(1)
หลี่มู่ แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวพร้อมด้วยนายทหารมือดีหมู่หนึ่งควบม้านำหวูไว่ จากที่พักรบในชายป่าด้านหนึ่งมาจ่อประชิดอยู่หน้ากำแพงเมืองเว่ยแล้วในขณะนี้
ในขณะที่กองทัพของกองกำลังเมฆขาวทางด้านหลังได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่คาดฝัน
เมืองเว่ย อาจไม่ใช่ฐานที่มั่นใหญ่ของกองทัพอัศวินดำก็จริง แต่หลังจากขุนพลอู๋ซีใช้กำลังเข้ายึดครองแล้ว เชื่อว่าต้องสั่งสมกำลังคนไว้ไม่น้อยเลย หากมีการปะทะแตกหักกันจริงระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่ายยากจะคาดเดานักออกผลจะลงเอยออกมาเช่นไร
หลังจากทั้งหมดปักหลักรออยู่ชั่วอึดใจ กำแพงเมืองก็เปิดออก อู๋ซี ควบม้าฝ่าออกมา โดยมีทหารของอัศวินดำจำนวนหนึ่งเดินตามออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไร้วิญญาน และท้ายแถวคือ เอียนซี และเหล่าทหารของกองกำลังเมฆขาวที่โดนจับกุมตัวมา ในจำนวนนั้นรวมถึง 2 ทหารใหม่ เรียว-อากิ เด็กหนุ่มจากเมืองเซียงอู่ด้วย
“เป็นไงเจ้าหนุ่มหวูไว่…พบกันอีกแล้วซินะ” ขุนพลอู๋ซีพูดขึ้นมาขณะที่มองมาที่เด็กหนุ่มอย่างไม่วางตา
ใช่แล้ว-หวูไว่ เคยเจอกับ ขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำมาครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ ซึ่งครั้งนั้นหากไม่ได้นักพรตเฒ่าผู้นั้นช่วยเหลือไว้ ป่านนี้เขาก็คงตกอยู่ในกำมือของพวกอัศวินดำไปแล้ว
ส่วนในขณะนี้ แม้จะมีทหารของกองกำลังเมฆขาวยืนรายล้อมอยู่ แต่หวู่ไว่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ มือเย็นเฉียบขึ้นมา ไม่รู้จะพูดตอบโต้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างไรดี
“ได้เวลาแล้วกระมัง ขุนพลอู๋ซี” หลี่มู่ กล่าวขึ้นมา
อู๋ซียิ้มพลางพยักหน้า แล้วยกมือเป็นสัญญาน
ในไม่ช้า ทหารอัศวินดำก็รุนร่างของเหล่าเชลยที่ถูกมัดมือไพล่หลังให้ก้าวเดินตรงไปข้างหน้า ในขณะที่หลี่มู่ก็หันมาพยักเพยิดให้หวูไว่ ก้าวเท้าลงจากม้าและเดินตรงไปยังกำแพงเมือง
เป็นการแลกตัวที่กระทำกันอย่างง่ายๆ แต่สำหรับเด็กหนุ่มจากเมืองเซียงอู่แล้วตกใจแทบตาย กว่าที่เขาจะก้าวเท้าได้แต่ละก้าวเป็นไปอย่างยากลำบากเหลือเกิน ยิ่งมองไปที่อาการถมึงมึงของทหาร 2 ฝ่ายที่จ้องมองกันอย่างไม่วางตาด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำเอาหัวใจหล่นไปกองอยู่ตาตุ่ม
แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อหวูไว่เดินสวนกับเอียนซีและพวก หวูไว่ก็ยังมีแก่ใจพยักเพยิดและยิ้มให้ ก่อนที่จะมีทหารอัศวินจำนวนหนึ่งเข้ามากระชากลากถู และใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง และรุนตัวให้เดินไปที่กำแพงเมืองโดยเร็ว
“หวูไว่…หวูไว่เว๊ย รักษาตัวด้วยนะ แล้วพวกเราจะหาทางช่วย” เรียวนั่นเองที่ตะโกนมา เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้นอกจากหน้าพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองทางคุณหนูเอียนแว่บหนึ่ง
แต่เพียงสบตากันเพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว-เด็กหนุ่มรู้สึกโล่งอกเมื่อเห็นหญิงสาวปลอดภัยดีแล้ว
ในไม่ช้าเด็กหนุ่มก็ถูกรุนร่างหายลับเข้าไปในกำแพงเมือง พร้อมกับเหล่าทหารอัศวินดำเหล่านั้น
ในขณะที่เอียนซี และพวกก็พากันทรุดฮวบลงเมื่อเดินไปถึงบริเวณที่หลี่มู่และทหารกองกำลังเมฆขาวยืนปักหลักระแวดระวังอยู่
(2)
ธรรมดาแล้ว เมื่อหลี่มู่นั่งวางแผนการรบอยู่กับทหารคู่ใจในกระโจมแล้ว ไม่อนุญาติให้ใครคนหนึ่งวิ่งพรวดเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาติ
แต่เมื่อมีร่างหญิงสาวในชุดขาวทะยานเข้ามา แม่ทัพหวูไว่ไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น ยังโพล่งถามออกไปด้วยว่า
“ซียี้…ทำไมเจ้าไม่พักผ่อนเล่า ออกมาที่นี่ทำไม”
จะเป็นใครไปได้เล่า เอียนซี-นางสิงห์คะนองศึกนั่นเอง
แต่เมื่อมองเห็นสีหน้าอันขึงขังของคู่หมั้นสาวแล้ว แม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวก็เม้มริมฝีปาก โบกมือให้นายทหารที่กำลังร่วมกันวางแผนการรบออกไปชั่วครู่
“พี่หลี่ ท่านทำอะไรของท่าน ข้าได้ยินว่าท่านสั่งให้พวกเราถอนกำลังออกจากที่นี่ แล้วหวูไว่ละ…” หญิงสาวละล่ำละลักกล่าว
“นั่งก่อนเถิด ซียี้” หลี่มู่พูดแล้วเดินไปรุนหลังให้คู่หมั้นสาวนั่งลง
“สงบใจฟังข้าก่อนเถิด อย่าใจร้อนไปเลย”
“แต่นี่…”หญิงสาวพยายามเถียง จนคู่หมั้นหนุ่มต้องโบกมือห้าม
“เจ้าอาจเป็นคู่หมั้นของข้า แต่ในฐานะจอมทัพของกองกำลังเมฆขาวเจ้าต้องปฎิบัติตาม และข้าก็มีเหตุผลด้วย”
“เหตุผลอะไรเล่า…อย่าลืมว่าหวูไว่ช่วยข้าและทหารของเราไว้นะ” เอียนซีเถียงพลางขมวดคิ้ว
หลี่มู่ ก้าวเดินช้าๆแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆคู่หมั้นสาวพลางกล่าวว่า
“อย่าลืมว่า นี่เป็นพื้นที่ซึ่งกองทัพอัศวินดำเข้ายึดครอง ทั้งในเมืองเว่ย และบริเวณไกล้เคียงคงมีการวางกำลังเพื่อรับมือเราไว้อย่างแน่นหนาแล้ว และมันไม่ใช่ชัยภูมิที่เราได้เปรียบแม้แต่น้อย ข้าสั่งให้เราถอยเพื่อความปลอดภัยของทหารทุกคนนะ”
“แต่ว่า…”นางสิงห์คะนองศึกพูดค้านแต่น้ำเสียงแผ่วเบาลงไปจากตอนแรก
“ข้าเข้าใจว่าเจ้าเป็นห่วงเด็กหนุ่มคนนั้น และข้าก็ต้องบอกว่านับถือในน้ำใจของเด็กหนุ่มหวูไว่ด้วยเหมือนกัน แต่เชื่อเถอะว่า เขาจะไม่เป็นไร พวกอัศวินดำไม่ได้คิดแผนนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อต้องการกำจัดเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวหรอก หวูไว่ยังมีประโยชน์ต่อนายพลซื่อชาง เขาจะต้องอยู่รอดปลอดภัย เราเพียงแต่ต้องรอโอกาสเท่านั้น”
“รอคอยโอกาสเช่นนั้นหรือ…”
หลี่มู่ผงกศรีษะกล่าวว่า “ใช่แล้ว…ที่สำคัญนี่เป็นคำร้องขอของหวูไว่เอง”
“อะไรนะ…” เอียนซีแผดเสียงขึ้นด้วยอาการตกใจ
“ซียี้…เป็นความจริง ตอนที่เราจะนำตัวเขามาแลกกับพวกเจ้านั้น หวูไว่แจ้งกับข้าเองว่าไม่ต้องการให้มีการเสียเลือดเนื้อของทหารของเราต่อไปอีก…”
เอียนซี ผลุดลุกขึ้นพึมพำเสียงดังอยู่ในลำคอครู่หนึ่ง แล้วเดินสะบัดออกไปจากกระโจม ไม่ฟังเสียงเรียกของคู่หมั้นหนุ่มแม้แต่น้อย
ในที่สุดสงครามครั้งแรกของหวูไว่-เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ จึงจบลงด้วยการเสียสละตัวเอง ไม่มีใครต้องเสียเลือดเนื้อเยี่ยงนี้เอง
(3)
หลังจากถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องพักได้ราว 3 วัน หวูไว่ก็ได้ยินข่าวว่า กองกำลังเมฆขาวได้ถอนกำลังออกไปจากชายป่าทางด้านนอกของเมืองเว่ยแล้ว ทำให้เด็กหนุ่มคลายใจลงไปมาก
แต่ต่อจากนั้นเขาก็ได้แต่กระสับกระส่ายไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเองนับจากนี้ จะถูกจับตัวไปอยู่ที่ไหน จะถูกจับฆ่าหรือเปล่า หรือว่าจะขังเขาไว้เฉยๆอย่างนี้
แต่เช้าวันนี้ เขาก็ได้คำตอบ
ขุนพลอู๋ซี-ขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำรอเขาอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ และเมื่อเจอหน้ากัน ขุนพลหนุ่มผู้นี้ไม่ได้กล่าวอะไรกับเขาเลยนอกจากคำว่า
“ตามข้ามา…ข้าจะพาเจ้าไปพบกับใครบางคนที่ตึกบัญชาการใหญ่”
จากนั้น หวูไว่ก็ถูกนำตัวเดินจากเรือนพักที่คุมขังมุ่งตรงไปยังตึกบัญชาการใหญ่ที่อยู่ห่างไม่ไกลนัก
ในที่สุด หวูไว่ก็เดินมาถึงห้องโถงใหญ่ เป็นห้องโล่งๆที่ไม่มีทหารอัศวินดำยืนเฝ้าอยู่เหมือนเส้นทางที่ผ่านมา ทุกอย่างดูเงียบสงัด
มีผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ ชายผู้นั้นอยู่ในชุดทหารเต็มยศ เอามือไพล่หลัง เงยหน้ามองรูปวาดมังกรขนาดยักษ์บนกำแพงอย่างสนใจ
“มาแล้วครับท่านนายพล” อู๋ซีพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และค้อมหลังลงน้อยๆด้วยอาการนอบน้อมต่อชายร่างใหญ่เบื้องหน้า
“ว่าไง หวูไว่”
ชายร่างสูงใหญ่กล่าวทักทายก่อนจะค่อยๆหันหน้ามาทางหวูไว่อย่างช้าๆ
แม้จะไม่เคยเห็นหน้าชายผู้นี้มาก่อน แต่เด็กหนุ่มรู้แทบจะในทันทีว่าชายผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ท่านคือ…ท่านคือนายพล…เอ้อ” เด็กหนุ่มพูดเสียงตะกุกตะกักขึ้นมาทันที
ตอนนี้เขาเห็นใบหน้าของนายพลซื่อชาง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำได้อย่างชัดเจนแล้ว
ใบหน้าของนายพลซื่อชางไม่ได้ดุร้ายอย่างที่หวูไว่คิดไว้แต่แรก หนวดเหนือริมฝีปาก และเคราอันดกดำไม่ได้ทำให้ดุร้าย น่าหวาดกลัว แต่แสดงให้เห็นถึงความมีอำนาจ ความเด็ดขาดเสียมากกว่า
แต่สิ่งที่ทำให้หวูไว่หนาวไปถึงไขสันหลัง และมีอาการสั่นเทิ้มขึ้นมาก็คือ ดวงตาทั้งสองข้างของท่านนายพลที่เพ่งมองมาอย่างไม่วางตานั่นเอง เพราะมันช่างเย็นชา ไร้ความรู้สึก ราวกับไม่มีวิญญานอะไรปานนั้น
“ใช่จริงๆ ใช่เจ้าจริงๆ”นายพลซื่อชางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ดวงตาลุกวาววาม เก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้ไม่ไหว
“เจ้าคือเด็กหนุ่มคนนั้น” นายพลพูดเบาๆเหมือนกระซิบกับตัวเอง
“ข้า…ข้า…เอ่อ…คงไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ท่านตามหาหรอกกระมัง ท่านน่าจะดูผิดคนมากกว่า” หวูไว่ตอบเสียงสั่น หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
“ฮ่า” ท่านนายพลเงยหน้าหัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา
“หวูไว่เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา เพราะไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่โต้เถียงข้ามาก่อน เพราะคนที่ทำอย่างนั้นไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอด รู้ไว้ด้วย” นายพลซื่อชางพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“ถ้าข้าบอกว่าใช่ก็คือใช่ ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ เจ้าหนุ่ม”
ฟังแค่นี้ หัวใจของเด็กหนุ่มจากเมืองเซียงอู่ก็หล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
แล้วแต่ชะตากรรมเถอะ เด็กหนุ่มบอกกับตัวเอง
(4)
“หวูไว่ เจ้านี่บอบบางนัก ตอนเด็กๆเจ้าคงไม่ค่อยได้กินอาหารดีๆมากนัก แล้วก็เอาเวลาเที่ยววิ่งไปวันๆ ใช่มั๊ยเล่า”
แม้จะเป็นคำถามที่คาดคั้นไปหน่อย แต่น้ำเสียงที่ไม่กระแทกกระทั้นเหมือนครั้งแรกที่เจอหน้ากัน ก็ทำให้เด็กหนุ่มจากเซียงอู่คลายความกลัวในตัวของนายพลซื่อชางลงไปมาก ไม่รู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออกเหมือนนาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะกล่าวโต้ตอบอะไรออกไป
และโดยไม่คาดฝัน นายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำ เดินมาตบบ่าหวูไว่จนต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นมา
นายพลซื่อชางมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าหวูไว่อยู่มาก ทุกครั้งที่ต้องตอบคำถามเด็กหนุ่มจึงต้องแหงนหน้าพูด และในขณะนี้ในห้องโถงใหญ่มีเพียงท่านนายพลกับหวูไว่เท่านั้น
“เจ้าต้องมีจิตที่สงบนิ่ง เพราะเมื่อจิตสงบนิ่งเจ้าก็จะสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง” หวูไว่นึกถึงคำสอนของเฒ่าลู่ และรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
“เจ้าอาจไม่รู้ตัว มีบางอย่างในดวงตาของเจ้าที่บอกกับข้าว่าเจ้าไม่เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปที่ข้าเคยพบ” นายพลซื่อชางเริ่มต้นอีกครั้ง
หวูไว่ไม่พูดอะไร พยายามคุมสมาธิให้มั่น
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องอาณาจักรที่สาปสูญบ้างมั๊ย เจ้าหนุ่ม”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ ใคร่ครวญวิธีที่จะพูดเพื่อไม่ให้สถานการณ์ของตัวเองต้องเลวร้ายกว่านี้
“ข้าไม่รู้จักท่านนายพล และมองไม่เห็นเหตุผลที่ท่านต้องให้ความสนใจความมีอยู่ของอาณาจักรที่สาปสูญอะไรนั่น มันน่าจะเป็นเพียงข่าวที่ร่ำลือกันไปเท่านั้น และที่สำคัญมันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับข้าได้เลย”
นายพลผู้ยิ่งใหญ่เพ่งตามองเด็กหนุ่มพลางยิ้มน้อยๆอย่างพออกพอใจ
“ข้าจะบอกความลับให้อย่าง อาณาจักรที่สาปสูญไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมา และมันเกี่ยวกับเจ้าโดยตรงทีเดียว”
“หา…”
นายพลผู้ยิ่งใหญ่ใช้แขนรั้งตัวให้หวูไว่ลุกขึ้นยืน แล้วลากตัวเด็กหนุ่มด้วยมือข้างเดียวออกไปจากห้องโถงใหญ่ และก้าวเดินผ่านพวกทหารองครักษ์ที่พากันก้มหน้า พลางหลีกทางให้ และไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่คนเดียว
หวูไว่แข้งขาอ่อน ใจสั่น ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะถูกนำตัวไปที่ไหน และเขาจะต้องพบเจอกับอะไรอีก
(5)
หลังจากถูกลากถูมาได้พักใหญ่ หวูไว่ก็พบว่าตัวเองกำลังมายืนอยู่ในห้องนอนห้องหนึ่ง เป็นห้องโล่งที่กว้างขวาง ไม่มีสิ่งประดับในตัวห้องมากมายนัก นอกจากเตียงนอนใหญ่ แล้วก็โต๊ะใหญ่ตรงมุมหนึ่ง
แต่ที่สะดุดตาก็คือ ภาพวาดภาพหนึ่งบนผนังห้อง ซึ่งในขณะนี้นายพลซื่อชางกำลังจ้องมองอย่างไม่วางตา แล้วก็พูดเหมือนคำรามว่า
“เจ้าดูภาพนั่นซิ เห็นอะไรมั๊ย…”
หวูไว่เพ่งมองภาพนั้นอย่างละเอียด ก่อนจะนิ่งตะลึงกับภาพที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า
ในภาพนั้น เป็นภาพของดินแดนประหลาดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นภาพของเมืองใหญ่ที่มีปราสาทสวยงามราวกับสวรรค์สร้างผุดขึ้นมามากมาย แต่ที่งดงามที่สุดก็คือ ราชวังสีขาวที่ตั้งตระหง่านขึ้นมาราวกับเป็นที่อยู่ของเทพแห่งสวรรค์
ดูเหมือนเป็นภาพเขียนที่แสดงให้เห็นถึงอาณาจักรแห่งหนึ่งที่รุ่งเรือง มีความยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
และในมุมหนึ่งของภาพ ปรากฎร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ยืนเคียงข้างกับชายชราในชุดเสื้อคลุมยาวสีเทา ด้วยสีหน้ายิ้มน้อยๆ
เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียด หวูไว่ถึงกับแข้งขาสั่นขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
ภาพนั้นบรรจงเขียนด้วยเส้นและสีที่งดงาม และใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นเรียวยาว ดวงตากลมโต คิ้วเรียวยาว
แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาก็คือ ดวงตาสีฟ้าใส และเส้นผมสีทองของเด็กหนุ่มในรูปวาด
และมันเป็นใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับเขาเสียเหลือเกิน
ถ้าจะเรียกให้ถูกก็ต้องบอกว่า ภาพเด็กหนุ่มในรูปเป็นคนๆเดียวกับหวูไว่อย่างไม่ต้องสงสัย
“คราวนี้เจ้ารู้หรือยังละว่า เจ้าเกี่ยวข้องกับอาณาจักรที่สาปสูญเพียงไร เจ้าหนุ่ม” นายพลซื่อชางกล่าวด้วยเสียงกังวาน
หวูไว่ไม่มีอะไรจะตอบ นอกจากเพ่งมองภาพวาดนั้นด้วยอาการตะลึงงัน
“มันคือ…”
“ข้าต้องใช้เวลา สรรพกำลังมากมายกว่าจะหาภาพอันมีคุณค่าภาพนี้มาได้ มันไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาหรอกเจ้าหนุ่ม อาณาจักรที่สาปสูญเป็นเรื่องจริงที่มีตำนานกล่าวขานไว้นานแล้ว และครั้งแรกที่เห็นภาพนี้ข้าเองก็ตกใจเป็นอันมาก เมื่อเห็นภาพของเจ้าปรากฎอยู่ในภาพด้วย เจ้าไม่ได้เป็นแค่เด็กหนุ่มในความฝันของข้าหรอกนะ ไม่ใช่เลย”
ถึงตอนนี้ หวูไว่รู้แล้วว่า นายพลซื่อชางตามล่าตัวเขาอย่างจ้าละหวั่น เพราะอะไร แต่เรื่องอาณาจักรที่สาปสูญอะไรนั่นมันคืออะไร และอยู่ที่ไหนกันแน่ และเขาไปเกี่ยวข้องกับมันได้อย่างไร
“แต่ข้าก็ยังไม่รู้เรื่องอาณาจักรอะไรนั่นอยู่ดี ท่านนายพล”
นายพลซื่อชางสูดลมหายใจยาวๆก่อนกล่าวว่า
“ในตำนานเล่าขานกันมา บอกว่า อาณาจักรที่สาปสูญแห่งนั้นเปรียบเหมือนดินแดนในฝัน มีทรัพย์สมบัติที่มีค่าเก็บไว้มากมาย และว่ากันว่าในดินแดนแห่งนี้ยังมีของวิเศษล้ำค่า ซึ่งจะทำให้ข้ามีอำนาจ มีชัยชนะในสงครามทุกสมรภูมิ และเจ้าต้องเป็นคนนำทางข้าไปพบอาณาจักรแห่งนั้น”
เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างงงงัน
“แต่ว่า…ท่านจะแสวงหาอำนาจ ความมั่งคั่งไปทำไม เพราะตอนนี้ท่านก็มีทุกอย่างที่ต้องการแล้วไม่ใช่หรือ”
“ฮ่า…หวูไว่เอ๊ย หวูไว่”นายพลหัวเราะด้วยเสียงอันดังอีกครั้งและเอามือชี้หน้าเด็กหนุ่ม
“เจ้าน่าทึ่งมากหวูไว่ที่กล้าโต้เถียงกับข้า แต่จะบอกให้ก็ได้ว่าไม่พอหรอก ข้าคิดว่าอำนาจ ความมั่งคั่งที่มีอยู่ในตอนนี้ยังไม่พอกับความต้องการ ตอนนี้ข้าและกองกำลังของข้าถูกท้าทายจากกลุ่มติดกำลังหลายกลุ่ม ข้าจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งมากกว่านี้ เพื่อทำสงครามที่จะไม่มีวันแพ้”
หวูไว่กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนพูดเสียงสั่นๆว่า
“ถึงอย่างไรข้าก็ยืนยันคำเดิมว่า ข้าไม่รู้จักอาณาจักรสาปสูญอะไรนั่น แม้ท่านจะฆ่าข้าให้ตายข้าก็ต้องบอกว่า ไม่รู้จักหนทางที่จะนำทางท่านไปอาณาจักรที่สาปสูญเด็ดขาด”
“ฆ่าเจ้าเหรอ…ไม่หรอก ข้าไม่คิดฆ่าเจ้าอย่างน้อยก็ในตอนนี้” ท่านนายพลกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้ความจริงเรื่องของอาณาจักรที่สาปสูญนั่น…”
หวูไว่จะทำอะไรได้นอกจากนิ่งเงียบ พลางคิดกับตัวเองว่า ท่านนายพลทำไมถึงถึงได้หมกมุ่นอยู่กับดินแดนที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่อย่างนี้
ในวูบหนึ่ง เด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่รู้สึกสงสารผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำจับใจ
(6)
บนกำแพงเมืองเว่ยขณะนี้มีคนสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ มีเคราดกครึ้ม ดวงตาเจิดจ้าเป็นประกาย แม้จะไม่ได้สวมชุดเกราะเต็มยศ แต่อำนาจและพลังที่เปล่งออกมาก็บ่งบอกว่าจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก นายพลซื่อชาง-ผู้ยิ่งใหญ่นั่นเอง
ส่วนที่ยืนอยู่ข้างๆเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบเศษ ใบหน้าเรียวยาว ดวงตากลมโต ที่กำลังค้อมหลังรับฟังคำสั่งด้วยอาการนอบน้อม แน่แล้ว อู๋ซี-ขุนพลคู่ใจของจอมพลซื่อชางนั่นเอง
“เราจะเอายังไงกับเด็กหนุ่มนั่นต่อไปดี” เป็นฝ่ายอู๋ซีที่พูดขึ้นก่อน
“เราต้องเก็บมันไว้ เด็กหนุ่มชื่อหวูไว่นั่นมีความเป็นมาที่ลึกลับ และถ้าเรื่องราวของอาณาจักรที่สาปสูญนั่นเป็นจริง มีแต่มันที่จะนำพาเราไปถึงสถานที่แห่งนั้นได้ และเจ้าต้องดูแลมันให้ดี อู๋ซี”
ขุนพลหนุ่มแห่งกองทัพอัศวินดำพยักหน้ารับ ก่อนจะเหลือบตามองผู้นำแห่งกองทัพอัศวินดำแว่บหนึ่ง ปีนี้นายพลซื่อชางมีอายุย่างเข้า 50 แล้ว แต่ดูยังองอาจ ผึ่งผายร่างกายดูไม่ทรุดโทรมไปเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเคราและผมจะมีสีขาวแซมขึ้นมา แต่กลับเสริมสร้างบุคคลิกให้ดูเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้น
“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่…” นายพลซื่อชางกล่าวออกมาโดยที่ยังผินหน้าออกไปเบื้องหน้า
“ข้า…ข้าคิดว่า…”อู๋ซีกล่าวอย่างตะกุกตะกัก
“ไม่ต้องตกใจไปหรอกน่า ข้ารู้ว่าเจ้าก็เหมือนนายทหารอีกหลายคนในกองทัพของเราที่คิดว่าข้าคงวิปลาศไปแน่ ที่ใช้สรรพกำลัง เงินทองมากมาย เพื่อตามหาเด็กหนุ่มคนเดียว รวมไปถึงอาณาจักรอันลึกลับที่ไม่รู้ว่าจะมีจริงอยู่หรือไม่ แต่ขอให้เชื่อใจข้าเถอะ ไม่ช้าเราจะได้คำตอบในเรื่องนี้แน่”
“แต่เด็กหนุ่มนั่น ข้าคิดว่ามันเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่าจะกุมความลับอันยิ่งใหญ่อันใดไว้เลย”
แต่จอมทัพแห่งกองทัพอัศวินดำรีบยกมือขึ้นห้ามทันที
“อู๋ซี เจ้าอย่าคิดเช่นนั้น ข้าคิดว่าเด็กหวูไวนั่นมีอะไรที่น่าสนใจหลายประการ เห็นมั๊ยว่าถึงมันจะดูไม่มีพิษสงอะไร แต่อย่างน้อยมันก็มีความกล้าหาญพอสมควร กล้านำชีวิตตัวเองมาแลกเปลี่ยนกับพวกทหารกองกำลังเมฆขาวเชียวนะ เจ้าอย่าลืมซิ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู๋ซีต้องยอมรับว่าเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องไม่น้อย
“แล้วท่านต้องการให้ข้าจัดการเด็กนั่นอย่างไร”
“ข้าต้องการให้เจ้าคุมตัวมันกลับไปที่ฐานทัพของเราที่เมืองเฝอ ที่นั่นข้าจะสอบมันอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ตอนนี้ข้ามีธุระบางอย่าง ที่ต้องไปกระทำก่อน”
“ครับ ท่านนายพล”
นายพลซื่อชางยิ้มอย่างพอใจ
“ข้าไม่ถือสาเจ้าหรอกนะที่คิดว่าข้าทำอะไรประหลาดไปหน่อยในช่วงนี้ แต่ถ้าอาณาจักรสาปสูญนั่นมีอยู่จริง และมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าให้เราตักตวง เชื่อเถอะว่ามันจะช่วยดลบันดาลชัยชนะให้กองทัพของเราได้แน่ และจะไม่มีใครต้านเราอยู่รวมทั้งพวกกองกำลังเมฆขาวนั่นด้วย”
“แล้วถ้าเราไม่พบคำตอบในเรื่องนั้นเล่าครับ…”
นายพลซื่อชางหันมามองขุนพลคู่ใจและพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เด็กหนุ่มนั่นก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอดอีกต่อไป”
อู๋ซี ก้มหัวน้อมรับคำสั่งและไม่ประหลาดใจสักนิด
คนที่ทำให้นายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำคุมตัวเองไม่อยู่ สมาธิแตกซ่าน ได้ อย่างเด็กหนุ่มชื่อหวูไว่นั่น ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพียงแต่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้น
๒๕.๒.๕๑
นักรบจากดาวดวงอื่น (10)-สงครามครั้งแรก
(1)
ควั่บ…
เสียงลูกธนูพุ่งข้ามศรีษะของหวูไว่ไปอย่างหวุดหวิด แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรได้ นอกจากวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น
รอบกายของเด็กหนุ่มในขณะนี้เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทหารในชุดสีดำนับไม่ถ้วนควบม้าตรงมาที่หวูไว่ บางส่วนเล็งธนูตรงมา ส่วนที่เหลือชักดาบดำมะเมื่อมออกมากวัดแกว่ง ดูท่าจะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาชีวิตเด็กหนุ่มเสียเหลือเกิน
และทั้งหมดอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลแล้ว
บริเวณที่หวูไว่วิ่งตะบึงอยู่นั้นเป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และบางส่วนของทุ่งหญ้าไหม้เกรียมด้วยแสงเพลิง มีซากศพเรียงราย กลิ่นคาวเลือดอวลไปหมด
“ทางนี้…หวูไว่”
เสียงอันคุ้นเคยดังแหวกขึ้นมาจากเบื้องหน้า ทำให้เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าและเงยหน้ามองไป ก่อนจะสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีทันใด
“พวกเจ้า…”
หวูไว่ร้องได้เพียงแค่นั้น เมื่อเห็น เรียว และ อากิ ในชุดทหารของกองกำลังเมฆขาวกำลังใช้ดาบในมือกวักเรียกอยู่ไม่ไกล
และเบื้องหลังของคนทั้งสองคือ นางสิงห์คะนองศึก-เอียนซี ในชุดนักรบสีขาวอันทะมัดทะแมง กวัดแกว่งกระบี่ในมือสกัดลูกธนูที่ยิงออกมาจากกองทหารอัศวินดำเบื้องหลังของเขานั่นเอง
และที่ทำให้ดวงตาของเด็กหนุ่มต้องเบิกโพลงขึ้นมาก็คือ ทั่วร่างของคนทั้งสามเต็มไปด้วยคราบเลือด บนใบหน้ามีริ้วรอยบาดแผลเต็มไปหมด สีหน้าของทั้งหมดซีด ดวงตาริบหรี่ ดูเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
และไม่มีทหารของกองกำลังเมฆขาวคนใดเหลืออยู่อีกเลย
“รีบหนีไป…”เด็กหนุ่มตะโกน
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง ลูกธนูนับร้อยนับพันทางด้านหลังก็พุ่งออกมาราวห่าฝน ความเจ็บแปลบเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เมื่อลูกธนูวิ่งทะลุร่างของหวูไว่ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองทหารทางเบื้องหลัง
และภาพที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้อีกต่อไปก็คือ ลูกธนูมากมายกำลังพุ่งเข้าหาคนทั้งสามอย่างที่เขาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้นอกจากตะโกนออกไปว่า
“อย่า…”
……..
