาใดเลย ที่สอนให้เราร่ำรวยมั่งคั่ง
ลองคลิกเข้าไปดูข้อความ ก็จะได้ความหมายคล้ายๆกัน เป็นการชักชวนให้ลงทะเบียน สมัครเป็นสมาชิก เข้าร่วมงาน ทั้งที่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะได้รับผลตอบแทนอย่างที่เขียนโน้มน้าวเอาไว้เลย
เมล์ประภทนี้เป็นเมล์ขยะ-ที่ไม่ควรค่าแห่งความสนใจแม้แต่นิดเดียว
แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีเมล์ขยะประเภทนี้ส่งเข้ามา จะด้วยเพราะผมมีเวลาว่างเหลือเฟืออะไรก็ตามแต่ แต่เมื่อลองคลิกเข้าไปดูเล่นๆ กลับได้ค้นพบข้อความที่เป็น “ของใหม่” ในเมล์ประเภทนี้ และต้องยอมรับว่าน่าสนใจไม่เลวเลยทีเดียว
มันเป็นเรื่องของ “ช้างกับกิ่งไม้”
“นานมาแล้ว ชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง โดยล่ามโซ่ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่ พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้ ความพยายามหลายๆครั้งแล้วทำไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่า ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอสมควรแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง และเชื่อว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้ ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ มันจะไม่หนีไปไหน อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ เราเองก็คงไม่ต่างอะไรกับช้าง เราเชื่อไปเองว่าเราไม่อาจหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ความเชื่อนี้จะฝังหัวเรามากขึ้นๆ จนในที่สุดมันกลายเป็นความจริงในจิตใต้สำนึก แต่ถึงที่สุดเราเองต้องตัดสินใจและตระหนักให้ได้ว่า สิ่งที่ผูกติดเราไว้ ไม่ใช่ต้นไม้หรือหรือขอนไม้ที่ใหญ่โต มันเป็นเพียงกิ่งไม้เล็กๆ สิ่งสำคัญก็คือเราต้องเริ่มต้นที่จะกล้าหักกิ่งไม้นั้นทิ้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์”
ช้างกับกิ่งไม้ นำมาจากหนังสือ The Elephant & The Twig ของ Geoff Thomson เท่าที่ทราบมีฉบับแปลเป็นภาษาไทยวางขายมาหลายปีแล้ว ซึ่งไม่รู้ทำอีท่าไหน ถูกโยงมาเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตไปเสียได้ เป็นธุรกิจที่ดำเนินการจริง หรือหลอกลวงก็ไม่ทราบได้
แต่เอาเถอะ-”ช้างกับกิ่งไม้” ก็มีคุณค่าบางอย่างในเนื้อหาที่น่านำเอาไปคิดต่อ “ช้างกับกิ่งไม้” ไม่ได้เป็นปรัชญาที่ซับซ้อน ลึกซึ้งอะไรนัก “ความคิด” ในเนื้อหาที่สื่อออกมา หากแปลความหมายผิดเพี้ยนไปก็อาจกลายเป็นทางเลือกอันตรายเสียด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอมองเห็น “ความดีงาม” ที่สอดแทรกอยู่ในนั้น
บอกตามตรง บางแง่มุมใน “ช้างกับกิ่งไม้” พ้องพานกับความรู้สึก “การเริ่มต้น” ของการ “คิดการเล็ก” ในหลายแวดวงได้อย่างกลมกลืน
แน่นอน-การเริ่มต้นของการคิดการเล็กนั้น บางทีก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะรู้สึกว่าตัวเองคือช้างที่ถูกล่ามโซ่-มันไม่ได้เลวร้ายหรือหดหู่อะไรอย่างนั้น
แต่เสียงเรียกร้องให้คนหนึ่งก้าวออกเดิน เพราะต้องการแสวงหาความลึกลับในป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์เบื้องหน้า นั่นต่างหากที่น่าใคร่ครวญหาคำตอบ
มันเป็นเรื่องของ “หัวใจ” ล้วนๆไม่มีก้อนกรวดปน
มีนักเขียนหนุ่มบางคนเคยให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับผมแล้ว การรักในสิ่งที่ทำและได้ทำในสิ่งที่รักควบคู่กันไป คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ส่วนผลที่ตามมาหลังจากนั้นทั้งเลวและร้ายก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป “
แม้จะฟังดูเขื่องๆหน่อย แต่มันก็ใช่เลย
อย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้มีความสุขกับการเกิดเป็น “ช้าง” ทุกคนครับ
ไม่ว่าคุณจะถูก ” ล่าม ” เอาไว้หรือไม่ก็ตาม