เด็กหนุ่มร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะรู้สึกสะดุ้ง และผลุดร่างขึ้นมาด้วยอาการตกใจ เหงื่อกาฬไหลท่วมร่าง
“ฝันไปหรือนี่…”เด็กหนุ่มพึมพำ
หวูไว่สะบัดศรีษะมองไปรอบๆและพบว่า กำลังนอนอยู่บนเตียงในกระท่อมไม้ของเฒ่าลู่ หาได้อยู่ในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยคาวเลือดอย่างที่อยู่ในความฝันไม่
แค่ความฝันเหรอ-แต่ทำไมมันช่างเหมือนเหตุการณ์จริงเช่นนั้นนะ หวูไว่บอกกับตัวเอง
และดูเอาเถิด ฝันร้ายเมื่อตะกี้มันทำให้เสียงหัวใจของเขาเต้นระทึกเป็นกลอง เหงื่อท่วมแผ่นหลัง ลำคอแห้งผากไปหมด
หวูไว่ต้องนั่งนิ่งอยู่บนเตียงชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกก้าวออกมาจากกระท่อม และเดินตรงไปยังสวนดอกไม้
“เฒ่าลู่…” เด็กหนุ่มตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง
แต่ไม่มีร่างของตาเฒ่าแห่งสวนดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นบนลานกว้าง หรือตามพุ่มดอกไม้ในสวนอย่างที่เคยเป็นมา
“ไปไหนนะ…”
และไม่ทันที่หวูไว่จะทำอะไรต่อไป เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นของใครบางคนก็ดังผ่านประตูของสวนดอกไม้เข้ามา
“อ้าว…ที่ปรึกษาเอียน” เด็กหนุ่มร้องออกมา
ฝานซื่อ เพียงแต่พยักหน้ารับและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“รีบไปเถิดน้องชาย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
“หา…”
“รีบแต่งตัวเร็วเข้าและไปกับข้า”
“หือม์…ไปไหนกัน”
“รีบไปพบแม่ทัพหลี่โดยเร็ว…เดี๋ยวนี้เลย” เสียงนั้นตวาดขึ้นอย่างหงุดหงิดใจ
“ทราบแล้ว” เด็กหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบาๆระคนกับความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นมา
เกิดอะไรขึ้นกันแน่…
(2)
ในเมืองเกียะหยู หวูไว่เคยเข้าไปในสวนอุทยานของตระกูลเอียนมาก่อน และยอมรับว่าโอ่อ่า กว้างขวางเหลือเกิน มีตึกเล็กใหญ่มากมาย หากไม่มีบ่าวรับใช้นำพาเข้าไปต้องหลงทางกลับไม่ถูกแน่
แต่เมื่อเดินตามหลังฝานซื่อเข้าถึงด้านในของฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาว เด็กหนุ่มจากเมืองเซียงอู่ก็ถึงกับอ้าปากหวอ ตกตะลึงขึ้นมาทันที
ที่เจ้าเพื่อนสองคนนั่นบอกว่า กองกำลังเมฆคือกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่น่าเกรงขามไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก
ที่ตั้งของกองกำลังเมฆขาวตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเกียะหยู มีกำแพงกั้นสอชั้นแบ่งเป็นชั้นนอก และ ชั้นใน มีทหารเดินรักษาการณ์ไปมาตลอดเวลา ผู้คนขวักไขว่สองข้างทางมีตึกเล็กตึกใหญ่เรียงรายอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่คงจะเป็นค่ายฝึกทหารนั่นเอง และบางส่วนคือที่เก็บคลังอาวุธอันเปี่ยมอานุภาพ และส่วนมากไม่อนุญาติให้คนผ่านเข้าออก นอกจากคนในกองกำลังเองเท่านั้น
ฝานซื่อเดินนำเด็กหนุ่มเข้าไปถึงตึกบัญชาการใหญ่ซึ่งมีนายทหารในชุดเกราะเหล็กนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในขณะที่ เอียนมู่หลง และ หลี่มู่ ยืนปรึกษากันบนโต๊ะไม้ใหญ่ ที่มีแผนที่ผืนใหญ่กางไว้
“ท่านแม่ทัพ…”ฝานซื่อตะโกนรายงาน
หลี่มู่ หันมามองที่หวูไว่แว่บหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองที่เอียนมู่หลง แล้วยกมือขึ้นช้าๆ
“ทุกคนออกไปก่อน…”
นั่นแหละนายทหารของกองกำลังเมฆขาวจึงลุกจากที่นั่งของตัวเอง แล้วเดินออกจากตึกไป แต่ก่อนจากไปสายตาทุกคู่หันมาจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าแปลกๆ บางครั้งก็ถึงกับยืนหยุดนิ่งเงยหน้ามองหวูไว่ตั้งแต่หัวจรดศรีษะ
แต่เด็กหนุ่มไม่ทันได้คิดอะไร เสียงของที่ปรึกษาใหญ่อย่างเอียนมู่หลงก็ดังขึ้น
“หวูไว่…เจ้านั่งลงซิ”
เด็กหนุ่มรับคำเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่นายทหารของกองกำลังเมฆขาวเพิ่งจากไป ขณะนี้ในห้องเหลือเพียงเอียนมู่หลง หลี่มู่ และ ฝานซื่ออยู่เท่านั้น
“ข้ามีเรื่องจะบอกกับเจ้า” หลี่มู่กล่าวกับเด็กหนุ่ม และเดินลงมาทรุดตัวลงข้างๆ
“ทหารของเราที่ออกไปสืบความลับเมื่อไม่กี่วันก่อน เสียทีข้าศึกโดนจับตัว”
“หา…” เด็กหนุ่มร้องออกมา เพราะนั่นก็คือพวกของคุณหนูเอียนซี-แล้วก็เรียว กับ อากิ เพื่อนของเขานั่นนะซิ
“อย่าเพิ่งตกใจไปนักเลยเจ้าหนุ่ม เท่าที่ทราบรายงานมาพวกของเราไม่มีใครถูกทำร้ายถึงกับชีวิต เพียงแต่ถูกจับตัวไว้ต่อรองเท่านั้น” เอียนมู่หลงกล่าวเสริม
“ต่อรองเหรอ…”
คราวนี้เป็น หลี่มู่ที่พยักหน้าก่อนจะขมวดคิ้วแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า
“พวกที่จับคนของเราไปก็คือ อู๋ซี ขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว และส่งจดหมายแจ้งมาว่าต้องการแลกเปลี่ยนตัว”
“อะไรนะ…” หวูไว่พูดเหมือนพึมพำ
หลี่มู่ลุกขึ้นและหันหลังให้กับเด็กหนุ่มก่อนจะพูดลอยๆออกมาว่า
“พวกทหารอัศวินดำ พร้อมจะปล่อยคนของเราเพื่อแลกกับเจ้า”
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ความซวยมาเยือนอีกครั้งแล้วซิเนี่ย จะทำอย่างไรต่อไปเล่า
“น้องชาย…”
อยู่ดีๆฝานซื่อก็เรียกหวูไว่ด้วยสรรพนามอย่างนั้น แล้วเดินเอามือมาตบบ่าเขาเบาๆ
“พวกของเราที่ถูกจับมีจำนวนหลายคน”
“แล้วก็เอ้อ…คุณหนูเอียนซีด้วย”
“ข้าอยากจะขอร้องเจ้า…”
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจเบาๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า
“ข้ารู้…ว่าต้องทำอะไร”
“เพียงแต่ว่า ข้าไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่พวกอัศวินดำตามหาหรอกนะ”เด็กหนุ่มออกตัว
“แต่ข้ายอมทุกอย่างเพื่อให้พวกของเราปลอดภัย”
“อย่ากลัวไปเลย เรามีแผนการณ์ที่เตรียมไว้แล้ว”หลี่มู่บอก
“หือม์…”เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับเลิกคิ้ว
เป็นจริงอย่างที่เฒ่าลูว่าจริงๆ ในที่สุดหวูไว่ก็หลีกเลี่ยงสงครามไม่พ้น แม้จะเป็นสงครามที่ตัวเองไม่อยากเกี่ยวข้องเลยก็ตาม
และเมืองเว่ยจะเป็นสงครามครั้งแรกของเขา
(3)
อู๋ซียืนมือไพล่หลังอยู่บนกำแพงเมืองเว่ย เฝ้ามองสมรภูมิรบอันกว้างขวางที่อยู่เบื้องหน้า และรอคอยการมาถึงของเด็กหนุ่มชื่อหวูไว่ และกองกำลังเมฆขาวที่มีแม่ทัพใหญ่หลี่มู่เดินทางมาบัญชาการรบด้วยตัวเอง
หลังจากผ่านการวางแผนมาอย่างยาวนาน ในที่สุดเขาก็กำลังจะได้ตัวเด็กหนุ่มประหลาดที่มีผมสีทอง ดวงฟ้าสีฟ้า ไปมอบให้กับท่านนายพลซื่อชางแล้ว
แม้ว่าจะพลาดในการชิงตัวหนก่อน แต่อย่างไรขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำก็รู้ว่า ไม่ช้าเขาจะต้องได้ตัวเด็กหนุ่มคนนี้มาอยู่ในกำมือ
เพราะสิ่งใดที่นายพลซื่อชางต้องการ เขาจะต้องสนองตอบความต้องการนั้นให้ได้
ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จอย่างเด็ดขาด
เพราะการทำงานอย่างทุ่มเท จงรักภักดีอย่างนี้มิใช่หรือที่ทำให้ชื่อของ ขุนพลอู๋ซี กระเดื่องไกล เคียงข้างกับนายพลซื่อชางตลอดมา
แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ขุนพลคู่กายของนายพลซื่อชางก็ต้องต่อสู้อุปสรรคนานับประการ กล่าวได้ว่าเมื่อกระโจนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอัศวินดำก็ไม่มีวันหยุดพัก ไม่เคยผ่อนคลายแม้แต่วันเดียว
ความลำพองของขุนพลหนุ่มผู้นี้จึงเกิดขึ้นอย่างมีที่มาที่ไป
อู๋ซีบอกกับตัวเองเสมอว่า หากต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคให้ได้เหมือนนายพลซื่อชาง ต้องสลัดความอ่อนแอ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นทิ้งไปให้หมด ทำทุกวิถีทางเพื่อให้กองทัพอัศวินดำครองความยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน สร้างอภิมหานครที่เป็นศูนย์รวมอำนาจขึ้นมาให้ได้
ก่อนหน้านี้ ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวของกองทัพอัศวินดำก็คือ กองกำลังเมฆขาวของหลี่มู่
และในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า อู๋ซีกำลังจะได้ประจันหน้ากับแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวอีกครั้ง
แต่คนที่อู๋ซีรอคอยมากที่สุดกลับเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อหวูไว่
“เจ้าหนุ่มนั่น…”ขุนพลเอกของกองทัพอัศวินดำพูดกับตัวเองในใจ
นับตั้งแต่ทำงานรับใช้นายพลซื่อชางมาอย่างไม่คิดชีวิต อู๋ซียังไม่เคยเห็นผู้นำแห่งกองทัพอัศวินดำแสดงความวิตก หรือหวาดกลัวอะไรหรือผู้ใดมาก่อนเลย
อู๋ซีทำงานเคียงข้างนายพลซื่อชางมายาวนาน จนกล่าวได้ว่าสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของแม่ทัพใหญ่ได้ และเมื่อเอ่ยถึงเด็กชายในฝันขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างกายของนายพลใหญ่จะสั่นเทิ้ม สมาธิแตกซ่าน
เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฎกับนายพลซื่อชางมาก่อน
“หวูไว่ เจ้าเป็นใครกันนะ” อู๋ซีพึมพำกับตัวเอง
ช่างน่าประหลาดเหลือเกินเด็กหนุ่มที่ไร้พิษสงเพียงคนเดียวสามารถสร้างความหวั่นไหวให้กับนายพลผู้เป็นใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำได้อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน
มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!
(4)
เสียงกลองศึก เสียงเป่าหลอดเขาดังขึ้นมาเป็นทอดๆ ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง จากนั้นภาพของกองทหารจากกองกำลังเมฆขาวก็ปรากฎขึ้นต่อสายตา นำหน้าด้วยทหารม้าหมู่ใหญ่ และมีทหารราบเดินเรียงเป็นแถว โดยทั้งหมดอยู่ในชุดเกราะเหล็กวาววับ มีโล่อยู่ในมือซ้าย ส่วนมือขวาถือดาบเล่มโต ส่วนทหารราบอีกบางส่วนถือหอกยาวกระชับอยู่ในมือ เป็นสัญญานว่าพร้อมจะจู่โจม เปิดศึกใส่ศัตรูได้ทุกเมื่อ
ทั้งหมดเคลื่อนกำลังมาจากเกียะหยูและรวมพลมาถึงชายป่าของเมืองเว่ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังแสนยานุภาพให้ปรากฎต่อสายตาในขณะนี้
ทันใดนั้น…เสียงเป่าแตรก็แผดสนั่นขึ้นมาจากกำแพงเมืองเว่ย เสียงโห่คำราม เคาะอาวุธจากกองกำลังของกองทัพอัศวินดำดึงตึงตังไปมา ทหารบนหอรักษาการณ์บนกำแพงเมืองเดินแถวเข้าประจำที่ โลหะสะท้อนประกายวาววับอยู่บนหอรักษาการณ์
ความตึงเครียดไร้สภาพกำลังแผ่ขจายไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมอ่อน ก่อเกิดความรู้สึกอึดอัด ขัดข้องให้กับกองกำลังทั้งสองฝ่าย
ไม่ช้าไม่นาน กำแพงเมืองเว่ยก็เปิดออก มีทหารในชุดเกราะดำ 5-6 คนก้าวออกมา ทุกคนไม่มีอาวุธแต่ดูเหมือนกำลังสาละวนอยู่กับอะไรสักอย่าง
ชั่วอึดใจ กระโจมสีขาวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่หลังหนึ่งก็ปรากฎต่อสายตา หลังจากทหารกลุ่มนั้นก็เดินหายลับเข้าไปในกำแพงเมือง
แต่มีร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนม้านั่ง มีโต๊ะยาวอยู่เบื้องหน้า และกำลังจิบสุราด้วยอาการเยือกเย็น ราวกับนั่งอยู่ในบ้านของตัวเองก็ไม่ปาน
ร่างนั้นอยู่ในชุดสีดำ มีเกราะอ่อนคาดอยู่บนตัว ผมยาวพลิ้วไปตามแรงลม และมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปาก ก่อนจะตะโกนด้วยเสียงกังวานว่า
“กองกำลังเมฆขาวเกรียงไกรสมคำร่ำลือจริงๆ ผู้น้อยคืออู๋ซี นักรบต่ำต้อยแห่งกองทัพอัศวินดำ ขอเรียนเชิญท่านนายพลหลี่มาร่ำสุราพูดคุยกันตรงนี้ดีหรือไม่”
ที่แท้ นักรบหนุ่มที่นั่งอยู่หน้ากระโจมก็คือ อู๋ซี ขุนพลนามกระเดื่องของกองทัพอัศวินดำ-ไม่ใช่ใคร
โดยปราศจากสุ้มเสียง ม้าขาวตัวหนึ่งทะยานออกมาจากกลุ่มทหารของกองกำลังเมฆขาวที่รวมพลอยู่ตรงชายป่า และพุ่งทะยานตรงเข้ามา หลี่มู่ในชุดเกราะเงินอันผึ่งผายนั่นเอง
ผู้นำแห่งกองกำลังเมฆขาวค่อยๆ กระโดดลงจากหลังม้า แล้วก้าวเดินมานั่งบนที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ และประจันหน้ากับขุนพลอู๋ซีแล้วในขณะนี้ ก่อนจะกวาดสายตามองอย่างเรียบเฉย และกล่าวออกมาว่า
“ท่านขุนพลอู๋ช่างมีอารมณ์สุนทรีนัก”
อู๋ซีหัวเราะขึ้นมาเบาๆยกสุราขึ้นจิบ ส่ายหน้าไปมา
“ต้องมาประจันหน้ากับผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาว ตื่นเต้นไปก็เท่านั้น ไม่ใช่หรือ”
“และที่สำคัญ…นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่กองกำลังของพวกเราควรเปิดศึกกันหรอกนี่นา”
“อย่าลืมว่า…”
หลี่มู่ยกสุราที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าขึ้นจิบ ใช้ดวงตาเพ่งมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่วางตา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“เด็กหนุ่มคนนั้นมาแล้ว และรออยู่ในกองกำลังของเราทางด้านหลังนั่น”
“แต่ก่อนอื่น…ข้าอยากเห็นว่าพวกของเราที่ถูกจับตัวไปยังปลอดภัยดี”
อู๋ซีหัวเราะขึ้นมาเบาๆ พยักหน้า ก่อนยกมือขวาชูขึ้นเหมือนเป็นสัญญานบางอย่าง
บนกำแพงเมืองเว่ย มีความเคลื่อนไหวอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะปรากฎร่างของนายทหารรูปร่างสูงใหญ่กลุ่มหนึ่งกำลังรุนร่างของ เอียนซี เรียว และอากิ เพื่อให้ปรากฎตัวอยู่บนกำแพงต่อหน้าหลี่มู่ แม้กระทั่งกองกำลังเมฆขาวที่รวมพลอยู่ชายป่าก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ทั้งหมดถูกมือมัดไพล่หลัง เรียวมีสีหน้าหวาดกลัวระคนตื่นเต้น ในขณะที่อากิมีอาการสะลืมสะลือ โหนกแก้มบวมเป่ง
ส่วนหงสาคะนองศึกมีใบหน้าบอบช้ำ มีเลือดซึมอยู่ริมฝีปาก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังสง่างาม และดวงตาส่อประกายนักสู้ เป็นยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวอยู่เหมือนเดิม
หลี่มู่มองดูทั้งหมดด้วยสีหน้าอันเยือกเย็น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“เห็นแล้วซินะ…ท่านขุนพลหลี่ สภาพคนของท่านอาจจะไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อยก็ยังถือว่าปลอดภัย มีชีวิตรอดไม่ใช่หรือ” อู๋ซีว่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“พวกเจ้าคงพอใจแล้ว ขอย้ำว่าการเจรจาแลกตัวจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตอนนี้ขอให้กลับไปรอข่าวที่ฐานที่มั่นของพวกท่านทางนอกเมืองก่อน”
“ส่วนเชลยพวกนี้ต้องเข้าไปอยู่ในคุกมืดเหมือนเดิม...” พูดจบอู๋ซีก็โบกมือเป็นสัญญานให้ทหารนำตัวเชลยทั้งสามคนกลับลงไปจากกำแพง
แม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวไม่พูดคุยอะไรอีกเลย พยักหน้าเห็นชอบด้วย แล้วก้าวขึ้นม้าหันหลังกลับไปที่ชายป่าซึ่งกองกำลังเมฆขาวกำลังรอคอยผลการเจรจาอยู่ด้วยอาการกระสับกระส่าย
แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงตะโกนของขุนพลอู๋ซีไล่หลังมาว่า
“ท่านขุนพลหลี่จงอย่ามีเล่ห์เหลี่ยมในการแลกตัวครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงจะเสียใจไปจนตายแน่นอน…ข้าเตือนแล้ว”
(5)
หวูไว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงอึกทึกทางด้านนอกของค่าย เหงื่อชุ่มเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง และมีอาการเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด
“ตื่นเถอะ มีข่าวจากในเมืองแจ้งมาแล้ว การแลกตัวจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้” ฝานซื่อ ที่ปรึกษาประจำตัวของหลี่มู่เป็นคนมาปลุกเด็กถึงในกระโจมที่พัก
หวูไว่พยักหน้ารับคำ สะบัดศรีษะไปมาเพื่อไล่ความง่วงงุน แม้จะหวั่นกลัวสิ่งที่ตัวเองต้องเจออยู่บ้าง แต่เมื่อนึกได้ว่ากำลังจะช่วยเอียนซีกับพวกให้ปลอดภัยแล้ว เด็กหนุ่มก็คลายใจลงมาก
“ที่ปรึกษาฝาน…ไปเถิด”
ฝานซื่อส่ายหน้าไปมา
“อย่าเรียกข้าว่าที่ปรึกษาฝานอีกเลย เรียกข้าว่าพี่ฝานซื่อเถิด น้องชาย”
เด็กหนุ่มร้องอ้อรับคำ และเตรียมก้าวเท้าออกจากกระโจมที่พักไป แต่ฝานซื่อกระซิบเรียกให้หยุดคอย
“ก่อนจะออกไป ข้ามีเรื่องบางอย่างที่ต้องบอกเจ้าให้รับทราบเสียก่อน”
หวูไว่รีบหันกลับมามอง อยากจะรู้ว่ายังมีเรื่องอะไรที่เขาควรจำเป็นต้องรับทราบด้วยอีกหรือ
ฝานซื่อถอนหายใจออกมาเบาๆ
“หลังจากการแลกตัวเสร็จสิ้นแล้ว เท่าที่รับทราบมาท่านขุนพลหลี่มู่ของพวกเราจะเตรียมนำกองกำลังเข้าปะทะแตกหักกับทหารอัศวินดำในเมืองเว่ยนั่น เพื่อช่วยเหลือเจ้ากลับมา ถึงตอนนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ไม่งั้นอาจได้รับอันตรายได้ง่ายๆ ข้าเตือนด้วยหวังดี”
“อะไรกันนะ มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” หวูไว่ร้องเสียงหลง
แค่เห็นเอียนซีและพวก รวมไปถึงทหารที่ติดตามมาถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บมากบ้าง น้อยบ้าง เด็กหนุ่มก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมากอยู่แล้ว
นี่ยังจะมีการบาดเจ็บล้มตายเพื่อเขาอีกหรือ มันหนักเกินที่เขาจะแบกรับความรู้สึกนี้ได้ไหวอีกต่อไป
“พี่ฝาน…ข้ายอมให้เกิดเช่นนี้ไม่ได้หรอก จะให้ทหารของพวกเราตายเพราะเข้าอีกไม่ได้ ทำไงกันดี…”
ฝานซื่อก้าวเท้าเข้าหาหวูไว่
“นี่มันสงครามนะน้องชาย การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา”
“นอกเสียจากว่า…”
เด็กหนุ่มดวงตาลุกโพลงขึ้นมาก่อนถามว่า
“นอกเสียจากว่าอะไร รีบบอกข้าเถิด”
ที่ปรึกษาเอามือตบบ่าเด็กหนุ่มแล้วหันหลังให้ เอามือไพล่หลังอย่างใช้ความคิด
“นอกเสียจากว่า เจ้าจะต้อง…”
“แต่ช่างเถิด…เป็นไปไม่ได้หรอก”
เด็กหนุ่มพูดอย่างร้อนรน
“จะให้ข้าทำอะไรเล่าบอกมาเถิด…ข้ายอมนะ ยอมทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายอีก”
แล้วที่ปรึกษาข้างกายของหลี่มู่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เรื่องนี้มัน…”
พูดแล้วฝานซื่อก็ก้มศรีษะลง เพื่อซุกซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และประกายลึกลับในดวงตา ในขณะที่หวูไว่เฝ้าบอกตัวเองว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีใครแล้วที่จะช่วยเขาได้นอกจากคนที่ยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
พี่ฝานซื่อท่านเป็นคนดีจริงๆ-เด็กหนุ่มบอกกับตัวเอง
ควั่บ…
เสียงลูกธนูพุ่งข้ามศรีษะของหวูไว่ไปอย่างหวุดหวิด แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรได้ นอกจากวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น
รอบกายของเด็กหนุ่มในขณะนี้เต็มไปด้วยความอลหม่าน ทหารในชุดสีดำนับไม่ถ้วนควบม้าตรงมาที่หวูไว่ บางส่วนเล็งธนูตรงมา ส่วนที่เหลือชักดาบดำมะเมื่อมออกมากวัดแกว่ง ดูท่าจะกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาชีวิตเด็กหนุ่มเสียเหลือเกิน
และทั้งหมดอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลแล้ว
บริเวณที่หวูไว่วิ่งตะบึงอยู่นั้นเป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และบางส่วนของทุ่งหญ้าไหม้เกรียมด้วยแสงเพลิง มีซากศพเรียงราย กลิ่นคาวเลือดอวลไปหมด
“ทางนี้…หวูไว่”
เสียงอันคุ้นเคยดังแหวกขึ้นมาจากเบื้องหน้า ทำให้เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าและเงยหน้ามองไป ก่อนจะสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีทันใด
“พวกเจ้า…”
หวูไว่ร้องได้เพียงแค่นั้น เมื่อเห็น เรียว และ อากิ ในชุดทหารของกองกำลังเมฆขาวกำลังใช้ดาบในมือกวักเรียกอยู่ไม่ไกล
และเบื้องหลังของคนทั้งสองคือ นางสิงห์คะนองศึก-เอียนซี ในชุดนักรบสีขาวอันทะมัดทะแมง กวัดแกว่งกระบี่ในมือสกัดลูกธนูที่ยิงออกมาจากกองทหารอัศวินดำเบื้องหลังของเขานั่นเอง
และที่ทำให้ดวงตาของเด็กหนุ่มต้องเบิกโพลงขึ้นมาก็คือ ทั่วร่างของคนทั้งสามเต็มไปด้วยคราบเลือด บนใบหน้ามีริ้วรอยบาดแผลเต็มไปหมด สีหน้าของทั้งหมดซีด ดวงตาริบหรี่ ดูเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
และไม่มีทหารของกองกำลังเมฆขาวคนใดเหลืออยู่อีกเลย
“รีบหนีไป…”เด็กหนุ่มตะโกน
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง ลูกธนูนับร้อยนับพันทางด้านหลังก็พุ่งออกมาราวห่าฝน ความเจ็บแปลบเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด เมื่อลูกธนูวิ่งทะลุร่างของหวูไว่ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองทหารทางเบื้องหลัง
และภาพที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้อีกต่อไปก็คือ ลูกธนูมากมายกำลังพุ่งเข้าหาคนทั้งสามอย่างที่เขาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้นอกจากตะโกนออกไปว่า
“อย่า…”
……..
เด็กหนุ่มร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง ก่อนจะรู้สึกสะดุ้ง และผลุดร่างขึ้นมาด้วยอาการตกใจ เหงื่อกาฬไหลท่วมร่าง
“ฝันไปหรือนี่…”เด็กหนุ่มพึมพำ
หวูไว่สะบัดศรีษะมองไปรอบๆและพบว่า กำลังนอนอยู่บนเตียงในกระท่อมไม้ของเฒ่าลู่ หาได้อยู่ในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยคาวเลือดอย่างที่อยู่ในความฝันไม่
แค่ความฝันเหรอ-แต่ทำไมมันช่างเหมือนเหตุการณ์จริงเช่นนั้นนะ หวูไว่บอกกับตัวเอง
และดูเอาเถิด ฝันร้ายเมื่อตะกี้มันทำให้เสียงหัวใจของเขาเต้นระทึกเป็นกลอง เหงื่อท่วมแผ่นหลัง ลำคอแห้งผากไปหมด
หวูไว่ต้องนั่งนิ่งอยู่บนเตียงชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกก้าวออกมาจากกระท่อม และเดินตรงไปยังสวนดอกไม้
“เฒ่าลู่…” เด็กหนุ่มตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง
แต่ไม่มีร่างของตาเฒ่าแห่งสวนดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นบนลานกว้าง หรือตามพุ่มดอกไม้ในสวนอย่างที่เคยเป็นมา
“ไปไหนนะ…”
และไม่ทันที่หวูไว่จะทำอะไรต่อไป เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นของใครบางคนก็ดังผ่านประตูของสวนดอกไม้เข้ามา
“อ้าว…ที่ปรึกษาเอียน” เด็กหนุ่มร้องออกมา
ฝานซื่อ เพียงแต่พยักหน้ารับและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“รีบไปเถิดน้องชาย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
“หา…”
“รีบแต่งตัวเร็วเข้าและไปกับข้า”
“หือม์…ไปไหนกัน”
“รีบไปพบแม่ทัพหลี่โดยเร็ว…เดี๋ยวนี้เลย” เสียงนั้นตวาดขึ้นอย่างหงุดหงิดใจ
“ทราบแล้ว” เด็กหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบาๆระคนกับความสงสัยที่ก่อตัวขึ้นมา
เกิดอะไรขึ้นกันแน่…
(2)
ในเมืองเกียะหยู หวูไว่เคยเข้าไปในสวนอุทยานของตระกูลเอียนมาก่อน และยอมรับว่าโอ่อ่า กว้างขวางเหลือเกิน มีตึกเล็กใหญ่มากมาย หากไม่มีบ่าวรับใช้นำพาเข้าไปต้องหลงทางกลับไม่ถูกแน่
แต่เมื่อเดินตามหลังฝานซื่อเข้าถึงด้านในของฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาว เด็กหนุ่มจากเมืองเซียงอู่ก็ถึงกับอ้าปากหวอ ตกตะลึงขึ้นมาทันที
ที่เจ้าเพื่อนสองคนนั่นบอกว่า กองกำลังเมฆคือกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่น่าเกรงขามไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก
ที่ตั้งของกองกำลังเมฆขาวตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเกียะหยู มีกำแพงกั้นสอชั้นแบ่งเป็นชั้นนอก และ ชั้นใน มีทหารเดินรักษาการณ์ไปมาตลอดเวลา ผู้คนขวักไขว่สองข้างทางมีตึกเล็กตึกใหญ่เรียงรายอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่คงจะเป็นค่ายฝึกทหารนั่นเอง และบางส่วนคือที่เก็บคลังอาวุธอันเปี่ยมอานุภาพ และส่วนมากไม่อนุญาติให้คนผ่านเข้าออก นอกจากคนในกองกำลังเองเท่านั้น
ฝานซื่อเดินนำเด็กหนุ่มเข้าไปถึงตึกบัญชาการใหญ่ซึ่งมีนายทหารในชุดเกราะเหล็กนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในขณะที่ เอียนมู่หลง และ หลี่มู่ ยืนปรึกษากันบนโต๊ะไม้ใหญ่ ที่มีแผนที่ผืนใหญ่กางไว้
“ท่านแม่ทัพ…”ฝานซื่อตะโกนรายงาน
หลี่มู่ หันมามองที่หวูไว่แว่บหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองที่เอียนมู่หลง แล้วยกมือขึ้นช้าๆ
“ทุกคนออกไปก่อน…”
นั่นแหละนายทหารของกองกำลังเมฆขาวจึงลุกจากที่นั่งของตัวเอง แล้วเดินออกจากตึกไป แต่ก่อนจากไปสายตาทุกคู่หันมาจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าแปลกๆ บางครั้งก็ถึงกับยืนหยุดนิ่งเงยหน้ามองหวูไว่ตั้งแต่หัวจรดศรีษะ
แต่เด็กหนุ่มไม่ทันได้คิดอะไร เสียงของที่ปรึกษาใหญ่อย่างเอียนมู่หลงก็ดังขึ้น
“หวูไว่…เจ้านั่งลงซิ”
เด็กหนุ่มรับคำเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่นายทหารของกองกำลังเมฆขาวเพิ่งจากไป ขณะนี้ในห้องเหลือเพียงเอียนมู่หลง หลี่มู่ และ ฝานซื่ออยู่เท่านั้น
“ข้ามีเรื่องจะบอกกับเจ้า” หลี่มู่กล่าวกับเด็กหนุ่ม และเดินลงมาทรุดตัวลงข้างๆ
“ทหารของเราที่ออกไปสืบความลับเมื่อไม่กี่วันก่อน เสียทีข้าศึกโดนจับตัว”
“หา…” เด็กหนุ่มร้องออกมา เพราะนั่นก็คือพวกของคุณหนูเอียนซี-แล้วก็เรียว กับ อากิ เพื่อนของเขานั่นนะซิ
“อย่าเพิ่งตกใจไปนักเลยเจ้าหนุ่ม เท่าที่ทราบรายงานมาพวกของเราไม่มีใครถูกทำร้ายถึงกับชีวิต เพียงแต่ถูกจับตัวไว้ต่อรองเท่านั้น” เอียนมู่หลงกล่าวเสริม
“ต่อรองเหรอ…”
คราวนี้เป็น หลี่มู่ที่พยักหน้าก่อนจะขมวดคิ้วแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า
“พวกที่จับคนของเราไปก็คือ อู๋ซี ขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว และส่งจดหมายแจ้งมาว่าต้องการแลกเปลี่ยนตัว”
“อะไรนะ…” หวูไว่พูดเหมือนพึมพำ
หลี่มู่ลุกขึ้นและหันหลังให้กับเด็กหนุ่มก่อนจะพูดลอยๆออกมาว่า
“พวกทหารอัศวินดำ พร้อมจะปล่อยคนของเราเพื่อแลกกับเจ้า”
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ความซวยมาเยือนอีกครั้งแล้วซิเนี่ย จะทำอย่างไรต่อไปเล่า
“น้องชาย…”
อยู่ดีๆฝานซื่อก็เรียกหวูไว่ด้วยสรรพนามอย่างนั้น แล้วเดินเอามือมาตบบ่าเขาเบาๆ
“พวกของเราที่ถูกจับมีจำนวนหลายคน”
“แล้วก็เอ้อ…คุณหนูเอียนซีด้วย”
“ข้าอยากจะขอร้องเจ้า…”
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจเบาๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า
“ข้ารู้…ว่าต้องทำอะไร”
“เพียงแต่ว่า ข้าไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่พวกอัศวินดำตามหาหรอกนะ”เด็กหนุ่มออกตัว
“แต่ข้ายอมทุกอย่างเพื่อให้พวกของเราปลอดภัย”
“อย่ากลัวไปเลย เรามีแผนการณ์ที่เตรียมไว้แล้ว”หลี่มู่บอก
“หือม์…”เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับเลิกคิ้ว
เป็นจริงอย่างที่เฒ่าลูว่าจริงๆ ในที่สุดหวูไว่ก็หลีกเลี่ยงสงครามไม่พ้น แม้จะเป็นสงครามที่ตัวเองไม่อยากเกี่ยวข้องเลยก็ตาม
และเมืองเว่ยจะเป็นสงครามครั้งแรกของเขา
(3)
อู๋ซียืนมือไพล่หลังอยู่บนกำแพงเมืองเว่ย เฝ้ามองสมรภูมิรบอันกว้างขวางที่อยู่เบื้องหน้า และรอคอยการมาถึงของเด็กหนุ่มชื่อหวูไว่ และกองกำลังเมฆขาวที่มีแม่ทัพใหญ่หลี่มู่เดินทางมาบัญชาการรบด้วยตัวเอง
หลังจากผ่านการวางแผนมาอย่างยาวนาน ในที่สุดเขาก็กำลังจะได้ตัวเด็กหนุ่มประหลาดที่มีผมสีทอง ดวงฟ้าสีฟ้า ไปมอบให้กับท่านนายพลซื่อชางแล้ว
แม้ว่าจะพลาดในการชิงตัวหนก่อน แต่อย่างไรขุนพลเอกแห่งกองทัพอัศวินดำก็รู้ว่า ไม่ช้าเขาจะต้องได้ตัวเด็กหนุ่มคนนี้มาอยู่ในกำมือ
เพราะสิ่งใดที่นายพลซื่อชางต้องการ เขาจะต้องสนองตอบความต้องการนั้นให้ได้
ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จอย่างเด็ดขาด
เพราะการทำงานอย่างทุ่มเท จงรักภักดีอย่างนี้มิใช่หรือที่ทำให้ชื่อของ ขุนพลอู๋ซี กระเดื่องไกล เคียงข้างกับนายพลซื่อชางตลอดมา
แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ขุนพลคู่กายของนายพลซื่อชางก็ต้องต่อสู้อุปสรรคนานับประการ กล่าวได้ว่าเมื่อกระโจนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอัศวินดำก็ไม่มีวันหยุดพัก ไม่เคยผ่อนคลายแม้แต่วันเดียว
ความลำพองของขุนพลหนุ่มผู้นี้จึงเกิดขึ้นอย่างมีที่มาที่ไป
อู๋ซีบอกกับตัวเองเสมอว่า หากต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคให้ได้เหมือนนายพลซื่อชาง ต้องสลัดความอ่อนแอ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นทิ้งไปให้หมด ทำทุกวิถีทางเพื่อให้กองทัพอัศวินดำครองความยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน สร้างอภิมหานครที่เป็นศูนย์รวมอำนาจขึ้นมาให้ได้
ก่อนหน้านี้ ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวของกองทัพอัศวินดำก็คือ กองกำลังเมฆขาวของหลี่มู่
และในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า อู๋ซีกำลังจะได้ประจันหน้ากับแม่ทัพใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาวอีกครั้ง
แต่คนที่อู๋ซีรอคอยมากที่สุดกลับเป็นเด็กหนุ่มที่ชื่อหวูไว่
“เจ้าหนุ่มนั่น…”ขุนพลเอกของกองทัพอัศวินดำพูดกับตัวเองในใจ
นับตั้งแต่ทำงานรับใช้นายพลซื่อชางมาอย่างไม่คิดชีวิต อู๋ซียังไม่เคยเห็นผู้นำแห่งกองทัพอัศวินดำแสดงความวิตก หรือหวาดกลัวอะไรหรือผู้ใดมาก่อนเลย
อู๋ซีทำงานเคียงข้างนายพลซื่อชางมายาวนาน จนกล่าวได้ว่าสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของแม่ทัพใหญ่ได้ และเมื่อเอ่ยถึงเด็กชายในฝันขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างกายของนายพลใหญ่จะสั่นเทิ้ม สมาธิแตกซ่าน
เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฎกับนายพลซื่อชางมาก่อน
“หวูไว่ เจ้าเป็นใครกันนะ” อู๋ซีพึมพำกับตัวเอง
ช่างน่าประหลาดเหลือเกินเด็กหนุ่มที่ไร้พิษสงเพียงคนเดียวสามารถสร้างความหวั่นไหวให้กับนายพลผู้เป็นใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำได้อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน
มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!
(4)
เสียงกลองศึก เสียงเป่าหลอดเขาดังขึ้นมาเป็นทอดๆ ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง จากนั้นภาพของกองทหารจากกองกำลังเมฆขาวก็ปรากฎขึ้นต่อสายตา นำหน้าด้วยทหารม้าหมู่ใหญ่ และมีทหารราบเดินเรียงเป็นแถว โดยทั้งหมดอยู่ในชุดเกราะเหล็กวาววับ มีโล่อยู่ในมือซ้าย ส่วนมือขวาถือดาบเล่มโต ส่วนทหารราบอีกบางส่วนถือหอกยาวกระชับอยู่ในมือ เป็นสัญญานว่าพร้อมจะจู่โจม เปิดศึกใส่ศัตรูได้ทุกเมื่อ
ทั้งหมดเคลื่อนกำลังมาจากเกียะหยูและรวมพลมาถึงชายป่าของเมืองเว่ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังแสนยานุภาพให้ปรากฎต่อสายตาในขณะนี้
ทันใดนั้น…เสียงเป่าแตรก็แผดสนั่นขึ้นมาจากกำแพงเมืองเว่ย เสียงโห่คำราม เคาะอาวุธจากกองกำลังของกองทัพอัศวินดำดึงตึงตังไปมา ทหารบนหอรักษาการณ์บนกำแพงเมืองเดินแถวเข้าประจำที่ โลหะสะท้อนประกายวาววับอยู่บนหอรักษาการณ์
ความตึงเครียดไร้สภาพกำลังแผ่ขจายไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมอ่อน ก่อเกิดความรู้สึกอึดอัด ขัดข้องให้กับกองกำลังทั้งสองฝ่าย
ไม่ช้าไม่นาน กำแพงเมืองเว่ยก็เปิดออก มีทหารในชุดเกราะดำ 5-6 คนก้าวออกมา ทุกคนไม่มีอาวุธแต่ดูเหมือนกำลังสาละวนอยู่กับอะไรสักอย่าง
ชั่วอึดใจ กระโจมสีขาวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่หลังหนึ่งก็ปรากฎต่อสายตา หลังจากทหารกลุ่มนั้นก็เดินหายลับเข้าไปในกำแพงเมือง
แต่มีร่างหนึ่งที่นั่งอยู่บนม้านั่ง มีโต๊ะยาวอยู่เบื้องหน้า และกำลังจิบสุราด้วยอาการเยือกเย็น ราวกับนั่งอยู่ในบ้านของตัวเองก็ไม่ปาน
ร่างนั้นอยู่ในชุดสีดำ มีเกราะอ่อนคาดอยู่บนตัว ผมยาวพลิ้วไปตามแรงลม และมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปาก ก่อนจะตะโกนด้วยเสียงกังวานว่า
“กองกำลังเมฆขาวเกรียงไกรสมคำร่ำลือจริงๆ ผู้น้อยคืออู๋ซี นักรบต่ำต้อยแห่งกองทัพอัศวินดำ ขอเรียนเชิญท่านนายพลหลี่มาร่ำสุราพูดคุยกันตรงนี้ดีหรือไม่”
ที่แท้ นักรบหนุ่มที่นั่งอยู่หน้ากระโจมก็คือ อู๋ซี ขุนพลนามกระเดื่องของกองทัพอัศวินดำ-ไม่ใช่ใคร
โดยปราศจากสุ้มเสียง ม้าขาวตัวหนึ่งทะยานออกมาจากกลุ่มทหารของกองกำลังเมฆขาวที่รวมพลอยู่ตรงชายป่า และพุ่งทะยานตรงเข้ามา หลี่มู่ในชุดเกราะเงินอันผึ่งผายนั่นเอง
ผู้นำแห่งกองกำลังเมฆขาวค่อยๆ กระโดดลงจากหลังม้า แล้วก้าวเดินมานั่งบนที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ และประจันหน้ากับขุนพลอู๋ซีแล้วในขณะนี้ ก่อนจะกวาดสายตามองอย่างเรียบเฉย และกล่าวออกมาว่า
“ท่านขุนพลอู๋ช่างมีอารมณ์สุนทรีนัก”
อู๋ซีหัวเราะขึ้นมาเบาๆยกสุราขึ้นจิบ ส่ายหน้าไปมา
“ต้องมาประจันหน้ากับผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองกำลังเมฆขาว ตื่นเต้นไปก็เท่านั้น ไม่ใช่หรือ”
“และที่สำคัญ…นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่กองกำลังของพวกเราควรเปิดศึกกันหรอกนี่นา”
“อย่าลืมว่า…”
หลี่มู่ยกสุราที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าขึ้นจิบ ใช้ดวงตาเพ่งมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่วางตา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“เด็กหนุ่มคนนั้นมาแล้ว และรออยู่ในกองกำลังของเราทางด้านหลังนั่น”
“แต่ก่อนอื่น…ข้าอยากเห็นว่าพวกของเราที่ถูกจับตัวไปยังปลอดภัยดี”
อู๋ซีหัวเราะขึ้นมาเบาๆ พยักหน้า ก่อนยกมือขวาชูขึ้นเหมือนเป็นสัญญานบางอย่าง
บนกำแพงเมืองเว่ย มีความเคลื่อนไหวอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะปรากฎร่างของนายทหารรูปร่างสูงใหญ่กลุ่มหนึ่งกำลังรุนร่างของ เอียนซี เรียว และอากิ เพื่อให้ปรากฎตัวอยู่บนกำแพงต่อหน้าหลี่มู่ แม้กระทั่งกองกำลังเมฆขาวที่รวมพลอยู่ชายป่าก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ทั้งหมดถูกมือมัดไพล่หลัง เรียวมีสีหน้าหวาดกลัวระคนตื่นเต้น ในขณะที่อากิมีอาการสะลืมสะลือ โหนกแก้มบวมเป่ง
ส่วนหงสาคะนองศึกมีใบหน้าบอบช้ำ มีเลือดซึมอยู่ริมฝีปาก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังสง่างาม และดวงตาส่อประกายนักสู้ เป็นยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวอยู่เหมือนเดิม
หลี่มู่มองดูทั้งหมดด้วยสีหน้าอันเยือกเย็น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“เห็นแล้วซินะ…ท่านขุนพลหลี่ สภาพคนของท่านอาจจะไม่สู้ดีนัก แต่อย่างน้อยก็ยังถือว่าปลอดภัย มีชีวิตรอดไม่ใช่หรือ” อู๋ซีว่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“พวกเจ้าคงพอใจแล้ว ขอย้ำว่าการเจรจาแลกตัวจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตอนนี้ขอให้กลับไปรอข่าวที่ฐานที่มั่นของพวกท่านทางนอกเมืองก่อน”
“ส่วนเชลยพวกนี้ต้องเข้าไปอยู่ในคุกมืดเหมือนเดิม...” พูดจบอู๋ซีก็โบกมือเป็นสัญญานให้ทหารนำตัวเชลยทั้งสามคนกลับลงไปจากกำแพง
แม่ทัพแห่งกองกำลังเมฆขาวไม่พูดคุยอะไรอีกเลย พยักหน้าเห็นชอบด้วย แล้วก้าวขึ้นม้าหันหลังกลับไปที่ชายป่าซึ่งกองกำลังเมฆขาวกำลังรอคอยผลการเจรจาอยู่ด้วยอาการกระสับกระส่าย
แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงตะโกนของขุนพลอู๋ซีไล่หลังมาว่า
“ท่านขุนพลหลี่จงอย่ามีเล่ห์เหลี่ยมในการแลกตัวครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงจะเสียใจไปจนตายแน่นอน…ข้าเตือนแล้ว”
(5)
หวูไว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงอึกทึกทางด้านนอกของค่าย เหงื่อชุ่มเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง และมีอาการเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด
“ตื่นเถอะ มีข่าวจากในเมืองแจ้งมาแล้ว การแลกตัวจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้” ฝานซื่อ ที่ปรึกษาประจำตัวของหลี่มู่เป็นคนมาปลุกเด็กถึงในกระโจมที่พัก
หวูไว่พยักหน้ารับคำ สะบัดศรีษะไปมาเพื่อไล่ความง่วงงุน แม้จะหวั่นกลัวสิ่งที่ตัวเองต้องเจออยู่บ้าง แต่เมื่อนึกได้ว่ากำลังจะช่วยเอียนซีกับพวกให้ปลอดภัยแล้ว เด็กหนุ่มก็คลายใจลงมาก
“ที่ปรึกษาฝาน…ไปเถิด”
ฝานซื่อส่ายหน้าไปมา
“อย่าเรียกข้าว่าที่ปรึกษาฝานอีกเลย เรียกข้าว่าพี่ฝานซื่อเถิด น้องชาย”
เด็กหนุ่มร้องอ้อรับคำ และเตรียมก้าวเท้าออกจากกระโจมที่พักไป แต่ฝานซื่อกระซิบเรียกให้หยุดคอย
“ก่อนจะออกไป ข้ามีเรื่องบางอย่างที่ต้องบอกเจ้าให้รับทราบเสียก่อน”
หวูไว่รีบหันกลับมามอง อยากจะรู้ว่ายังมีเรื่องอะไรที่เขาควรจำเป็นต้องรับทราบด้วยอีกหรือ
ฝานซื่อถอนหายใจออกมาเบาๆ
“หลังจากการแลกตัวเสร็จสิ้นแล้ว เท่าที่รับทราบมาท่านขุนพลหลี่มู่ของพวกเราจะเตรียมนำกองกำลังเข้าปะทะแตกหักกับทหารอัศวินดำในเมืองเว่ยนั่น เพื่อช่วยเหลือเจ้ากลับมา ถึงตอนนั้นเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ไม่งั้นอาจได้รับอันตรายได้ง่ายๆ ข้าเตือนด้วยหวังดี”
“อะไรกันนะ มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” หวูไว่ร้องเสียงหลง
แค่เห็นเอียนซีและพวก รวมไปถึงทหารที่ติดตามมาถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บมากบ้าง น้อยบ้าง เด็กหนุ่มก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมากอยู่แล้ว
นี่ยังจะมีการบาดเจ็บล้มตายเพื่อเขาอีกหรือ มันหนักเกินที่เขาจะแบกรับความรู้สึกนี้ได้ไหวอีกต่อไป
“พี่ฝาน…ข้ายอมให้เกิดเช่นนี้ไม่ได้หรอก จะให้ทหารของพวกเราตายเพราะเข้าอีกไม่ได้ ทำไงกันดี…”
ฝานซื่อก้าวเท้าเข้าหาหวูไว่
“นี่มันสงครามนะน้องชาย การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา”
“นอกเสียจากว่า…”
เด็กหนุ่มดวงตาลุกโพลงขึ้นมาก่อนถามว่า
“นอกเสียจากว่าอะไร รีบบอกข้าเถิด”
ที่ปรึกษาเอามือตบบ่าเด็กหนุ่มแล้วหันหลังให้ เอามือไพล่หลังอย่างใช้ความคิด
“นอกเสียจากว่า เจ้าจะต้อง…”
“แต่ช่างเถิด…เป็นไปไม่ได้หรอก”
เด็กหนุ่มพูดอย่างร้อนรน
“จะให้ข้าทำอะไรเล่าบอกมาเถิด…ข้ายอมนะ ยอมทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายอีก”
แล้วที่ปรึกษาข้างกายของหลี่มู่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เรื่องนี้มัน…”
พูดแล้วฝานซื่อก็ก้มศรีษะลง เพื่อซุกซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ และประกายลึกลับในดวงตา ในขณะที่หวูไว่เฝ้าบอกตัวเองว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีใครแล้วที่จะช่วยเขาได้นอกจากคนที่ยืนหันหลังอยู่ตรงหน้าเท่านั้น
พี่ฝานซื่อท่านเป็นคนดีจริงๆ-เด็กหนุ่มบอกกับตัวเอง
๒๐.๒.๕๑
นักรบจากดาวดวงอื่น(9)-หยินและหยาง
(1)
ลมยามดึกแผ่ความหนาวเย็นออกมา ภายใต้แสงจันทร์นวลในสวนดอกไม้อันเงียบสงบ ที่มีเสียงใบไม้ดังกรูเกรียวอยู่ไปมา ร่างหนึ่งกำลังกระโดดไปมา ซ้ายที ขวาที ล้มคว่ำล้มหงายก็ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังหยัดร่างลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมย่อท้อ
แต่ก็มีอยู่บางจังหวะที่ยืนหอบหายใจด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็นนาน
“เฒ่าลู่…นี่ข้าเหนื่อยแล้วนะ เหนื่อยมากด้วย จะให้ข้ากระโดดไป กระโดดมาอย่างนี้ทั้งคืนเลยเหรอ” ร่างนั้นตัดพ้อ แล้วเอามือเกาหัวตัวเองไปมาอย่างหงุดหงิดใจ
ใช่แล้ว-ร่างที่โลดเต้นไปมาด้วยอาการเก้กังอยู่เป็นนานก็คือ หวูไว่-เด็กหนุ่มผมสีทองจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่นเอง
และชายเฒ่าที่ลูบคางตัวเองและยิ้มน้อยๆออกมาก็คือเฒ่าบ้า-ตาเฒ่าลู่แห่งสวนดอกไม้
“ข้าหวังดีต่อเจ้าหรอกไอ้หนู…”
“เอาละ…คราวนี้ ข้าอยากให้เจ้ายกหมัดต่อยมาที่ข้าเต็มแรงอย่างไม่ต้องเกรงใจเลย”
“หา…อะไรนะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงหลง แม้จะใช้แรงกระโดดไปมาอยู่เป็นนานแต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็เชื่อว่าตัวเองยังมีแรงเหลือเฟือที่จะต่อยใส่ตาเฒ่าที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า แล้วทำไมเฒ่าลู่ถึงคิดอะไรเพี้ยนๆเช่นนี้
“เฒ่าลู่ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ”
ตาเฒ่าเพ่งมองเด็กหนุ่มครู่ใหญ่ แล้วหัวเราะหึหึขึ้นมา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ข้าไม่ได้พูดผิด ไม่ได้เพี้ยน หรือบ้าอะไรอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกน่า มาเถอะกำหมัดแล้วชกมาที่ข้าเถิด ไม่เป็นไรหรอกน่า”
หวูไว่ถอนหายใจออกมา แล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก
เขาจะทำอะไรได้เล่านอกจากพุ่งหมัดขวาตรงไปยังบริเวณหน้าอกของเฒ่าลู่เต็มแรง แต่เป็นการพุ่งน้ำหนักหมัดไปโดยที่เจ้าของมือเอาแต่หลับตาปี๋
แต่แล้ว หวูไว่รู้สึกเหมือนว่าหมัดของตัวเองแหวกถูกแต่ลมในอากาศไปเท่านั้น หาได้พุ่งไปที่ร่างของตาเฒ่าแต่อย่างใด
เพราะอะไรกัน
เด็กหนุ่มนึกได้แค่นั้นขณะลืมตาขึ้น
และเหมือนมีแรงดันบางอย่างกระแทกเข้ากลางหลัง จนเซหลุนๆไปนอนจุกแอ้กอยู่บนพื้นเป็นนาน
เฮ้ย…
มองไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เมื่อพบว่าแรงดันบางอย่างเกิดขึ้นจากน้ำมือของเฒ่าลู่ที่ไปยืนอยู่ทางด้านหลังของตัวเองได้อย่างไรไม่รู้
“นี่มัน…”
เฒ่าลู่หัวเราะแล้วพูดว่า
“ที่ข้าให้เจ้ากระโดดไปมา ชกต่อยลืมวืดวาดในตอนแรก รวมทั้งชกมาที่ข้านั่นมันคือการใช้พละกำลังจากร่างกายของเจ้าที่มีทั้งหมด เป็นเหมือนการรุกไปข้างหน้าโดยใช้กำลังโจมตี”
“และที่ส่งเจ้าลงไปนอนกองอยู่นั่น มันคือคือการตั้งรับ ที่เน้นความอ่อนโยน แล้วหาช่องว่าง หาจุดว่างในตัวของเจ้าเพื่อตีโต้ออกไป”
“แล้วมันมีความหมายว่าอะไรเล่า ตาเฒ่า”
“มันก็คือ หยิน และ หยาง”
“หยิน และ หยาง เหรอ” เด็กหนุ่มทวนคำ
ตาเฒ่าพยักหน้า
“มันคือแข็งและอ่อน ในโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยสองสิ่งนี้เด็กโง่ บางขณะหยินก็เป็นใหญ่ แต่บางเวลาก็จะเป็นหยาง เจ้าเพียงรู้จักพลิกแพลง เชื่อมต่อระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้เท่านั้น เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อตัวเจ้า”
เฒ่าลู่เพ่งมองมาที่เด็กหนุ่มแล้วพูดว่า
“จงสงบนิ่ง มีสติ เมื่อมีสมาธิ ปัญญาย่อมจะเกิดขึ้น”
หวูไว่เริ่มงงแล้ว ที่ตาเฒ่าพูดมามันเกี่ยวกับการที่เขาชกลมวืดวาดเมื่อตะกี้ด้วยหรือนี่
“ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะสร้างความกลมกลืนระหว่างหยินและหยางได้ มันจะช่วยป้องกันเจ้าจากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้แน่ เชื่อข้าซิ”
“แล้วข้าจะเรียนรู้มันได้อย่างไร เฒ่าลู่”
“เถอะน่า… อย่ากลัวไปเลย”
ตาเฒ่าผู้แปลกประหลาดบอก
(2)
“เอาไป…”
“อะไรกันตาเฒ่า ดาบเล่มนี้มัน…”
“เถอะน่า…”
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา รับดาบจากมือเฒ่าลู่ด้วยอาการมึนงง ดาบเล่มนี้แทบจะไม่สามารถเรียกว่าดาบได้เลย เพราะมันไม่มีด้ามดาบ ไม่มีฝัก ที่สำคัญไม่มีประกายวาววับเหมือนดาบทั่วไป
เพราะมันเป็นดาบไม้
เป็นดาบไม้ที่มีขนาดกระชับสั้น ว่าไปแล้วเหมือนแผ่นไม้บางๆที่ผ่านการเกลาจนเป็นรูปร่างเหมือนดาบขึ้นมาเท่านั้น
มันจะใช้ป้องกันตัวได้อย่างไร จะตัดต้นหญ้าที่รกรุงรังในสวนดอกไม้ได้หรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่
“เฒ่าลู่ ดาบนี้จะใช้ทำอะไรได้เนี่ย ข้าไม่คิดว่ามัน…”
“เด็กโง่”
ตาเฒ่าตวาดเบาๆแล้วอธิบาย
“อาวุธเป็นเพียงวัตถุภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องรู้ใช้ดาบให้เป็นเท่านั้น”
“งั้นเหรอ…”
“งั้นซิ…มันคือการผสานระหว่างจิตกับวัตถุ เมื่อเจ้ารู้จักใช้จิตผนึกเข้ากับอาวุธ จะเป็นดาบไม้ หรือจากดาบวิเศษก็ไม่มีความแตกต่างกัน…”
แล้วเฒ่าลู่ก็ย้ำในประโยคต่อมาอีกว่า
“ดาบไม้มันเหมาะกับเจ้า เพราะมันเป็นดาบที่ใช้เพื่อช่วยเหลือคน ไม่ใช่ฆ่าคน”
อย่างนั้นก็เถอะ-หวูไว่ก็ยังสงสัยอยู่ดี มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นกระมัง
“จงจดจ่ออยู่กับดาบ ละทิ้งทุกอย่างและมีสมาธิอยู่กับมัน”ตาเฒ่าว่า
“แล้วข้าจะบังคับมันได้อย่างไร…”เด็กหนุ่มถาม
เฒ่าลู่ยิ้ม
“นอกจากใช้จิตผนึกกับอาวุธแล้ว เจ้าต้องปล่อยให้ร่างกายของเจ้าเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ”
“ฟังดูงงๆนะ เฒ่าลู่”
“จำได้มั๊ยเจ้าเด็กโง่ คำที่ข้าเคยบอก ต้นไผ่ สายน้ำ และ ดวงดาว”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ
“เจ้าหลับตาซิ และนึกถึงคำว่าต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“ลองนึกถึงต้นไผ่ เห็นมั๊ยว่ามันเรียวยาว บอบบาง แต่สังเกตหรือไม่ว่าจะมีลมแรงเพียงไร ไผ่ไม่โดนหักโค่น มันเพียงเอนไหวมาก็สลายลมแรงเหล่านั้นได้หมดแล้ว หากการเคลื่อนไหวของเจ้ากระทำได้เยี่ยงนั้นยามต่อสู้ เจ้าย่อมจะคลี่คลายสถานการณ์จากหนักเป็นเบาได้”
“ทำตัวเหมือนต้นไม้หวูไว่ ตั้งตระหง่าน สงบนิ่ง และรอคอย”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องอืมม์ในลำคอ
“แล้วก็สายน้ำ มันไหลเรื่อยต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งไม่มีสิ่งใดมากีดขวางมันก็จะยิ่งไหลไปตามเส้นทางของมัน ว่าไปแล้วมันก็คือเหมือนกระบวนท่าดาบที่หากควบคุมได้อย่างต่อเนื่องจะเปล่งประสิทธิภาพออกมาอย่างเต็มที่ เป็นการรุกไปข้างหน้ายังไงละ”
“แล้วดวงดาวละ…”เด็กหนุ่มถามทั้งๆที่ยังนั่งหลับตาอยู่
“เด็กโง่เอ๋ย-ดวงดาวมีการเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง และการเคลื่อนไหวของดวงดาวเป็นตัวนำการเคลื่อนไหวต่างๆบนโลก ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรไปทางใด การเคลื่อนไหวของมนุษย์โลก พืช สัตว์ทั้งมวล ก็ดูจะเคลื่อนที่ไปในธรรมชาติเช่นเดียวกัน”
“ดังคำที่ว่าคล้อยเพื่อเคลื่อนตาม คล้อยตามจึงเคลื่อนยังไงเล่า”
หวูไว่ลืมตาตื่นขึ้น ความสว่างลุกโพลนอยู่ภายใน
“เฒ่าลู่ ถ้าอย่างนั้นที่แท้ ต้นไผ่ สายน้ำ ดวงดาวคือเคล็ดแห่งวิชาฝีมือหรือนี่”
“มันก็แล้วแต่เจ้าจะคิดซิ ข้าบอกแล้วไงว่า ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาวมีความลี้ลับให้เจ้าค้นหา มันแล้วแต่เจ้าจะตีความออกมาอย่างไร แล้วก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้าเองอีกด้วย”
เด็กหนุ่มอ้าปากหวอแล้วใช้มือเกาศรีษะตัวเองอีกครั้งแล้ว
“หวูไว่ ทั้งหมดที่ว่ามาเจ้าเข้าใจหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแต่ก็ยังขัดข้องใจจนต้องเอ่ยถามออกไปว่า
“แต่ข้าจะแปรเปลี่ยนมันเพื่อใช้กับดาบไม้เล่มนี้ได้อย่างไร”
ตาเฒ่าลู่เอามือลูบเคราของตัวเอง แล้วหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาอ่อนโยน
“มันจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเจ้ารู้จักฝึกฝนและมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากขึ้นนั่นเอง”
“อะไรนะ…”หวูไว่ร้องได้แค่นั้น
(3)
เสียงดาบไม้ปะทะกับสายลมอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัดในลานของสวนดอกไม้
ถ้าใครได้เห็นหวูไว่ในยามนี้คงจะประหลาดใจอยู่มาก ร่างที่เคลื่อนไหวไปมาผสานเข้ากับกระบวนดาบได้อย่างกลมกลืน แม้จะดูเก้กัง ติดขัดในบางจังหวะ แต่นานเข้าเด็กหนุ่มก็ดูจะควบคุมดาบในมือได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนพอจะกล่าวได้ว่าพอรู้จักใช้ดาบเป็นบ้างแล้ว
“เจ้าทำได้ดีมาก หวูไว่”เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง
เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองก็พบเฒ่าลู่ยืนมือไขว้หลัง เฝ้าดูการรำดาบของตนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
“แต่ข้าคิดว่า…”
“หวูไว่…เจ้าเพิ่งฝึกฝนอย่ารีบเร่งไปหน่อยนักเลย ความสำเร็จมันเกิดในเวลาชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอก”
“ทราบแล้ว เฒ่าลู่”
“เอ๊ย…อาจารย์”
แต่เฒ่าลู่ส่ายหน้า
“อย่าเรียกข้าอย่างนั้นเจ้าเด็กโง่ ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของข้า นี่เป็นเพียงแค่การชี้แนะธรรมดาเท่านั้นหรอก”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มพยายามทักท้วง”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ยกมือห้ามแล้วเอ่ยว่า
“ครูและอาจารย์นั้นมีไว้สำหรับสอนสั่งศิษย์ผู้หลงทาง แต่เจ้านั้นไม่ใช่ จำคำข้าไว้ เจ้าไม่เหมือนใครหวูไว่ และไม่เหมือนคนพวกนั้น”
“พวกนั้นเหรอ…พวกไหนกัน”
เฒ่าลู่ไม่ตอบคำ ปล่อยให้เด็กหนุ่มงงงันอยู่อย่างนั้น
(4)
“เจ้าดูแปลกไปนะ…”
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูผึ่งผายขึ้น มีกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าเดิม ไปทำอะไรมาน่ะหวูไว่”
เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบเพื่อนทั้งสองคนไปว่า
“เปล่านี่…ข้าก็ปลูกดอกไม้ไปตามเรื่องเท่านั้น”
เรียวและอากิสบกันตา ดูเหมือนว่าตั้งแต่จากหมู่บ้านเซียงอู่มาอยู่ที่เกียะหยู หวูไว่จะมีอะไรที่ดูพิกล และทำท่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าอ้วน-อากิ ถอนหายใจออกมาโดยแรง
“นี่…ไอ้เพื่อนบ้า เจ้าเป็นอะไรของเจ้านะ เอาแต่ขลุกตัวเองอยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน บางทีข้าก็เห็นเจ้าเอาแต่มองต้นไม้ในสวนอยู่นั่นแหละ จะมองให้ดอกไม้มันงอกขึ้นมาหรือไง หา”
เจ้าโย่ง-เรียว พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย
“ทำใจบ้างเถอะน่า รักคนมีเจ้าของก็ต้องช้ำใจอย่างนี่แหละ มีผู้หญิงสวยในเกียะหยูให้เจ้าเลือกเยอะแยะไป”
“หา…อะไรนะ”คราวนี้เป็นหวูไว่ร้องออกมาบ้าง
อากิเอามือตบหลังเด็กหนุ่มเบาๆเหมือนปลอบใจ
“รู้น่า เจ้านะหลงรักคุณหนูเอียน แต่รักครั้งนี้ของเจ้ามันเป็นรักคุด เจ้าไม่สมหวังหรอก ตัดอกตัดใจเสียเถิดน่า”
หวูไว่ มองหน้าเจ้าเพื่อนตัวดีสองคนไปมาแล้วก็หัวเราะหึหึออกมา
“เจ้าเพื่อนบ้า เพ้อเจ้ออะไรกันเนี่ย”
อกหักเหรอ-หวูไว่เคยคิดเช่นนั้นอยู่บ้างเมื่อยามมาถึงเกียะหยูใหม่ๆ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสวนดอกไม้ร่วมกับเฒ่าลู่นานวันเข้า ซึมซับกับธรรมชาติรอบตัว ฟังคำกล่าวอันมีนัยลึกซึ้งของเฒ่าลู่มากขึ้น เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง ฟูมฟายกับความรักที่ผิดหวังของตัวเองมากนักหรอก
“ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นหรอก ข้าคิดอย่างนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหาก ไม่ใช่ว่าคนที่ข้ารักจากไป หรือมีคนอื่นที่รักอยู่แล้ว จะทำให้ความรักนั้นจืดจางไปเสียเมื่อไหร่เล่า”
เรียวและอากิหันไปสบตากันอีกครั้ง
“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย ไม่เข้าใจเลย” เรียวบ่น
“เรียว อากิ วันใดที่มีความรักพวกเจ้าก็จะรู้เองนั่นแหละ”เด็กหนุ่มว่า
“น้ำเน่าชะมัดวะ”อากิเสริม
แล้วเพื่อนรักทั้งสามก็ประสานเสียงหัวเราะดังไปทั่วสวนดอกไม้
(5)
หลี่มู่ยืนอยู่ในมุมด้านหนึ่งของเก๋งชมจันทร์ในสวนของคฤหาสน์สกุลมู่ ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน และแม่ทัพหนุ่มกำลังเอามือไพล่หลังเฝ้ามองราตรีเบื้องบนที่มืดมิดด้วยอาการครุ่นคิด
ปีนี้หลี่มู่มีอายุ 21 เขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์โบราณ พ่อของหลี่มู่เป็นนายทหารผู้สร้างตำนานการรบไว้มากมาย ในขณะที่แม่เป็นกุลสตรีที่ดีงาม มีเมตตาต่อทุกผู้คน
และจุดเด่นของพ่อและแม่ก็หลอมรวมอยู่ในตัวของหลี่มู่อย่างน่าทึ่ง
หลี่มู่มีความองอาจ สง่างาม มีหน้าตาอันโดดเด่นสะดุดตา ชนิดใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง มีความฉลาด เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ
อายุได้ 17 หลี่หมู่ก็เปล่งประกายเจิดจ้าในสนามรบ ในฐานะนักรบที่เก่งกล้าสามารถ เป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่ง ถนัดในการใช้อาวุธทุกประเภท มีสติปัญญาอันเฉียบคม หลักแหลมในการวางแผนการรบ
อายุได้ 20 หลี่มู่ก็กลายมาเป็นผู้นำของกองกำลังเมฆขาว ชนะศึกเล็กใหญ่มากมาย จนได้ฉายาว่า “ราชันแห่งทุ่งสงคราม” เป็นขุนพลที่สร้างความครั่นคร้ามให้กับนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำมากที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้น แม่ทัพหนุ่มก็รู้สึกว่า การใช้ชีวิตในศึกสงครามมานายหลายปี ทำให้รตัวเองชาเย็นจนเกินไป ยากที่ใครจะเข้าถึง
ไม่เว้นแม้กระทั่ง เอียนซี คู่หมั้นสาว
ที่แล้วมา หลี่มู่ กับ เอียนซี ถือเป็นกำลังหลักของกองกำลังเมฆขาว ยามออกศึกสงคราม หงสาคะนองศึกจะเป็นทัพหน้าทำหน้าที่คอยสอดแนม รายงานความเคลื่อนไหวของศัตรู และถนัดในการลอบซุ่มโจมตีเพื่อลดทอนกำลังของศัตรู
ส่วนหลี่มู่ จะทำหน้าที่เป็นทัพหลวง คอยวางแผนการรบ และพร้อมจะเคลื่อนกำลังเพื่อสนับสนุนได้ตลอดเวลา
แต่หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่มู่ กับ เอียนซี ช่างคล้ายกับแม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพน้อย ที่มีแต่เรื่องราวการวางแผน การรบ และการทำลายล้างทหารอัศวินดำเท่านั้น
ความจริงแล้ว แม่ทัพใหญ่แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ จนกระทั่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสังเกตเห็นว่า คู่หมั้นสาวมักจะเอ่ยถึงเด็กหนุ่มหวูไว่อยู่บ่อยหนเหลือเกิน พูดถึงหนใดก็มักจะยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเบิกบาน
นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาเองไม่เคยพูดหรือกระทำการใดๆให้คู่หมั้นสาวเบิกบานเหมือนที่เด็กหนุ่มบ้านนอกคนนั้นทำได้
คิดถึงแล้ว หลี่มู่ก็ถอนหายใจออกมา
ในขณะแม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดและเฝ้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน เอียนซีก็เดินเข้ามาถึงเก๋งชมจันทร์ และเอ่ยทักทายว่า
“พี่หลี่ ยากนักที่จะเห็นแม่ทัพใหญ่ของพวกเรามีอารมณ์สุนทรีชมแสงจันทร์เยี่ยงนี้”
หลี่มู่ หันหน้ามาและพยักหน้าให้คู่หมั้นสาวและส่งรอยยิ้มน้อยๆเป็นการทักทาย
“ซียี้ เจ้าอย่าล้อข้าเลยน่า”
พูดเสร็จ หลี่มู่ก็ยกมือบอกให้คู่หมั้นสาวนั่งลงบนโต๊ะหิน
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า…”
หงสาคะนองศึกหัวร่อออกมาเบาๆก่อนทรุดตัวลงนั่ง
“อีก 3 วันข้างหน้าเจ้าคงต้องเดินทางไปเมืองเว่ยแล้วซินะ…”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
“เท่าที่ทราบในเบื้องต้นก็คือ ตอนนี้กองทัพอัศวินดำได้ส่งกองกำลังไปที่เมืองเว่ยอย่างผิดสังเกตในช่วงหลายวันที่ผ่านมา”
“อืมม์…แต่เรื่องที่ว่าเมืองเว่ยมีความลับเรื่องอาณาจักรที่สาปสูญอะไรซุกซ่อนนั่น มันน่าสงสัยว่ามันจะเป็นความจริงได้หรือ…”หลี่มู่กล่าว
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่เท่าที่สืบข่าวมาได้ก็คือ นายพลซื่อชางดูจะให้ความสนใจเรื่องอาณาจักรที่ผู้คนร่ำลือกันมากเหลือเกินนี่ ข้าก็อยากรู้ความจริงในเรื่องนี้เหมือนกัน”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของคู่หมั้นสาวก่อนเสริมด้วยว่า
“และนายพลซื่อชางก็ยังตามหาเด็กหนุ่มที่มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าอย่างจ้าละหวั่นเหมือนเดิมด้วย”
“แต่ข้ารับประกันว่า หวูไว่ไม่ใช่เด็กหนุ่มคนที่ว่านั่นแน่ พี่หลี่”
หลี่มู่เหลือบตามองไปที่คู่หมั้นสาว ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มสนิท เหมือนอยากจะกล่าวอะไรแต่ก็เก็บเงียบเอาไว้ในลำคอ
“พี่หลี่…ท่านยังสงสัยหวูไว่อีกเหรอ”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนลุกจากม้านั่งแล้วไปยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนแล้วพูดลอยๆออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะห่วงใยเด็กหนุ่มหวูไว่คนนั้นอยู่มากนะ ซียี้”
เอียนซีร้องอืมม์ดังในลำคอ แล้วชั่วครูก็ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
“นี่…ท่านคงไม่คิดว่าข้ากับหวูไว่…เอ้อ”
หลี่มู่หันมาช้าๆมองไปยังคู่หมั้นสาวและส่ายหน้าไปมา
“นั่นซิ…ข้าไม่คิดว่าพี่หลี่จะคิดอย่างนั้นกับหวูไว่ เขาเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี และยังเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้อีกด้วย”
“แต่พี่หลี่…ข้ามองเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น”
“หือม์…เพื่อนหรือ” หลี่มู่ครางออกมาแล้วรู้สึกเหมือนความอัดอั้นในอกคลายออกจนหมด
เอียนซีพยักหน้ารับ
“ท่านแม่ทัพนะท่านแม่ทัพ คิดอะไรของท่านอยู่นี่ เฮ้อ”
“ซียี้…” แม่ทัพหนุ่มพูดเหมือนละเมอ ก่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างลืมตัว แล้วยื่นมือเข้ากุมมือของคู่หมั้นสาวเอาไว้
“นี่…ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านเป็นคู่หมั้นข้านะ อย่าคิดอะไรให้มันเลยเถิดไปนักเลย เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ท่านน่าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าดี”
“ข้าขอโทษ…ซียี้” หลี่มู่พูดเบาๆ กุมมือคู่หมั้นสาวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ในขณะที่นางสิงห์คะนองศึกก้มหน้าลงอย่างขวยอาย ซุกซ่อนดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดีไม่ให้คู่หมั้นหนุ่มได้เห็น
(6)
“แย่แล้ว…ไม่ทันแน่”
หวูไว่ร้องบอกตัวเองอยู่ในใจ ในขณะที่เร่งฝีเท้าเต็มเหยียด เป้าหมายคือประตูเมืองที่ขณะนี้หน่วยทหารเล็กๆของกองกำลังเมฆขาวคงอยู่ระหว่างเคลื่อนกำลังเพื่อไปปฎิบัติภาระกิจยังเมืองเว่ย
“นี่-เจ้าตัวดี อยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆละ พวกเราจะไปออกรบกันเฟ้ย เป็นสงครามครั้งแรกของพวกเรา”
“โอ๊ย-อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ซิไอ้เพื่อนบ้า เราไปเพื่อสอดแนมเท่านั้น ไม่มีอะไรอันตรายนักหรอก และคุณหนูเอียนของเจ้านำทัพไปเองด้วย”
นั่นแหละ-ที่เรียวและอากิบอกกับเขาเมื่อ 3 วันก่อน และเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะต้องไปส่งเพื่อนรักตรงปากประตูเมืองให้ได้
แล้วก็เอ้อ-เขายังได้ตัดดอกเบญจมาศในสวนที่เพิ่งออกดอกสะพรั่งเพื่อเตรียมมอบให้คุณหนูเอียนด้วย
แต่ขณะนี้ ถึงจะเร่งฝีเท้าอย่างไร และมองเห็นประตูเมืองอยู่ลิบๆเบื้องหน้า แต่เขาก็เห็นแล้วว่ากองทหารเล็กๆกำลังเคลื่อนทัพออกจากประตูเมืองไปอย่างเงียบๆ
เห็นอย่างนั้นแล้วเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ก็แข้งขาอ่อน ไม่มีแรง ยืนหอบหายใจเฝ้ามองหน่วยทหารเคลื่อนทัพจากไป ร่ำร้องเรียกชื่อคุณหนูเอียน-อยู่ในใจเท่านั้น
“อ้าว…เจ้าหนุ่ม”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาทางด้านหลัง เมื่อหวูไว่เหลียวไปมองก็เห็นใบหน้าเหลี่ยม ดวงตายิบหยี และรอยยิ้มเหยียดของคนผู้หนึ่งจ้องมองมา
“ที่ปรึกษาฝาน…”เด็กหนุ่มพึมพำ
ใช่แล้ว-ฝานซื่อ ที่ปรึกษาของแม่ทัพหนุ่มหลี่มู่นั่นเอง
และขณะนี้กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาหลุกหลิกไปมา
“ว่าไงละ…เจ้าหนุ่มมาทำอะไรตรงนี้ แล้วก็นั่นเจ้าจะถือดอกไม้ไปไหน”
หวูไว่หันไปมองดอกเบญจมาศที่กำแน่นอยู่ในมือ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า
“คือข้า…อยากจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่เพิ่งจะร่วมทัพไปสืบเหตุการณ์ที่เมืองเว่ย แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วละที่ปรึกษาฝาน”
“แล้วก็นี่…”เด็กหนุ่มพูดแล้วก้มมองดอกเบญจมาศในมือด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้าตั้งใจมอบให้คุณหนูเอียนซี เพื่ออวยพรให้คุณหนูปฎิบัติภารกิจสำเร็จ แค่นั้นเอง”
ฝานซื่อพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจออกมาโดยแรง
“น่าเห็นใจจริงน้องชาย แต่เรื่องแค่นี้ข้าช่วยเจ้าได้สบายมาก เอาดอกไม้นั่นมาซิเดี๋ยวข้าจะจัดการส่งมอบให้คุณหนูเอียนเอง-ข้าว่านางเองก็คงดีใจมาก”
“หา-จริงเหรอ”
ฝานซื่อหัวร่อเบาๆและพยักหน้า ก่อนจะรับดอกไม้จากมือเด็กหนุ่มไปถือไว้
“ไม่เป็นไรหรอก-เรื่องเล็กน้อยน่า”
หวูไว่มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น กล่าวขอบคุณฝานซื่อด้วยน้ำเสียงสั่น
“ที่ปรึกษาฝาน…ท่านช่างมีน้ำใจนัก” เด็กหนุ่มพึมพำและก้าวเท้ากลับสู่ที่พักด้วยหัวใจอันปลอดโปร่ง
ฝานซื่อเพียงมองแผ่นหลังของหวูไว่ที่เร่งฝีเท้าจากไปด้วยสีหน้ายิ้มเหยียด แล้วหัวเราะเสียงแหลมออกมา
“ไอ้หน้าโง่เอ๊ย คางคกคิดจะกินเนื้อห่านฟ้าเชียวหรือนี่ ช่างไม่เจียมนัก…”
พูดพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นแล้ว ที่ปรึกษาประจำตัวแม่ทัพหลี่มู่ก็ค่อยๆทิ้งดอกไม้ในมือลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ตามมาด้วยการใช้เท้าเหยียบย่ำดอกไม้นั่นจนแหลกคาเท้า
แล้วหัวร่ออย่างสะใจอยู่เป็นนาน
ลมยามดึกแผ่ความหนาวเย็นออกมา ภายใต้แสงจันทร์นวลในสวนดอกไม้อันเงียบสงบ ที่มีเสียงใบไม้ดังกรูเกรียวอยู่ไปมา ร่างหนึ่งกำลังกระโดดไปมา ซ้ายที ขวาที ล้มคว่ำล้มหงายก็ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังหยัดร่างลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมย่อท้อ
แต่ก็มีอยู่บางจังหวะที่ยืนหอบหายใจด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็นนาน
“เฒ่าลู่…นี่ข้าเหนื่อยแล้วนะ เหนื่อยมากด้วย จะให้ข้ากระโดดไป กระโดดมาอย่างนี้ทั้งคืนเลยเหรอ” ร่างนั้นตัดพ้อ แล้วเอามือเกาหัวตัวเองไปมาอย่างหงุดหงิดใจ
ใช่แล้ว-ร่างที่โลดเต้นไปมาด้วยอาการเก้กังอยู่เป็นนานก็คือ หวูไว่-เด็กหนุ่มผมสีทองจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่นเอง
และชายเฒ่าที่ลูบคางตัวเองและยิ้มน้อยๆออกมาก็คือเฒ่าบ้า-ตาเฒ่าลู่แห่งสวนดอกไม้
“ข้าหวังดีต่อเจ้าหรอกไอ้หนู…”
“เอาละ…คราวนี้ ข้าอยากให้เจ้ายกหมัดต่อยมาที่ข้าเต็มแรงอย่างไม่ต้องเกรงใจเลย”
“หา…อะไรนะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงหลง แม้จะใช้แรงกระโดดไปมาอยู่เป็นนานแต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็เชื่อว่าตัวเองยังมีแรงเหลือเฟือที่จะต่อยใส่ตาเฒ่าที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า แล้วทำไมเฒ่าลู่ถึงคิดอะไรเพี้ยนๆเช่นนี้
“เฒ่าลู่ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ”
ตาเฒ่าเพ่งมองเด็กหนุ่มครู่ใหญ่ แล้วหัวเราะหึหึขึ้นมา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ข้าไม่ได้พูดผิด ไม่ได้เพี้ยน หรือบ้าอะไรอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกน่า มาเถอะกำหมัดแล้วชกมาที่ข้าเถิด ไม่เป็นไรหรอกน่า”
หวูไว่ถอนหายใจออกมา แล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก
เขาจะทำอะไรได้เล่านอกจากพุ่งหมัดขวาตรงไปยังบริเวณหน้าอกของเฒ่าลู่เต็มแรง แต่เป็นการพุ่งน้ำหนักหมัดไปโดยที่เจ้าของมือเอาแต่หลับตาปี๋
แต่แล้ว หวูไว่รู้สึกเหมือนว่าหมัดของตัวเองแหวกถูกแต่ลมในอากาศไปเท่านั้น หาได้พุ่งไปที่ร่างของตาเฒ่าแต่อย่างใด
เพราะอะไรกัน
เด็กหนุ่มนึกได้แค่นั้นขณะลืมตาขึ้น
และเหมือนมีแรงดันบางอย่างกระแทกเข้ากลางหลัง จนเซหลุนๆไปนอนจุกแอ้กอยู่บนพื้นเป็นนาน
เฮ้ย…
มองไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เมื่อพบว่าแรงดันบางอย่างเกิดขึ้นจากน้ำมือของเฒ่าลู่ที่ไปยืนอยู่ทางด้านหลังของตัวเองได้อย่างไรไม่รู้
“นี่มัน…”
เฒ่าลู่หัวเราะแล้วพูดว่า
“ที่ข้าให้เจ้ากระโดดไปมา ชกต่อยลืมวืดวาดในตอนแรก รวมทั้งชกมาที่ข้านั่นมันคือการใช้พละกำลังจากร่างกายของเจ้าที่มีทั้งหมด เป็นเหมือนการรุกไปข้างหน้าโดยใช้กำลังโจมตี”
“และที่ส่งเจ้าลงไปนอนกองอยู่นั่น มันคือคือการตั้งรับ ที่เน้นความอ่อนโยน แล้วหาช่องว่าง หาจุดว่างในตัวของเจ้าเพื่อตีโต้ออกไป”
“แล้วมันมีความหมายว่าอะไรเล่า ตาเฒ่า”
“มันก็คือ หยิน และ หยาง”
“หยิน และ หยาง เหรอ” เด็กหนุ่มทวนคำ
ตาเฒ่าพยักหน้า
“มันคือแข็งและอ่อน ในโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยสองสิ่งนี้เด็กโง่ บางขณะหยินก็เป็นใหญ่ แต่บางเวลาก็จะเป็นหยาง เจ้าเพียงรู้จักพลิกแพลง เชื่อมต่อระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้เท่านั้น เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อตัวเจ้า”
เฒ่าลู่เพ่งมองมาที่เด็กหนุ่มแล้วพูดว่า
“จงสงบนิ่ง มีสติ เมื่อมีสมาธิ ปัญญาย่อมจะเกิดขึ้น”
หวูไว่เริ่มงงแล้ว ที่ตาเฒ่าพูดมามันเกี่ยวกับการที่เขาชกลมวืดวาดเมื่อตะกี้ด้วยหรือนี่
“ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะสร้างความกลมกลืนระหว่างหยินและหยางได้ มันจะช่วยป้องกันเจ้าจากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้แน่ เชื่อข้าซิ”
“แล้วข้าจะเรียนรู้มันได้อย่างไร เฒ่าลู่”
“เถอะน่า… อย่ากลัวไปเลย”
ตาเฒ่าผู้แปลกประหลาดบอก
(2)
“เอาไป…”
“อะไรกันตาเฒ่า ดาบเล่มนี้มัน…”
“เถอะน่า…”
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา รับดาบจากมือเฒ่าลู่ด้วยอาการมึนงง ดาบเล่มนี้แทบจะไม่สามารถเรียกว่าดาบได้เลย เพราะมันไม่มีด้ามดาบ ไม่มีฝัก ที่สำคัญไม่มีประกายวาววับเหมือนดาบทั่วไป
เพราะมันเป็นดาบไม้
เป็นดาบไม้ที่มีขนาดกระชับสั้น ว่าไปแล้วเหมือนแผ่นไม้บางๆที่ผ่านการเกลาจนเป็นรูปร่างเหมือนดาบขึ้นมาเท่านั้น
มันจะใช้ป้องกันตัวได้อย่างไร จะตัดต้นหญ้าที่รกรุงรังในสวนดอกไม้ได้หรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่
“เฒ่าลู่ ดาบนี้จะใช้ทำอะไรได้เนี่ย ข้าไม่คิดว่ามัน…”
“เด็กโง่”
ตาเฒ่าตวาดเบาๆแล้วอธิบาย
“อาวุธเป็นเพียงวัตถุภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องรู้ใช้ดาบให้เป็นเท่านั้น”
“งั้นเหรอ…”
“งั้นซิ…มันคือการผสานระหว่างจิตกับวัตถุ เมื่อเจ้ารู้จักใช้จิตผนึกเข้ากับอาวุธ จะเป็นดาบไม้ หรือจากดาบวิเศษก็ไม่มีความแตกต่างกัน…”
แล้วเฒ่าลู่ก็ย้ำในประโยคต่อมาอีกว่า
“ดาบไม้มันเหมาะกับเจ้า เพราะมันเป็นดาบที่ใช้เพื่อช่วยเหลือคน ไม่ใช่ฆ่าคน”
อย่างนั้นก็เถอะ-หวูไว่ก็ยังสงสัยอยู่ดี มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นกระมัง
“จงจดจ่ออยู่กับดาบ ละทิ้งทุกอย่างและมีสมาธิอยู่กับมัน”ตาเฒ่าว่า
“แล้วข้าจะบังคับมันได้อย่างไร…”เด็กหนุ่มถาม
เฒ่าลู่ยิ้ม
“นอกจากใช้จิตผนึกกับอาวุธแล้ว เจ้าต้องปล่อยให้ร่างกายของเจ้าเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ”
“ฟังดูงงๆนะ เฒ่าลู่”
“จำได้มั๊ยเจ้าเด็กโง่ คำที่ข้าเคยบอก ต้นไผ่ สายน้ำ และ ดวงดาว”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ
“เจ้าหลับตาซิ และนึกถึงคำว่าต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“ลองนึกถึงต้นไผ่ เห็นมั๊ยว่ามันเรียวยาว บอบบาง แต่สังเกตหรือไม่ว่าจะมีลมแรงเพียงไร ไผ่ไม่โดนหักโค่น มันเพียงเอนไหวมาก็สลายลมแรงเหล่านั้นได้หมดแล้ว หากการเคลื่อนไหวของเจ้ากระทำได้เยี่ยงนั้นยามต่อสู้ เจ้าย่อมจะคลี่คลายสถานการณ์จากหนักเป็นเบาได้”
“ทำตัวเหมือนต้นไม้หวูไว่ ตั้งตระหง่าน สงบนิ่ง และรอคอย”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องอืมม์ในลำคอ
“แล้วก็สายน้ำ มันไหลเรื่อยต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งไม่มีสิ่งใดมากีดขวางมันก็จะยิ่งไหลไปตามเส้นทางของมัน ว่าไปแล้วมันก็คือเหมือนกระบวนท่าดาบที่หากควบคุมได้อย่างต่อเนื่องจะเปล่งประสิทธิภาพออกมาอย่างเต็มที่ เป็นการรุกไปข้างหน้ายังไงละ”
“แล้วดวงดาวละ…”เด็กหนุ่มถามทั้งๆที่ยังนั่งหลับตาอยู่
“เด็กโง่เอ๋ย-ดวงดาวมีการเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง และการเคลื่อนไหวของดวงดาวเป็นตัวนำการเคลื่อนไหวต่างๆบนโลก ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรไปทางใด การเคลื่อนไหวของมนุษย์โลก พืช สัตว์ทั้งมวล ก็ดูจะเคลื่อนที่ไปในธรรมชาติเช่นเดียวกัน”
“ดังคำที่ว่าคล้อยเพื่อเคลื่อนตาม คล้อยตามจึงเคลื่อนยังไงเล่า”
หวูไว่ลืมตาตื่นขึ้น ความสว่างลุกโพลนอยู่ภายใน
“เฒ่าลู่ ถ้าอย่างนั้นที่แท้ ต้นไผ่ สายน้ำ ดวงดาวคือเคล็ดแห่งวิชาฝีมือหรือนี่”
“มันก็แล้วแต่เจ้าจะคิดซิ ข้าบอกแล้วไงว่า ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาวมีความลี้ลับให้เจ้าค้นหา มันแล้วแต่เจ้าจะตีความออกมาอย่างไร แล้วก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้าเองอีกด้วย”
เด็กหนุ่มอ้าปากหวอแล้วใช้มือเกาศรีษะตัวเองอีกครั้งแล้ว
“หวูไว่ ทั้งหมดที่ว่ามาเจ้าเข้าใจหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแต่ก็ยังขัดข้องใจจนต้องเอ่ยถามออกไปว่า
“แต่ข้าจะแปรเปลี่ยนมันเพื่อใช้กับดาบไม้เล่มนี้ได้อย่างไร”
ตาเฒ่าลู่เอามือลูบเคราของตัวเอง แล้วหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาอ่อนโยน
“มันจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเจ้ารู้จักฝึกฝนและมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากขึ้นนั่นเอง”
“อะไรนะ…”หวูไว่ร้องได้แค่นั้น
(3)
เสียงดาบไม้ปะทะกับสายลมอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัดในลานของสวนดอกไม้
ถ้าใครได้เห็นหวูไว่ในยามนี้คงจะประหลาดใจอยู่มาก ร่างที่เคลื่อนไหวไปมาผสานเข้ากับกระบวนดาบได้อย่างกลมกลืน แม้จะดูเก้กัง ติดขัดในบางจังหวะ แต่นานเข้าเด็กหนุ่มก็ดูจะควบคุมดาบในมือได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนพอจะกล่าวได้ว่าพอรู้จักใช้ดาบเป็นบ้างแล้ว
“เจ้าทำได้ดีมาก หวูไว่”เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง
เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองก็พบเฒ่าลู่ยืนมือไขว้หลัง เฝ้าดูการรำดาบของตนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
“แต่ข้าคิดว่า…”
“หวูไว่…เจ้าเพิ่งฝึกฝนอย่ารีบเร่งไปหน่อยนักเลย ความสำเร็จมันเกิดในเวลาชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอก”
“ทราบแล้ว เฒ่าลู่”
“เอ๊ย…อาจารย์”
แต่เฒ่าลู่ส่ายหน้า
“อย่าเรียกข้าอย่างนั้นเจ้าเด็กโง่ ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของข้า นี่เป็นเพียงแค่การชี้แนะธรรมดาเท่านั้นหรอก”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มพยายามทักท้วง”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ยกมือห้ามแล้วเอ่ยว่า
“ครูและอาจารย์นั้นมีไว้สำหรับสอนสั่งศิษย์ผู้หลงทาง แต่เจ้านั้นไม่ใช่ จำคำข้าไว้ เจ้าไม่เหมือนใครหวูไว่ และไม่เหมือนคนพวกนั้น”
“พวกนั้นเหรอ…พวกไหนกัน”
เฒ่าลู่ไม่ตอบคำ ปล่อยให้เด็กหนุ่มงงงันอยู่อย่างนั้น
(4)
“เจ้าดูแปลกไปนะ…”
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูผึ่งผายขึ้น มีกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าเดิม ไปทำอะไรมาน่ะหวูไว่”
เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบเพื่อนทั้งสองคนไปว่า
“เปล่านี่…ข้าก็ปลูกดอกไม้ไปตามเรื่องเท่านั้น”
เรียวและอากิสบกันตา ดูเหมือนว่าตั้งแต่จากหมู่บ้านเซียงอู่มาอยู่ที่เกียะหยู หวูไว่จะมีอะไรที่ดูพิกล และทำท่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าอ้วน-อากิ ถอนหายใจออกมาโดยแรง
“นี่…ไอ้เพื่อนบ้า เจ้าเป็นอะไรของเจ้านะ เอาแต่ขลุกตัวเองอยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน บางทีข้าก็เห็นเจ้าเอาแต่มองต้นไม้ในสวนอยู่นั่นแหละ จะมองให้ดอกไม้มันงอกขึ้นมาหรือไง หา”
เจ้าโย่ง-เรียว พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย
“ทำใจบ้างเถอะน่า รักคนมีเจ้าของก็ต้องช้ำใจอย่างนี่แหละ มีผู้หญิงสวยในเกียะหยูให้เจ้าเลือกเยอะแยะไป”
“หา…อะไรนะ”คราวนี้เป็นหวูไว่ร้องออกมาบ้าง
อากิเอามือตบหลังเด็กหนุ่มเบาๆเหมือนปลอบใจ
“รู้น่า เจ้านะหลงรักคุณหนูเอียน แต่รักครั้งนี้ของเจ้ามันเป็นรักคุด เจ้าไม่สมหวังหรอก ตัดอกตัดใจเสียเถิดน่า”
หวูไว่ มองหน้าเจ้าเพื่อนตัวดีสองคนไปมาแล้วก็หัวเราะหึหึออกมา
“เจ้าเพื่อนบ้า เพ้อเจ้ออะไรกันเนี่ย”
อกหักเหรอ-หวูไว่เคยคิดเช่นนั้นอยู่บ้างเมื่อยามมาถึงเกียะหยูใหม่ๆ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสวนดอกไม้ร่วมกับเฒ่าลู่นานวันเข้า ซึมซับกับธรรมชาติรอบตัว ฟังคำกล่าวอันมีนัยลึกซึ้งของเฒ่าลู่มากขึ้น เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง ฟูมฟายกับความรักที่ผิดหวังของตัวเองมากนักหรอก
“ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นหรอก ข้าคิดอย่างนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหาก ไม่ใช่ว่าคนที่ข้ารักจากไป หรือมีคนอื่นที่รักอยู่แล้ว จะทำให้ความรักนั้นจืดจางไปเสียเมื่อไหร่เล่า”
เรียวและอากิหันไปสบตากันอีกครั้ง
“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย ไม่เข้าใจเลย” เรียวบ่น
“เรียว อากิ วันใดที่มีความรักพวกเจ้าก็จะรู้เองนั่นแหละ”เด็กหนุ่มว่า
“น้ำเน่าชะมัดวะ”อากิเสริม
แล้วเพื่อนรักทั้งสามก็ประสานเสียงหัวเราะดังไปทั่วสวนดอกไม้
(5)
หลี่มู่ยืนอยู่ในมุมด้านหนึ่งของเก๋งชมจันทร์ในสวนของคฤหาสน์สกุลมู่ ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน และแม่ทัพหนุ่มกำลังเอามือไพล่หลังเฝ้ามองราตรีเบื้องบนที่มืดมิดด้วยอาการครุ่นคิด
ปีนี้หลี่มู่มีอายุ 21 เขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์โบราณ พ่อของหลี่มู่เป็นนายทหารผู้สร้างตำนานการรบไว้มากมาย ในขณะที่แม่เป็นกุลสตรีที่ดีงาม มีเมตตาต่อทุกผู้คน
และจุดเด่นของพ่อและแม่ก็หลอมรวมอยู่ในตัวของหลี่มู่อย่างน่าทึ่ง
หลี่มู่มีความองอาจ สง่างาม มีหน้าตาอันโดดเด่นสะดุดตา ชนิดใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง มีความฉลาด เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ
อายุได้ 17 หลี่หมู่ก็เปล่งประกายเจิดจ้าในสนามรบ ในฐานะนักรบที่เก่งกล้าสามารถ เป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่ง ถนัดในการใช้อาวุธทุกประเภท มีสติปัญญาอันเฉียบคม หลักแหลมในการวางแผนการรบ
อายุได้ 20 หลี่มู่ก็กลายมาเป็นผู้นำของกองกำลังเมฆขาว ชนะศึกเล็กใหญ่มากมาย จนได้ฉายาว่า “ราชันแห่งทุ่งสงคราม” เป็นขุนพลที่สร้างความครั่นคร้ามให้กับนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำมากที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้น แม่ทัพหนุ่มก็รู้สึกว่า การใช้ชีวิตในศึกสงครามมานายหลายปี ทำให้รตัวเองชาเย็นจนเกินไป ยากที่ใครจะเข้าถึง
ไม่เว้นแม้กระทั่ง เอียนซี คู่หมั้นสาว
ที่แล้วมา หลี่มู่ กับ เอียนซี ถือเป็นกำลังหลักของกองกำลังเมฆขาว ยามออกศึกสงคราม หงสาคะนองศึกจะเป็นทัพหน้าทำหน้าที่คอยสอดแนม รายงานความเคลื่อนไหวของศัตรู และถนัดในการลอบซุ่มโจมตีเพื่อลดทอนกำลังของศัตรู
ส่วนหลี่มู่ จะทำหน้าที่เป็นทัพหลวง คอยวางแผนการรบ และพร้อมจะเคลื่อนกำลังเพื่อสนับสนุนได้ตลอดเวลา
แต่หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่มู่ กับ เอียนซี ช่างคล้ายกับแม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพน้อย ที่มีแต่เรื่องราวการวางแผน การรบ และการทำลายล้างทหารอัศวินดำเท่านั้น
ความจริงแล้ว แม่ทัพใหญ่แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ จนกระทั่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสังเกตเห็นว่า คู่หมั้นสาวมักจะเอ่ยถึงเด็กหนุ่มหวูไว่อยู่บ่อยหนเหลือเกิน พูดถึงหนใดก็มักจะยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเบิกบาน
นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาเองไม่เคยพูดหรือกระทำการใดๆให้คู่หมั้นสาวเบิกบานเหมือนที่เด็กหนุ่มบ้านนอกคนนั้นทำได้
คิดถึงแล้ว หลี่มู่ก็ถอนหายใจออกมา
ในขณะแม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดและเฝ้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน เอียนซีก็เดินเข้ามาถึงเก๋งชมจันทร์ และเอ่ยทักทายว่า
“พี่หลี่ ยากนักที่จะเห็นแม่ทัพใหญ่ของพวกเรามีอารมณ์สุนทรีชมแสงจันทร์เยี่ยงนี้”
หลี่มู่ หันหน้ามาและพยักหน้าให้คู่หมั้นสาวและส่งรอยยิ้มน้อยๆเป็นการทักทาย
“ซียี้ เจ้าอย่าล้อข้าเลยน่า”
พูดเสร็จ หลี่มู่ก็ยกมือบอกให้คู่หมั้นสาวนั่งลงบนโต๊ะหิน
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า…”
หงสาคะนองศึกหัวร่อออกมาเบาๆก่อนทรุดตัวลงนั่ง
“อีก 3 วันข้างหน้าเจ้าคงต้องเดินทางไปเมืองเว่ยแล้วซินะ…”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
“เท่าที่ทราบในเบื้องต้นก็คือ ตอนนี้กองทัพอัศวินดำได้ส่งกองกำลังไปที่เมืองเว่ยอย่างผิดสังเกตในช่วงหลายวันที่ผ่านมา”
“อืมม์…แต่เรื่องที่ว่าเมืองเว่ยมีความลับเรื่องอาณาจักรที่สาปสูญอะไรซุกซ่อนนั่น มันน่าสงสัยว่ามันจะเป็นความจริงได้หรือ…”หลี่มู่กล่าว
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่เท่าที่สืบข่าวมาได้ก็คือ นายพลซื่อชางดูจะให้ความสนใจเรื่องอาณาจักรที่ผู้คนร่ำลือกันมากเหลือเกินนี่ ข้าก็อยากรู้ความจริงในเรื่องนี้เหมือนกัน”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของคู่หมั้นสาวก่อนเสริมด้วยว่า
“และนายพลซื่อชางก็ยังตามหาเด็กหนุ่มที่มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าอย่างจ้าละหวั่นเหมือนเดิมด้วย”
“แต่ข้ารับประกันว่า หวูไว่ไม่ใช่เด็กหนุ่มคนที่ว่านั่นแน่ พี่หลี่”
หลี่มู่เหลือบตามองไปที่คู่หมั้นสาว ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มสนิท เหมือนอยากจะกล่าวอะไรแต่ก็เก็บเงียบเอาไว้ในลำคอ
“พี่หลี่…ท่านยังสงสัยหวูไว่อีกเหรอ”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนลุกจากม้านั่งแล้วไปยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนแล้วพูดลอยๆออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะห่วงใยเด็กหนุ่มหวูไว่คนนั้นอยู่มากนะ ซียี้”
เอียนซีร้องอืมม์ดังในลำคอ แล้วชั่วครูก็ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
“นี่…ท่านคงไม่คิดว่าข้ากับหวูไว่…เอ้อ”
หลี่มู่หันมาช้าๆมองไปยังคู่หมั้นสาวและส่ายหน้าไปมา
“นั่นซิ…ข้าไม่คิดว่าพี่หลี่จะคิดอย่างนั้นกับหวูไว่ เขาเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี และยังเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้อีกด้วย”
“แต่พี่หลี่…ข้ามองเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น”
“หือม์…เพื่อนหรือ” หลี่มู่ครางออกมาแล้วรู้สึกเหมือนความอัดอั้นในอกคลายออกจนหมด
เอียนซีพยักหน้ารับ
“ท่านแม่ทัพนะท่านแม่ทัพ คิดอะไรของท่านอยู่นี่ เฮ้อ”
“ซียี้…” แม่ทัพหนุ่มพูดเหมือนละเมอ ก่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างลืมตัว แล้วยื่นมือเข้ากุมมือของคู่หมั้นสาวเอาไว้
“นี่…ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านเป็นคู่หมั้นข้านะ อย่าคิดอะไรให้มันเลยเถิดไปนักเลย เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ท่านน่าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าดี”
“ข้าขอโทษ…ซียี้” หลี่มู่พูดเบาๆ กุมมือคู่หมั้นสาวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ในขณะที่นางสิงห์คะนองศึกก้มหน้าลงอย่างขวยอาย ซุกซ่อนดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดีไม่ให้คู่หมั้นหนุ่มได้เห็น
(6)
“แย่แล้ว…ไม่ทันแน่”
หวูไว่ร้องบอกตัวเองอยู่ในใจ ในขณะที่เร่งฝีเท้าเต็มเหยียด เป้าหมายคือประตูเมืองที่ขณะนี้หน่วยทหารเล็กๆของกองกำลังเมฆขาวคงอยู่ระหว่างเคลื่อนกำลังเพื่อไปปฎิบัติภาระกิจยังเมืองเว่ย
“นี่-เจ้าตัวดี อยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆละ พวกเราจะไปออกรบกันเฟ้ย เป็นสงครามครั้งแรกของพวกเรา”
“โอ๊ย-อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ซิไอ้เพื่อนบ้า เราไปเพื่อสอดแนมเท่านั้น ไม่มีอะไรอันตรายนักหรอก และคุณหนูเอียนของเจ้านำทัพไปเองด้วย”
นั่นแหละ-ที่เรียวและอากิบอกกับเขาเมื่อ 3 วันก่อน และเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะต้องไปส่งเพื่อนรักตรงปากประตูเมืองให้ได้
แล้วก็เอ้อ-เขายังได้ตัดดอกเบญจมาศในสวนที่เพิ่งออกดอกสะพรั่งเพื่อเตรียมมอบให้คุณหนูเอียนด้วย
แต่ขณะนี้ ถึงจะเร่งฝีเท้าอย่างไร และมองเห็นประตูเมืองอยู่ลิบๆเบื้องหน้า แต่เขาก็เห็นแล้วว่ากองทหารเล็กๆกำลังเคลื่อนทัพออกจากประตูเมืองไปอย่างเงียบๆ
เห็นอย่างนั้นแล้วเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ก็แข้งขาอ่อน ไม่มีแรง ยืนหอบหายใจเฝ้ามองหน่วยทหารเคลื่อนทัพจากไป ร่ำร้องเรียกชื่อคุณหนูเอียน-อยู่ในใจเท่านั้น
“อ้าว…เจ้าหนุ่ม”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาทางด้านหลัง เมื่อหวูไว่เหลียวไปมองก็เห็นใบหน้าเหลี่ยม ดวงตายิบหยี และรอยยิ้มเหยียดของคนผู้หนึ่งจ้องมองมา
“ที่ปรึกษาฝาน…”เด็กหนุ่มพึมพำ
ใช่แล้ว-ฝานซื่อ ที่ปรึกษาของแม่ทัพหนุ่มหลี่มู่นั่นเอง
และขณะนี้กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาหลุกหลิกไปมา
“ว่าไงละ…เจ้าหนุ่มมาทำอะไรตรงนี้ แล้วก็นั่นเจ้าจะถือดอกไม้ไปไหน”
หวูไว่หันไปมองดอกเบญจมาศที่กำแน่นอยู่ในมือ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า
“คือข้า…อยากจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่เพิ่งจะร่วมทัพไปสืบเหตุการณ์ที่เมืองเว่ย แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วละที่ปรึกษาฝาน”
“แล้วก็นี่…”เด็กหนุ่มพูดแล้วก้มมองดอกเบญจมาศในมือด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้าตั้งใจมอบให้คุณหนูเอียนซี เพื่ออวยพรให้คุณหนูปฎิบัติภารกิจสำเร็จ แค่นั้นเอง”
ฝานซื่อพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจออกมาโดยแรง
“น่าเห็นใจจริงน้องชาย แต่เรื่องแค่นี้ข้าช่วยเจ้าได้สบายมาก เอาดอกไม้นั่นมาซิเดี๋ยวข้าจะจัดการส่งมอบให้คุณหนูเอียนเอง-ข้าว่านางเองก็คงดีใจมาก”
“หา-จริงเหรอ”
ฝานซื่อหัวร่อเบาๆและพยักหน้า ก่อนจะรับดอกไม้จากมือเด็กหนุ่มไปถือไว้
“ไม่เป็นไรหรอก-เรื่องเล็กน้อยน่า”
หวูไว่มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น กล่าวขอบคุณฝานซื่อด้วยน้ำเสียงสั่น
“ที่ปรึกษาฝาน…ท่านช่างมีน้ำใจนัก” เด็กหนุ่มพึมพำและก้าวเท้ากลับสู่ที่พักด้วยหัวใจอันปลอดโปร่ง
ฝานซื่อเพียงมองแผ่นหลังของหวูไว่ที่เร่งฝีเท้าจากไปด้วยสีหน้ายิ้มเหยียด แล้วหัวเราะเสียงแหลมออกมา
“ไอ้หน้าโง่เอ๊ย คางคกคิดจะกินเนื้อห่านฟ้าเชียวหรือนี่ ช่างไม่เจียมนัก…”
พูดพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นแล้ว ที่ปรึกษาประจำตัวแม่ทัพหลี่มู่ก็ค่อยๆทิ้งดอกไม้ในมือลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ตามมาด้วยการใช้เท้าเหยียบย่ำดอกไม้นั่นจนแหลกคาเท้า
แล้วหัวร่ออย่างสะใจอยู่เป็นนาน
๑๓.๒.๕๑
นักรบจากดาวดวงอื่น (8)-โลกซับซ้อน
(1)
“ลงมือซิ…”
“นี่…ไม่ใช่ให้เจ้ามาดูข้ากินอาหารพวกนี้หรอกนะ”
“ยังไงเล่า…หวูไว่”
นั่นแหละ-เมื่อถูกเรียกชื่อ เด็กหนุ่มจึงสะดุ้งไหวขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วมองจานอาหารที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่ใช่ไม่หิว แต่อาหารที่วางอยู่ตรงหน้ามันมากจนตาลายต่างหาก จะเป็นปลาน้ำแดง ไก่นึ่งซีอิ๊ว ผัดผักจานใหญ่ เนื้อแพะตุ๋น หมั่นโถว บะหมี่เป็ด ก็ชวนให้น้ำลายสอทั้งสิ้น
แต่บรรยากาศรอบข้างในขณะนี้ เด็กหนุ่มไม่คุ้นเอาเสียเลย มันเป็นเหลาใหญ่แห่งเมืองเกียะหยู ที่มีผู้คนเดินเข้าออกมากมาย ผู้คนในอาภรณ์งดงามนั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ เสียงคนเรียกเด็กรบใช้สั่งอาหารดังไปมา เด็กรับใช้บางคนก็สาละวนอยู่กับการยกอาหาร เทสุรา และพูดคุยกับลูกค้า
เด็กหนุ่มนั่งอยู่ชั้นบน ในโต๊ะใหญ่ด้านใน ที่มีอาหารลำเลียงมาไม่ขาดสาย ซึ่งคะเนราคาแล้วก็คงไม่เบานักหรอก
แต่เอ้อ…บนโต๊ะขณะนี้มีคนอยู่แค่สองคนเท่านั้น
นั่นคือตัวของหวูไว่-เด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ ในชุดเสื้อเนื้อบางสีเทากลางเก่ากลางใหม่ และดูน่าแปลกตาด้วยผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าคู่นั้น
และที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับคือหญิงสาวในชุดเสื้อผ้าสีฟ้าสดใส มีสร้อยไข่มุกเพิ่มความผุดผาดให้กับลำคอขาวคู่นั้น ดวงตาของหญิงสาวใสกระจ่าง จมูกโด่ง ฟันขาวเรียงเป็นประกาย
จะเป็นใครไปได้นอกจาก เอียนซี-บุตรสาวคนเดียวของที่ปรึกษาเอียนมู่หลง
เอาเถอะ-ถึงเด็กหนุ่มที่ร่วมโต๊ะจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่เมื่อได้โอกาสนั่งร่วมโต๊ะกับคุณหนูเอียนอย่างนี้ บริกรทั้งหนุ่มแก่ในร้านถึงจะมองเด็กหนุ่มดูน่าขัดตาไปบ้าง แต่ก็กุลีกุจอบริการเป็นอย่างดี อย่างมากก็แค่เหลือบตามองสีผมและดวงตาอันแปลกประหลาดและซุบซิบกันไปมา
แต่แค่นั้นก็ทำหวูไว่ขัดเขิน อย่าว่าแต่คีบอาหารทานเลย แค่ยกน้ำชาขึ้นจิบก็ยังลำบากใจเหลือทนแล้ว
“เป็นไรไปอีกเล่า รีบกินเข้าเถอะ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”
ได้ยินอย่างนี้ หวูไว่จึงยื่นตะเกียบคีบเนื้อปลา แต่ก็แค่เอามาวางไว้บนชามของตัวเองพอเป็นพิธีเท่านั้น
“คุณหนูเอ่อ…ที่ท่านพาข้ามาวันนี้”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างระอา
“บอกไม่ให้เรียกว่าคุณหนูไง เจ้านี่ไม่จำเสียเลยนะ”
“ข้า…”
เอียนซี ยกมือขึ้นโบกห้ามแล้วก็หัวเราะออกมา
“เอาเถิด จะเรียกยังไงก็ตามใจเจ้า แต่วันนี้ที่ข้าชวนเจ้ามาที่นี่ก็เพราะอยากจะคุยกับเจ้ามากกว่า”
คุยเหรอ-เด็กหนุ่มฟังแล้วก็ชะงักไป อาหารที่อยู่ในปากกลืนลงคออย่างลำบากอย่างเย็น
“อย่างนั้นซิ เพื่อนเจ้าสองคนนั่นแหละมาฟ้องว่าพักหลังนี่เจ้าดูแปลกไป เป็นอะไรไปหรือเปล่า”
คราวนี้เด็กหนุ่มเลยได้แต่อ้าปากค้าง
“สองคนนั่นบอกว่า ตอนนี้เจ้าไม่ค่อยชอบพูด วันๆเอาแต่จ้องมองต้นไม้ทั้งวัน ชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ทำตัวเหมือนเฒ่าลู่ไม่ผิดเพี้ยน”
ได้ยินแล้ว หวูไว่ก็รีบยกมือสองข้างขึ้นส่ายไปมา
“เปล่า-ไม่มีอะไรคุณหนู ข้ามีความสุขดี ไม่ได้ป่วย แล้วก็ไม่ได้เพี้ยนด้วย”
“ข้าได้ยินอย่างนี้ก็สบายใจ”หญิงสาวบอก
“คุณหนู-แล้วท่านละ”หวูไว่ถามอย่างหวาดๆ
คุณหนูเอียนส่ายหัว ก่อนจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
นับตั้งแต่เดินทางกลับมาเกียะหยู และนำหวูไว่มาฝากเฒ่าลู่ไว้ที่สวนดอกไม้ หวูไว่ก็ไม่ได้พบหน้าคุณหนูเอียนบ่อยนัก เท่าที่รู้จากปากของเรียว และ อากิ ก็คือ งานของคุณหนูใหญ่ยุ่งมาก เต็มไปด้วยภาระมากมาย ทั้งเรื่องวางแผนการศึก ฝึกทหาร หรือบางครั้งก็เดินทางร่วมไปกับที่ปรึกษาเอียน เข้าพบและหารือกับ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเดียะหยูอยู่เนืองๆ
ยามแวะมาที่สวนดอกไม้ จึงมักจะเป็นช่วงเวลาค่ำ มีเวลาทักทายหวูไว่ได้ใม่กี่คำก็ต้องจากไปแล้ว
“แล้วท่านกับแม่ทัพหลี่เล่า” อยู่ดีๆหวูไว่ก็ถามออกมา ถามออกไปแล้วก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองช่างแห้งแล้งอะไรอย่างนี้
“หือ…อะไรนะ” หญิงสาวว่าอย่างงงๆ
“ก็ไม่มีอะไรนี่ เขาก็ดี”
“อ้อ” เด็กหนุ่มพูด
เอียนซี-คิ้วขมวดด้วยความสงสัย เพ่งมองเด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มจากเซียงอู่มีอะไรแปลกไปจากเดิมจริงๆ
“เจ้าอยากรู้อะไร”
“หรือว่า…”บุตรสาวที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูตั้งข้อสงสัย
“ไม่…ไม่…ไม่มีอะไร” หวูไว่ละล่ำละลักกล่าว
“จริงหรือ…”เอียนซีย้ำถามอีกครั้ง
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้ นอกจากพยักหน้า
“เอาเถอะ หวูไว่ ข้ามีเวลาว่างมากๆเมื่อไหร่ เจ้าอยากรู้อะไรถามมาได้เต็มที่”
“แต่อย่าเพิ่งเป็นวันนี้เลยนะ…ข้าเหนื่อย”
หวูไว่ ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาและถามขึ้นมาอย่างลืมตัว
“คุณหนูท่าน…ท่าน”
“อย่าทำสีหน้าอย่างนั้นเลยน่า หวูไว่ รีบกินให้อิ่ม แล้วก็ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย”
“หา-อะไรนะ”หวูไว่ร้องคราง
แล้วหญิงสาวก็หัวเราะร่วนขึ้นมา
(2)
ดอกไม้ดอกหนึ่ง
เติบโตในป่า
เกิด เติบโต และรอวันผลิบาน
แต่วันหนึ่งดอกไม้เศร้าโศก
ไม่อยากเติบโต ผลิบาน
ร้าวรานเพราะไม่มีใครเห็น
แล้วฉันจะบานเพื่อใคร-ดอกไม้ถาม
จนวันหนึ่ง มีเสียงกระซิบมาจากเบื้องบน
ดังมาจากดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า
บอกว่า-อย่าเศร้าไปเลยดอกไม้
เจ้าเกิดมาก็เพื่อผลิบาน-ไม่ใช่หรือ
เติบโต ผลิบาน เพื่อตัวเองไม่ได้หรือ
ดอกไม้สะท้านสะทก
แล้วร้องอนิจจาเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า
ดาวดวงนั้น เล็กกระจิดริดอะไรเช่นนั้น
แสงริบหรี่ราวกับเปล่งจากหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
เจ้าเห็นข้าหรือไม่-ดวงดาวถาม
เห็นมั๊ยเล่า-ข้าเป็นเพียงดาวอับแสงดวงหนึ่ง
เป็นเพียงจุดเล็กๆบนฟ้าที่ดารดาษไปด้วยดาวพราวแสงมากมาย
แต่ถึงอย่างไรข้าไม่เคยหม่นเศร้ากับตัวเอง
อย่างน้อยข้าเกิดมาเพื่อส่องแสง
ข้ารู้เพียงเท่านั้น
ดอกไม้แย้มยิ้มให้กับดวงดาว
พบคำตอบให้ตัวเอง
ข้าพร้อมแล้วจะผลิบาน
เพื่อตัวเอง เพื่อโลก และเจ้าด้วย
ดวงดาว…
“เพลงนี้ไพเราะมาก…”
เสียงปรบมือเบาๆดังขึ้นหลังจากเด็กหนุ่มร้องเพลงจบลง เป็นการแสดงความพออกพอใจของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเอียน ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงรับใช้
ขณะนี้ หวูไว่ยืนอยู่ในตึกใหญ่ของตระกูลเอียน ยืนร้องเพลงน้ำเสียงเจื้อยแจ้วด้วยอาการขัดเขิน
หลังจากออกมาจากเหลาใหญ่ในเมือง หญิงสาวนำเด็กหนุ่มมาที่ตึกตระกูลเอียน พาไปที่สวนเล็กๆทางด้านหลัง ให้หญิงรับใช้จัดหาผลไม้ ของว่างมาให้ทาน แต่เด็กหนุ่มกินไม่ลง ได้แต่ยืนเก้กัง เพราะไม่รู้ว่าคุณหนูเอียนจะพาเขามาที่นี่ทำไม
“อย่างที่บอกนั่นไง ทานอิ่มแล้วก็ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย เพลงที่เจ้าร้องให้ฟังตอนที่เราอยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่นั่นไง”
“เหวอ…”
นั่นละ-ที่เด็กหนุ่มต้องใช้เวลาอยู่ในสวนเล็กในคฤหาสน์ ร้องเพลงเหมือนตอนอยู่ในทุ่งหญ้า ลำธาร ไกล้กับหมู่บ้านเซียงอู่ เพลงที่ร้องก็อย่างเช่นเด็กเลี้ยงวัวกับผีเสื้อตัวหนึ่ง ต้นหลิวเต้นรำ ซึ่งร้องเล่นมาตั้งแต่เด็ก
ก่อนจะจบด้วยเพลง “ดอกไม้กับดาวดวงหนึ่ง” ที่หวูไว่ คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่คุณหนูเอียนซีรักษาตัวอยู่ที่หมู่บ้านของเขานั้น ยังได้ยินเสียงร้องเพลงนี้จากเขาอยู่บ่อยๆ จะว่าเป็นเพลงประจำตัวของเขาก็คงได้
“ใครแต่งเพลงนี้นะ เจ้ารู้มั๊ย”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า รู้แต่ว่าลุงและป้าสอนให้เขาร้องเพลงนี้มาตั้งแต่เด็ก พร้อมกับบอกว่า เขานะเหมาะกับเพลงนี้มากที่สุด
ยามนี้ เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าหญิงสาว ก้มหน้าลงต่ำแต่แอบเหลือบมองคุณหนูเอียนอยู่เงียบๆ หลายเดือนที่ผ่านมา ถึงคุณหนูเอียนมีสีหน้าอิ่มเอิบกว่าเดิม หากแต่หลายครั้งที่เจอกัน เขาพบว่า หญิงสาวมักจะขมวดคิ้ว มีสีหน้าเคร่งเครียด บางทีก็เงียบเฉยจนเกินไป ไม่เหมือนเอียนซีคนที่รู้จักเมื่อครั้งอยู่เซียงอู่เท่าใดนัก
ได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะของคุณหนูเอียนในขณะนี้แล้ว หวูไว่รู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก
เขารู้ว่าไม่สามารถช่วยเหลือกิจการอันใดของยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวผู้นี้ได้แม้แต่น้อย สิ่งที่เขาทำได้ก็คือมอบความสุขเพียงชั่วขณะอย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้เท่านั้น
ได้แค่นี้จริงๆ
และอย่างช้าๆ เอียนซี หยัดตัวเองขึ้นจากม้านั่ง พยักหน้าน้อยๆให้กับเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“เอาละ..หมดเวลาของข้าแล้วสำหรับวันนี้”
หวูไว่ รู้แล้วว่า ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปที่สวนดอกไม้ที่พำนักเช่นกัน
“คุณหนู…เอ่อ” เด็กหนุ่มกล่าวตะกุกตะกัก
คุณหนูแห่งตระกูลเอียนอันยิ่งใหญ่เลิกคิ้ว ยิ้มน้อยๆ
“มีอะไรอีกเล่า…อย่าอ้ำๆอึ้งซิ เจ้าน่าจะรู้ว่าข้าชอบคนที่พูดอะไรตรงๆนี่นะ”
“ข้าเพียงอยากจะบอกว่า คุณหนูอย่าตรากตรำงานหนักมากไปก็เท่านั้นเอง”
“เอาเถอะน่า…ข้าไม่เป็นไรหรอกน่า” หญิงสาวพูดตัดบท
“เจ้าก็อย่าห่วงคนอื่นให้มากนักเล่า หวูไว่”
“ทราบแล้ว คุณหนู”
เด็กหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบาๆ
(3)
สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นละอองบางๆในขณะที่หวูไว่เดินออกจากคฤหาสน์ใหญ่ของสกุลเอียน อากาศเริ่มเย็นลง ในขณะที่ความมืดก้าวเข้ามาปกคลุมผืนฟ้าเบื้องบน ตามถนนหนทางผู้คนบางตาลงไป
เด็กหนุ่มเลือกที่จะเดินอ้อมไปทางขวาของประตูเมือง เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินผ่านตลาดใหญ่ประจำเมืองที่จอแจ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย แต่หลังจากเดินไปได้ครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ก็ชักไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่า เพราะซอยเล็กๆที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้านี้ทั้งมืดทั้งแคบ และแทบจะไม่มีผู้คนสัญจรไปมาเลย แต่มันก็เป็นทางลัดที่จะนำพาสู่สวนดอกไม้ที่พำนักได้รวดเร็วที่สุด จริงอยู่-หวูไว่ ไม่กลัวความมืด แต่ไม่ใช่ความมืดในเมืองใหญ่เยี่ยงนี้ มันไม่ใช่สภาพที่คุ้นเคยเหมือนอยู่ในเซียงอู่แม้แต่นิด ความแปลกหน้าต่อสถานที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า และสั้นไปกว่าตอนที่เดินออกมาจากคฤหาสน์สกุลเอียนอยู่มาก
ที่สำคัญ-หลังจากเดินมาทางนี้ได้ไม่นาน เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนไม่ได้เดินอยู่คนเดียว แต่เหมือนมีคนก้าวเดินตามหลังเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อหันไปมองก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดและความเงียบเท่านั้น
แต่ทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงกับพื้นถนน ก็ได้ยินเสียงตึงตังตามมาเสมอ บางจังหวะหวูไว่พยายามเร่งฝีเท้าหนี แต่เสียงเหมือนการย่ำเท้าของใครบางคนก็ไล่หลังมาเหมือนเดิม
และเมื่อถึงซอยเล็กๆเบื้องหน้าในขณะนี้ หวูไว่หลับตาสูดลมหายใจยาวๆอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะออกวิ่งผ่านซอยเล็กๆเบื้องหน้าไปอย่างรวดเร็ว เป็นการวิ่งแบบเต็มฝีเท้า ไม่สนใจว่าจะมีอะไรยืนขวางหน้าหรือไม่
ชั่วอึดใจ เด็กหนุ่มก็มายืนหอบอยู่ที่ถนนเล็กๆสายหนึ่ง เป็นเส้นทางที่จะลัดเลาะกลับสู่สวนดอกไม้นั่นเอง แต่ก่อนที่จะก้าวเดินต่อไป มีร่างหนึ่งยืนขวางทางอยู่ เป็นร่างของชายชุดดำมีผ้าสีดำคาดหัวและปิดบังใบหน้า ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นคนที่สะกดตามหวูไว่มาตลอดทางนั่นเอง
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกัน” เด็กหนุ่มถามเสียงสั่น และเหลียวมองไปรอบบริเวณก่อนจะพบว่าไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมาแม้แต่คนเดียว
ชายชุดดำไม่ตอบคำ หยิบกระบี่ในมือออกมา ตวาดเสียงดังและพุ่งเข้ามาหาพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ในมือ หวูไว่จะทำอะไรได้นอกจากถอยหลังกรูดและท่องออกมาคำเดียว
วิ่ง…
ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็วิ่งหนีทันที
เสียงดาบฉวัดเฉวียนอยู่ทางด้านหลัง เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้เล่านอกจากตัดสินใจกลิ้งร่างตัวเองลงกับพื้นอย่างไม่กลัวเจ็บ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่รอดพ้นจากวิถีกระบี่จากทางด้านหลังได้แน่
แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงคมกระบี่ที่กรีดเข้าที่แผ่นหลัง จนต้องร้องโอดโอยและนอนแผ่อยู่บนพื้นไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น
ชายชุดดำก้าวเท้าย่างเข้ามา พร้อมกุมกระบี่ในมี่ชี้ปราดมาที่เด็กหนุ่ม
“เจ้า…เจ้า…ต้องการอะไร” หวูไว่พูดเสียงสั่น และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าเคยทำอะไรให้ชายลึกลับผู้นี้โกรธแค้นมาก่อน หรือว่าเป็นการเข้าใจผิดกันแน่
แต่จะทำอะไรได้หวูไว่บอกกับตัวเอง-นอนรอความตายเถิด
ชายชุดดำยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ พลางลดกระบี่ในมือลงกับพื้น มองมายังเด็กหนุ่มที่นอนแผ่อยู่บนพื้น แล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนจะหันหลังจากไปอย่างช้า ไม่ช้าร่างในชุดดำนั้นก็กลืนหายไปในความมืด
ส่วนหวูไว่ได้แต่มึนงง ก่อนจะร้องโอยออกมาเมื่อรู้สึกเจ็บแผลจากคมกระบี่ที่กลางหลัง
ซวยชะมัดเลย
(4)
“อูยย์…เบาหน่อยๆ เฒ่าลู่”
เด็กหนุ่มร้องครางออกมาเบาๆในขณะที่เฒ่าลู่ใช้ยาสมานแผลทาที่กลางหลัง เพราะมันทั้งร้อนทั้งแสบอะไรอย่างนี้
“ทนหน่อยซิ เจ้าเด็กโง่”
ผ่านไปชั่วครู่ เมื่อยาออกฤทธิ์ เด็กหนุ่มรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง อาการเจ็บแสบคลายลงไปมาก
“เจ้าโชคดีนัก…”
“อะไรกัน…โชคดีเหรอ ข้าเกือบตายอย่างนี้นะ”
“เจ้าไม่ตายหรอก เด็กโง่”
เฒ่าลู่ ลุกขึ้นยืนแล้วถือถ้วยยาสมานแผลไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปยืนมองผนังห้องอยู่เงียบๆ
“ดูจากรอยแผลนั่นแล้ว มันเกิดจากคมกระบี่ที่เกรี้ยวกราด เด็ดขาด หากแต่ไม่คิดลงมือฆ่าเจ้าแม้แต่น้อย ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ได้มานั่งให้ข้ารักษาแผลอย่างนี้แน่”
“อย่างนั้นเหรอ…”เด็กหนุ่มพึมพำ ก่อนพยักหน้าหงึก เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์อันอกสั่นขวัญแขวนเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะตอนที่เขานอนลงไปกองกับพื้นนั่น ชายชุดดำลึกลับเพียงแต่ย่างเท้าเข้ามา ใช้กระบี่ชี้มาที่ตัวเขาอยู่ครู่ใหญ่ ส่ายหน้า แล้วก็เดินจากไป
เพราะอะไรกันเล่า…
“เจ้าเคยสร้างศัตรูอะไรไว้ที่ไหนหรือเปล่า หือม์”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า
“ข้าเหรอไม่มีหรอก นอกเสียจากว่า…เอ้อ”
“ว่าอะไร”
เด็กหนุ่มเกาหัวพลางตอบว่านอกจาก ชายลึกลับผู้นั้นจะเป็นพวกจากกองทัพอัศวินดำที่ตามล่าตัวเขาอยู่เท่านั้น
เฒ่าลู่หันหน้ากลับมาและส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“ไม่น่าเป็นไปได้…ข้าไม่เคยพบว่าพวกทหารอัศวินดำเคยบุกมาที่เกียะหยูแห่งนี้เลย ข้าว่าเจ้าเดาผิดแล้ว”
หวูไว่ครางในลำคอ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร
“หรือว่าจะจำผิดตัวนะ…”
“คงไม่อีกนั่นแหละ ผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าของเจ้านั่น ทำให้เจ้าแตกต่างกับคนทั่วไปในเมืองนี้ เดาผิดอีกแล้ว”
หวูไว่ได้แต่ถอนหายใจ มึนงงกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“ข้าควรทำอย่างไรดี เฒ่าลู่”
ตาเฒ่าบ้าหัวเราะหึหึก่อนทรุดตัวลงบนโต๊ะกลางห้อง
“ทางที่ดี เจ้าไม่ควรบอกใครในเรื่องนี้ เรื่องมันจะเลยเถิดไปกันใหญ่ แล้วก็หาทางป้องกันตัวซ่ะ…”
“ป้องกันตัวเหรอ”เด็กหนุ่มพึมพำ
เฒ่าลู่พยักหน้าแล้วยิ้ม
“ข้ามีวิธี…”
(5)
คฤหาสน์ตระกูลเอียนมีเนื้อที่อันกว้างขวาง ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ มีทิวทัศน์อันสวยงาม แต่ที่โอ่อ่ากว่าเพื่อนคือตึกใหญ่ที่เป็นถิ่นพำนักของเอียนมู่หลง ประมุขใหญ่ของคฤหาสน์แห่งนี้ ซึ่งตบแต่งอย่างหรูหรา คนรับใช้ในตึกใหญ่แห่งนี้ต้องผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี มารยาท ความประพฤติต้องเพียบพร้อม
และที่สำคัญต้องสามารถจำแนก “แขก” ที่มาเข้าพบประมุขใหญ่ว่าใครคนไหนอยู่ในสถานะใด ควรให้พบหรือไม่พบ
และในห้วงเวลานี้ “แขก” ที่สามารถเข้าพบประมุขของตึกได้ในเวลาดึกเช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ในห้องรับรองของตึกใหญ่ เอียนมู่หลง ยืนใช้ความคิดด้วยการเอามือกุมคาง และหันหลังไปให้กับอาคันตุกะผู้มาเยือนทั้งสองคน
หนึ่งนั้นคือ ฝานซื่อ บุรุษใหญ่ร่างท้วม ใบหน้าสี่เหลี่ยม ที่ดวงตาหลุกหลิกไปมาตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของหลี่มู่ ขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว
ส่วนอีกคนหนึ่งในชุดอาภรณ์ขาวกระจ่างตา ดวงตาเจิดจ้าก็คือ หลี่มู่ นั่นเอง
เอียนมู่หลงหันมาช้าๆมองหน้าหลี่มู่ชั่วครู่พร้อมเอ่ยถาม
“เจ้าเชื่อว่า เด็กหนุ่มแซ่หวูคนนั้นไม่มีความลับอะไรซ่อนอยู่ เพราะอะไร”
หลี่มู่ยืดอกขึ้นเล็กน้อย ส่ายหน้า
“เพราะว่าเจ้าหนุ่มนั่นไม่มีฝีมือติดตัวแม้แต่น้อย มีแต่ท่าทางหวาดกลัวที่โดนข้ารุกไล่ไปจนมุมเท่านั้น”
ประมุขแห่งสกุลเอียน ใช้มือลูบเคราที่คางอย่างใช้ความคิด
“ถ้าอย่างนั้น…ทำไมพวกอัศวินดำนั่นถึงอยากได้ตัวมันนักนะ คนอย่างนายพลซื่อชางไม่กระทำอะไรที่ไร้เหตุผลแน่”
หลี่มู่กล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือ จับตาดูมันเอาไว้เท่านั้น”
ฝานซื่อรีบพูดแทรกออกมาทันที
“แต่แผนการณ์ที่คุณชายแอบปลอมตัวไปขู่เด็กหนุ่มแซ่หวูนั่นไม่ควรจะให้คนอื่นรู้ โดยเฉพาะเอ่อ…”
“โดยเฉพาะใครกันฝานซื่อ…”หลี่มู่หันมามองที่ปรึกษาคู่ใจ
ฝานซื่อค้อมหัว ยิ้มอย่างมีเลศนัยว่า “แม้แต่คุณหนูเอียนซี…”
“เพราะถ้าข้าตาไม่ฝาด ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูเอียนดูกับเด็กนั่นไม่ธรรมดา”
หลี่มู่ขมวดคิ้วว่าด้วยน้ำเสียงแข็ง “ฝานซื่อเจ้าพูดอะไรของเจ้ากัน”
แต่เป็น เอียนมู่หลงที่ยกมือห้ามเสียก่อน
“อย่าหงุดหงิดไปเลยน่า หลานหลี่ ที่ฝานซื่อพูดมาก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่เลื่อนลอยเสียทีเดียวนัก ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกัน”
ประมุขใหญ่แห่งสกุลเอียนหยุดไปชั่วครู่
“เอาเถอะ…เราเพียงช่วยกันจับตาความเคลื่อนไหวของเด็กนั่น ข้าเชื่อว่าในไม่ช้าความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องปรากฎ”
“และอย่าลืม เรายังมีงานต้องทำอีกมาก”
นั่นแหละ หลี่มู่กับฝานซื่อจึงพยักหน้ารับพร้อมกัน
(6)
“จริงๆนะคุณชาย ระวังเด็กหนุ่มนั่นไว้หน่อยก็ดี”
“ฝานซื่อ ข้าว่าเจ้าคิดมากไปแล้ว ซียี้ รู้จักข้ามาตั้งแต่เด็ก นางเป็นคู่หมั้นข้านะ ข้าไม่คิดว่านางจะเป็นอะไรอย่างที่เจ้าว่านั่นหรอก”
“ข้าก็ไม่ได้หมายความถึงขนาดนั้น แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นคุณหนูเอียนห่วงใยใครเหมือนเด็กหนุ่มแซ่หวูคนนั้นเลย”
“เอาเถอะน่า-ข้ารู้ แต่ก็ยังคิดว่าเจ้าคิดอะไรมันเลยเถิดเกินไปแล้ว มองคนในแง่ดีบ้าง ฝานซื่อ”
ที่ปรึกษาใหญ่ของขุนพลเอกแห่งกองกำลังเมฆขาวจึงได้แต่รับคำอย่างเสียไม่ได้
“หวูไว่…เจ้าเด็กบ้า” ฝานซื่อบ่นกับตัวเองอยู่ในใจ เพราะน้อยครั้งนักเขาที่จะโดนหลี่มู่ตำหนิต่อหน้าอย่างนี้
“เพราะเจ้าคนเดียว…”
“ลงมือซิ…”
“นี่…ไม่ใช่ให้เจ้ามาดูข้ากินอาหารพวกนี้หรอกนะ”
“ยังไงเล่า…หวูไว่”
นั่นแหละ-เมื่อถูกเรียกชื่อ เด็กหนุ่มจึงสะดุ้งไหวขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วมองจานอาหารที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่ใช่ไม่หิว แต่อาหารที่วางอยู่ตรงหน้ามันมากจนตาลายต่างหาก จะเป็นปลาน้ำแดง ไก่นึ่งซีอิ๊ว ผัดผักจานใหญ่ เนื้อแพะตุ๋น หมั่นโถว บะหมี่เป็ด ก็ชวนให้น้ำลายสอทั้งสิ้น
แต่บรรยากาศรอบข้างในขณะนี้ เด็กหนุ่มไม่คุ้นเอาเสียเลย มันเป็นเหลาใหญ่แห่งเมืองเกียะหยู ที่มีผู้คนเดินเข้าออกมากมาย ผู้คนในอาภรณ์งดงามนั่งอยู่ตามโต๊ะต่างๆ เสียงคนเรียกเด็กรบใช้สั่งอาหารดังไปมา เด็กรับใช้บางคนก็สาละวนอยู่กับการยกอาหาร เทสุรา และพูดคุยกับลูกค้า
เด็กหนุ่มนั่งอยู่ชั้นบน ในโต๊ะใหญ่ด้านใน ที่มีอาหารลำเลียงมาไม่ขาดสาย ซึ่งคะเนราคาแล้วก็คงไม่เบานักหรอก
แต่เอ้อ…บนโต๊ะขณะนี้มีคนอยู่แค่สองคนเท่านั้น
นั่นคือตัวของหวูไว่-เด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ ในชุดเสื้อเนื้อบางสีเทากลางเก่ากลางใหม่ และดูน่าแปลกตาด้วยผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าคู่นั้น
และที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับคือหญิงสาวในชุดเสื้อผ้าสีฟ้าสดใส มีสร้อยไข่มุกเพิ่มความผุดผาดให้กับลำคอขาวคู่นั้น ดวงตาของหญิงสาวใสกระจ่าง จมูกโด่ง ฟันขาวเรียงเป็นประกาย
จะเป็นใครไปได้นอกจาก เอียนซี-บุตรสาวคนเดียวของที่ปรึกษาเอียนมู่หลง
เอาเถอะ-ถึงเด็กหนุ่มที่ร่วมโต๊ะจะดูธรรมดาไปหน่อย แต่เมื่อได้โอกาสนั่งร่วมโต๊ะกับคุณหนูเอียนอย่างนี้ บริกรทั้งหนุ่มแก่ในร้านถึงจะมองเด็กหนุ่มดูน่าขัดตาไปบ้าง แต่ก็กุลีกุจอบริการเป็นอย่างดี อย่างมากก็แค่เหลือบตามองสีผมและดวงตาอันแปลกประหลาดและซุบซิบกันไปมา
แต่แค่นั้นก็ทำหวูไว่ขัดเขิน อย่าว่าแต่คีบอาหารทานเลย แค่ยกน้ำชาขึ้นจิบก็ยังลำบากใจเหลือทนแล้ว
“เป็นไรไปอีกเล่า รีบกินเข้าเถอะ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”
ได้ยินอย่างนี้ หวูไว่จึงยื่นตะเกียบคีบเนื้อปลา แต่ก็แค่เอามาวางไว้บนชามของตัวเองพอเป็นพิธีเท่านั้น
“คุณหนูเอ่อ…ที่ท่านพาข้ามาวันนี้”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างระอา
“บอกไม่ให้เรียกว่าคุณหนูไง เจ้านี่ไม่จำเสียเลยนะ”
“ข้า…”
เอียนซี ยกมือขึ้นโบกห้ามแล้วก็หัวเราะออกมา
“เอาเถิด จะเรียกยังไงก็ตามใจเจ้า แต่วันนี้ที่ข้าชวนเจ้ามาที่นี่ก็เพราะอยากจะคุยกับเจ้ามากกว่า”
คุยเหรอ-เด็กหนุ่มฟังแล้วก็ชะงักไป อาหารที่อยู่ในปากกลืนลงคออย่างลำบากอย่างเย็น
“อย่างนั้นซิ เพื่อนเจ้าสองคนนั่นแหละมาฟ้องว่าพักหลังนี่เจ้าดูแปลกไป เป็นอะไรไปหรือเปล่า”
คราวนี้เด็กหนุ่มเลยได้แต่อ้าปากค้าง
“สองคนนั่นบอกว่า ตอนนี้เจ้าไม่ค่อยชอบพูด วันๆเอาแต่จ้องมองต้นไม้ทั้งวัน ชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ทำตัวเหมือนเฒ่าลู่ไม่ผิดเพี้ยน”
ได้ยินแล้ว หวูไว่ก็รีบยกมือสองข้างขึ้นส่ายไปมา
“เปล่า-ไม่มีอะไรคุณหนู ข้ามีความสุขดี ไม่ได้ป่วย แล้วก็ไม่ได้เพี้ยนด้วย”
“ข้าได้ยินอย่างนี้ก็สบายใจ”หญิงสาวบอก
“คุณหนู-แล้วท่านละ”หวูไว่ถามอย่างหวาดๆ
คุณหนูเอียนส่ายหัว ก่อนจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
นับตั้งแต่เดินทางกลับมาเกียะหยู และนำหวูไว่มาฝากเฒ่าลู่ไว้ที่สวนดอกไม้ หวูไว่ก็ไม่ได้พบหน้าคุณหนูเอียนบ่อยนัก เท่าที่รู้จากปากของเรียว และ อากิ ก็คือ งานของคุณหนูใหญ่ยุ่งมาก เต็มไปด้วยภาระมากมาย ทั้งเรื่องวางแผนการศึก ฝึกทหาร หรือบางครั้งก็เดินทางร่วมไปกับที่ปรึกษาเอียน เข้าพบและหารือกับ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเดียะหยูอยู่เนืองๆ
ยามแวะมาที่สวนดอกไม้ จึงมักจะเป็นช่วงเวลาค่ำ มีเวลาทักทายหวูไว่ได้ใม่กี่คำก็ต้องจากไปแล้ว
“แล้วท่านกับแม่ทัพหลี่เล่า” อยู่ดีๆหวูไว่ก็ถามออกมา ถามออกไปแล้วก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองช่างแห้งแล้งอะไรอย่างนี้
“หือ…อะไรนะ” หญิงสาวว่าอย่างงงๆ
“ก็ไม่มีอะไรนี่ เขาก็ดี”
“อ้อ” เด็กหนุ่มพูด
เอียนซี-คิ้วขมวดด้วยความสงสัย เพ่งมองเด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มจากเซียงอู่มีอะไรแปลกไปจากเดิมจริงๆ
“เจ้าอยากรู้อะไร”
“หรือว่า…”บุตรสาวที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูตั้งข้อสงสัย
“ไม่…ไม่…ไม่มีอะไร” หวูไว่ละล่ำละลักกล่าว
“จริงหรือ…”เอียนซีย้ำถามอีกครั้ง
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้ นอกจากพยักหน้า
“เอาเถอะ หวูไว่ ข้ามีเวลาว่างมากๆเมื่อไหร่ เจ้าอยากรู้อะไรถามมาได้เต็มที่”
“แต่อย่าเพิ่งเป็นวันนี้เลยนะ…ข้าเหนื่อย”
หวูไว่ ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาและถามขึ้นมาอย่างลืมตัว
“คุณหนูท่าน…ท่าน”
“อย่าทำสีหน้าอย่างนั้นเลยน่า หวูไว่ รีบกินให้อิ่ม แล้วก็ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย”
“หา-อะไรนะ”หวูไว่ร้องคราง
แล้วหญิงสาวก็หัวเราะร่วนขึ้นมา
(2)
ดอกไม้ดอกหนึ่ง
เติบโตในป่า
เกิด เติบโต และรอวันผลิบาน
แต่วันหนึ่งดอกไม้เศร้าโศก
ไม่อยากเติบโต ผลิบาน
ร้าวรานเพราะไม่มีใครเห็น
แล้วฉันจะบานเพื่อใคร-ดอกไม้ถาม
จนวันหนึ่ง มีเสียงกระซิบมาจากเบื้องบน
ดังมาจากดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า
บอกว่า-อย่าเศร้าไปเลยดอกไม้
เจ้าเกิดมาก็เพื่อผลิบาน-ไม่ใช่หรือ
เติบโต ผลิบาน เพื่อตัวเองไม่ได้หรือ
ดอกไม้สะท้านสะทก
แล้วร้องอนิจจาเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า
ดาวดวงนั้น เล็กกระจิดริดอะไรเช่นนั้น
แสงริบหรี่ราวกับเปล่งจากหิ่งห้อยในยามค่ำคืน
เจ้าเห็นข้าหรือไม่-ดวงดาวถาม
เห็นมั๊ยเล่า-ข้าเป็นเพียงดาวอับแสงดวงหนึ่ง
เป็นเพียงจุดเล็กๆบนฟ้าที่ดารดาษไปด้วยดาวพราวแสงมากมาย
แต่ถึงอย่างไรข้าไม่เคยหม่นเศร้ากับตัวเอง
อย่างน้อยข้าเกิดมาเพื่อส่องแสง
ข้ารู้เพียงเท่านั้น
ดอกไม้แย้มยิ้มให้กับดวงดาว
พบคำตอบให้ตัวเอง
ข้าพร้อมแล้วจะผลิบาน
เพื่อตัวเอง เพื่อโลก และเจ้าด้วย
ดวงดาว…
“เพลงนี้ไพเราะมาก…”
เสียงปรบมือเบาๆดังขึ้นหลังจากเด็กหนุ่มร้องเพลงจบลง เป็นการแสดงความพออกพอใจของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเอียน ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงรับใช้
ขณะนี้ หวูไว่ยืนอยู่ในตึกใหญ่ของตระกูลเอียน ยืนร้องเพลงน้ำเสียงเจื้อยแจ้วด้วยอาการขัดเขิน
หลังจากออกมาจากเหลาใหญ่ในเมือง หญิงสาวนำเด็กหนุ่มมาที่ตึกตระกูลเอียน พาไปที่สวนเล็กๆทางด้านหลัง ให้หญิงรับใช้จัดหาผลไม้ ของว่างมาให้ทาน แต่เด็กหนุ่มกินไม่ลง ได้แต่ยืนเก้กัง เพราะไม่รู้ว่าคุณหนูเอียนจะพาเขามาที่นี่ทำไม
“อย่างที่บอกนั่นไง ทานอิ่มแล้วก็ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย เพลงที่เจ้าร้องให้ฟังตอนที่เราอยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่นั่นไง”
“เหวอ…”
นั่นละ-ที่เด็กหนุ่มต้องใช้เวลาอยู่ในสวนเล็กในคฤหาสน์ ร้องเพลงเหมือนตอนอยู่ในทุ่งหญ้า ลำธาร ไกล้กับหมู่บ้านเซียงอู่ เพลงที่ร้องก็อย่างเช่นเด็กเลี้ยงวัวกับผีเสื้อตัวหนึ่ง ต้นหลิวเต้นรำ ซึ่งร้องเล่นมาตั้งแต่เด็ก
ก่อนจะจบด้วยเพลง “ดอกไม้กับดาวดวงหนึ่ง” ที่หวูไว่ คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่คุณหนูเอียนซีรักษาตัวอยู่ที่หมู่บ้านของเขานั้น ยังได้ยินเสียงร้องเพลงนี้จากเขาอยู่บ่อยๆ จะว่าเป็นเพลงประจำตัวของเขาก็คงได้
“ใครแต่งเพลงนี้นะ เจ้ารู้มั๊ย”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า รู้แต่ว่าลุงและป้าสอนให้เขาร้องเพลงนี้มาตั้งแต่เด็ก พร้อมกับบอกว่า เขานะเหมาะกับเพลงนี้มากที่สุด
ยามนี้ เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าหญิงสาว ก้มหน้าลงต่ำแต่แอบเหลือบมองคุณหนูเอียนอยู่เงียบๆ หลายเดือนที่ผ่านมา ถึงคุณหนูเอียนมีสีหน้าอิ่มเอิบกว่าเดิม หากแต่หลายครั้งที่เจอกัน เขาพบว่า หญิงสาวมักจะขมวดคิ้ว มีสีหน้าเคร่งเครียด บางทีก็เงียบเฉยจนเกินไป ไม่เหมือนเอียนซีคนที่รู้จักเมื่อครั้งอยู่เซียงอู่เท่าใดนัก
ได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะของคุณหนูเอียนในขณะนี้แล้ว หวูไว่รู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก
เขารู้ว่าไม่สามารถช่วยเหลือกิจการอันใดของยอดหญิงแห่งกองกำลังเมฆขาวผู้นี้ได้แม้แต่น้อย สิ่งที่เขาทำได้ก็คือมอบความสุขเพียงชั่วขณะอย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้เท่านั้น
ได้แค่นี้จริงๆ
และอย่างช้าๆ เอียนซี หยัดตัวเองขึ้นจากม้านั่ง พยักหน้าน้อยๆให้กับเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“เอาละ..หมดเวลาของข้าแล้วสำหรับวันนี้”
หวูไว่ รู้แล้วว่า ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปที่สวนดอกไม้ที่พำนักเช่นกัน
“คุณหนู…เอ่อ” เด็กหนุ่มกล่าวตะกุกตะกัก
คุณหนูแห่งตระกูลเอียนอันยิ่งใหญ่เลิกคิ้ว ยิ้มน้อยๆ
“มีอะไรอีกเล่า…อย่าอ้ำๆอึ้งซิ เจ้าน่าจะรู้ว่าข้าชอบคนที่พูดอะไรตรงๆนี่นะ”
“ข้าเพียงอยากจะบอกว่า คุณหนูอย่าตรากตรำงานหนักมากไปก็เท่านั้นเอง”
“เอาเถอะน่า…ข้าไม่เป็นไรหรอกน่า” หญิงสาวพูดตัดบท
“เจ้าก็อย่าห่วงคนอื่นให้มากนักเล่า หวูไว่”
“ทราบแล้ว คุณหนู”
เด็กหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบาๆ
(3)
สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นละอองบางๆในขณะที่หวูไว่เดินออกจากคฤหาสน์ใหญ่ของสกุลเอียน อากาศเริ่มเย็นลง ในขณะที่ความมืดก้าวเข้ามาปกคลุมผืนฟ้าเบื้องบน ตามถนนหนทางผู้คนบางตาลงไป
เด็กหนุ่มเลือกที่จะเดินอ้อมไปทางขวาของประตูเมือง เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินผ่านตลาดใหญ่ประจำเมืองที่จอแจ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย แต่หลังจากเดินไปได้ครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ก็ชักไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่า เพราะซอยเล็กๆที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้านี้ทั้งมืดทั้งแคบ และแทบจะไม่มีผู้คนสัญจรไปมาเลย แต่มันก็เป็นทางลัดที่จะนำพาสู่สวนดอกไม้ที่พำนักได้รวดเร็วที่สุด จริงอยู่-หวูไว่ ไม่กลัวความมืด แต่ไม่ใช่ความมืดในเมืองใหญ่เยี่ยงนี้ มันไม่ใช่สภาพที่คุ้นเคยเหมือนอยู่ในเซียงอู่แม้แต่นิด ความแปลกหน้าต่อสถานที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า และสั้นไปกว่าตอนที่เดินออกมาจากคฤหาสน์สกุลเอียนอยู่มาก
ที่สำคัญ-หลังจากเดินมาทางนี้ได้ไม่นาน เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนไม่ได้เดินอยู่คนเดียว แต่เหมือนมีคนก้าวเดินตามหลังเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อหันไปมองก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดและความเงียบเท่านั้น
แต่ทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงกับพื้นถนน ก็ได้ยินเสียงตึงตังตามมาเสมอ บางจังหวะหวูไว่พยายามเร่งฝีเท้าหนี แต่เสียงเหมือนการย่ำเท้าของใครบางคนก็ไล่หลังมาเหมือนเดิม
และเมื่อถึงซอยเล็กๆเบื้องหน้าในขณะนี้ หวูไว่หลับตาสูดลมหายใจยาวๆอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะออกวิ่งผ่านซอยเล็กๆเบื้องหน้าไปอย่างรวดเร็ว เป็นการวิ่งแบบเต็มฝีเท้า ไม่สนใจว่าจะมีอะไรยืนขวางหน้าหรือไม่
ชั่วอึดใจ เด็กหนุ่มก็มายืนหอบอยู่ที่ถนนเล็กๆสายหนึ่ง เป็นเส้นทางที่จะลัดเลาะกลับสู่สวนดอกไม้นั่นเอง แต่ก่อนที่จะก้าวเดินต่อไป มีร่างหนึ่งยืนขวางทางอยู่ เป็นร่างของชายชุดดำมีผ้าสีดำคาดหัวและปิดบังใบหน้า ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นคนที่สะกดตามหวูไว่มาตลอดทางนั่นเอง
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกัน” เด็กหนุ่มถามเสียงสั่น และเหลียวมองไปรอบบริเวณก่อนจะพบว่าไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมาแม้แต่คนเดียว
ชายชุดดำไม่ตอบคำ หยิบกระบี่ในมือออกมา ตวาดเสียงดังและพุ่งเข้ามาหาพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ในมือ หวูไว่จะทำอะไรได้นอกจากถอยหลังกรูดและท่องออกมาคำเดียว
วิ่ง…
ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็วิ่งหนีทันที
เสียงดาบฉวัดเฉวียนอยู่ทางด้านหลัง เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้เล่านอกจากตัดสินใจกลิ้งร่างตัวเองลงกับพื้นอย่างไม่กลัวเจ็บ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่รอดพ้นจากวิถีกระบี่จากทางด้านหลังได้แน่
แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงคมกระบี่ที่กรีดเข้าที่แผ่นหลัง จนต้องร้องโอดโอยและนอนแผ่อยู่บนพื้นไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น
ชายชุดดำก้าวเท้าย่างเข้ามา พร้อมกุมกระบี่ในมี่ชี้ปราดมาที่เด็กหนุ่ม
“เจ้า…เจ้า…ต้องการอะไร” หวูไว่พูดเสียงสั่น และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่รู้ว่าเคยทำอะไรให้ชายลึกลับผู้นี้โกรธแค้นมาก่อน หรือว่าเป็นการเข้าใจผิดกันแน่
แต่จะทำอะไรได้หวูไว่บอกกับตัวเอง-นอนรอความตายเถิด
ชายชุดดำยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ พลางลดกระบี่ในมือลงกับพื้น มองมายังเด็กหนุ่มที่นอนแผ่อยู่บนพื้น แล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนจะหันหลังจากไปอย่างช้า ไม่ช้าร่างในชุดดำนั้นก็กลืนหายไปในความมืด
ส่วนหวูไว่ได้แต่มึนงง ก่อนจะร้องโอยออกมาเมื่อรู้สึกเจ็บแผลจากคมกระบี่ที่กลางหลัง
ซวยชะมัดเลย
(4)
“อูยย์…เบาหน่อยๆ เฒ่าลู่”
เด็กหนุ่มร้องครางออกมาเบาๆในขณะที่เฒ่าลู่ใช้ยาสมานแผลทาที่กลางหลัง เพราะมันทั้งร้อนทั้งแสบอะไรอย่างนี้
“ทนหน่อยซิ เจ้าเด็กโง่”
ผ่านไปชั่วครู่ เมื่อยาออกฤทธิ์ เด็กหนุ่มรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง อาการเจ็บแสบคลายลงไปมาก
“เจ้าโชคดีนัก…”
“อะไรกัน…โชคดีเหรอ ข้าเกือบตายอย่างนี้นะ”
“เจ้าไม่ตายหรอก เด็กโง่”
เฒ่าลู่ ลุกขึ้นยืนแล้วถือถ้วยยาสมานแผลไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปยืนมองผนังห้องอยู่เงียบๆ
“ดูจากรอยแผลนั่นแล้ว มันเกิดจากคมกระบี่ที่เกรี้ยวกราด เด็ดขาด หากแต่ไม่คิดลงมือฆ่าเจ้าแม้แต่น้อย ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ได้มานั่งให้ข้ารักษาแผลอย่างนี้แน่”
“อย่างนั้นเหรอ…”เด็กหนุ่มพึมพำ ก่อนพยักหน้าหงึก เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์อันอกสั่นขวัญแขวนเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะตอนที่เขานอนลงไปกองกับพื้นนั่น ชายชุดดำลึกลับเพียงแต่ย่างเท้าเข้ามา ใช้กระบี่ชี้มาที่ตัวเขาอยู่ครู่ใหญ่ ส่ายหน้า แล้วก็เดินจากไป
เพราะอะไรกันเล่า…
“เจ้าเคยสร้างศัตรูอะไรไว้ที่ไหนหรือเปล่า หือม์”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า
“ข้าเหรอไม่มีหรอก นอกเสียจากว่า…เอ้อ”
“ว่าอะไร”
เด็กหนุ่มเกาหัวพลางตอบว่านอกจาก ชายลึกลับผู้นั้นจะเป็นพวกจากกองทัพอัศวินดำที่ตามล่าตัวเขาอยู่เท่านั้น
เฒ่าลู่หันหน้ากลับมาและส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“ไม่น่าเป็นไปได้…ข้าไม่เคยพบว่าพวกทหารอัศวินดำเคยบุกมาที่เกียะหยูแห่งนี้เลย ข้าว่าเจ้าเดาผิดแล้ว”
หวูไว่ครางในลำคอ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร
“หรือว่าจะจำผิดตัวนะ…”
“คงไม่อีกนั่นแหละ ผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าของเจ้านั่น ทำให้เจ้าแตกต่างกับคนทั่วไปในเมืองนี้ เดาผิดอีกแล้ว”
หวูไว่ได้แต่ถอนหายใจ มึนงงกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
“ข้าควรทำอย่างไรดี เฒ่าลู่”
ตาเฒ่าบ้าหัวเราะหึหึก่อนทรุดตัวลงบนโต๊ะกลางห้อง
“ทางที่ดี เจ้าไม่ควรบอกใครในเรื่องนี้ เรื่องมันจะเลยเถิดไปกันใหญ่ แล้วก็หาทางป้องกันตัวซ่ะ…”
“ป้องกันตัวเหรอ”เด็กหนุ่มพึมพำ
เฒ่าลู่พยักหน้าแล้วยิ้ม
“ข้ามีวิธี…”
(5)
คฤหาสน์ตระกูลเอียนมีเนื้อที่อันกว้างขวาง ปลูกอยู่ริมแม่น้ำ มีทิวทัศน์อันสวยงาม แต่ที่โอ่อ่ากว่าเพื่อนคือตึกใหญ่ที่เป็นถิ่นพำนักของเอียนมู่หลง ประมุขใหญ่ของคฤหาสน์แห่งนี้ ซึ่งตบแต่งอย่างหรูหรา คนรับใช้ในตึกใหญ่แห่งนี้ต้องผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี มารยาท ความประพฤติต้องเพียบพร้อม
และที่สำคัญต้องสามารถจำแนก “แขก” ที่มาเข้าพบประมุขใหญ่ว่าใครคนไหนอยู่ในสถานะใด ควรให้พบหรือไม่พบ
และในห้วงเวลานี้ “แขก” ที่สามารถเข้าพบประมุขของตึกได้ในเวลาดึกเช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ในห้องรับรองของตึกใหญ่ เอียนมู่หลง ยืนใช้ความคิดด้วยการเอามือกุมคาง และหันหลังไปให้กับอาคันตุกะผู้มาเยือนทั้งสองคน
หนึ่งนั้นคือ ฝานซื่อ บุรุษใหญ่ร่างท้วม ใบหน้าสี่เหลี่ยม ที่ดวงตาหลุกหลิกไปมาตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของหลี่มู่ ขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว
ส่วนอีกคนหนึ่งในชุดอาภรณ์ขาวกระจ่างตา ดวงตาเจิดจ้าก็คือ หลี่มู่ นั่นเอง
เอียนมู่หลงหันมาช้าๆมองหน้าหลี่มู่ชั่วครู่พร้อมเอ่ยถาม
“เจ้าเชื่อว่า เด็กหนุ่มแซ่หวูคนนั้นไม่มีความลับอะไรซ่อนอยู่ เพราะอะไร”
หลี่มู่ยืดอกขึ้นเล็กน้อย ส่ายหน้า
“เพราะว่าเจ้าหนุ่มนั่นไม่มีฝีมือติดตัวแม้แต่น้อย มีแต่ท่าทางหวาดกลัวที่โดนข้ารุกไล่ไปจนมุมเท่านั้น”
ประมุขแห่งสกุลเอียน ใช้มือลูบเคราที่คางอย่างใช้ความคิด
“ถ้าอย่างนั้น…ทำไมพวกอัศวินดำนั่นถึงอยากได้ตัวมันนักนะ คนอย่างนายพลซื่อชางไม่กระทำอะไรที่ไร้เหตุผลแน่”
หลี่มู่กล่าวว่า “ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือ จับตาดูมันเอาไว้เท่านั้น”
ฝานซื่อรีบพูดแทรกออกมาทันที
“แต่แผนการณ์ที่คุณชายแอบปลอมตัวไปขู่เด็กหนุ่มแซ่หวูนั่นไม่ควรจะให้คนอื่นรู้ โดยเฉพาะเอ่อ…”
“โดยเฉพาะใครกันฝานซื่อ…”หลี่มู่หันมามองที่ปรึกษาคู่ใจ
ฝานซื่อค้อมหัว ยิ้มอย่างมีเลศนัยว่า “แม้แต่คุณหนูเอียนซี…”
“เพราะถ้าข้าตาไม่ฝาด ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูเอียนดูกับเด็กนั่นไม่ธรรมดา”
หลี่มู่ขมวดคิ้วว่าด้วยน้ำเสียงแข็ง “ฝานซื่อเจ้าพูดอะไรของเจ้ากัน”
แต่เป็น เอียนมู่หลงที่ยกมือห้ามเสียก่อน
“อย่าหงุดหงิดไปเลยน่า หลานหลี่ ที่ฝานซื่อพูดมาก็ไม่ได้เป็นคำพูดที่เลื่อนลอยเสียทีเดียวนัก ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกัน”
ประมุขใหญ่แห่งสกุลเอียนหยุดไปชั่วครู่
“เอาเถอะ…เราเพียงช่วยกันจับตาความเคลื่อนไหวของเด็กนั่น ข้าเชื่อว่าในไม่ช้าความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องปรากฎ”
“และอย่าลืม เรายังมีงานต้องทำอีกมาก”
นั่นแหละ หลี่มู่กับฝานซื่อจึงพยักหน้ารับพร้อมกัน
(6)
“จริงๆนะคุณชาย ระวังเด็กหนุ่มนั่นไว้หน่อยก็ดี”
“ฝานซื่อ ข้าว่าเจ้าคิดมากไปแล้ว ซียี้ รู้จักข้ามาตั้งแต่เด็ก นางเป็นคู่หมั้นข้านะ ข้าไม่คิดว่านางจะเป็นอะไรอย่างที่เจ้าว่านั่นหรอก”
“ข้าก็ไม่ได้หมายความถึงขนาดนั้น แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นคุณหนูเอียนห่วงใยใครเหมือนเด็กหนุ่มแซ่หวูคนนั้นเลย”
“เอาเถอะน่า-ข้ารู้ แต่ก็ยังคิดว่าเจ้าคิดอะไรมันเลยเถิดเกินไปแล้ว มองคนในแง่ดีบ้าง ฝานซื่อ”
ที่ปรึกษาใหญ่ของขุนพลเอกแห่งกองกำลังเมฆขาวจึงได้แต่รับคำอย่างเสียไม่ได้
“หวูไว่…เจ้าเด็กบ้า” ฝานซื่อบ่นกับตัวเองอยู่ในใจ เพราะน้อยครั้งนักเขาที่จะโดนหลี่มู่ตำหนิต่อหน้าอย่างนี้
“เพราะเจ้าคนเดียว…”
๖.๒.๕๑
นักรบจากดาวดวงอื่น (7)
(1)
ไม่ไกลจากตึกใหญ่ของตระกูลเอียน มีสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง ก่อสร้างโดยเอียนมู่หลงนั่นเอง
พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ไกล้กับประตูทางเข้า ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น แช่มชื่นอย่างประหลาด
กลิ่นเกสรดอกไม้ หญ้ารก แมลงตัวน้อยๆ เสียงนกร้อง เป็นภาพแห่งธรรมชาติที่ปรากฎต่อหน้าของเด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านเซียงอู่อยู่ในขณะนี้ แล้วเด็กหนุ่มก็ร้องออกมาเบาๆครั้งหนึ่ง ยืดอก สูดลมหายใจยาวๆ
แล้วก็เริ่มด้วยการยิ้มน้อยๆ ตามมาด้วยการอ้าปากกว้าง-กว้างยิ่งกว่ากว้าง
แล้วก็เผลอหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง
สวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยต้นไม้รกครึ้มแห่งนี้ ดูจะทำให้หวูไว่เหมือนได้กลับไปอยู่ในเซียงอู่อีกครั้ง
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นทางด้านหลังของเด็กหนุ่ม เอียนซี นั่นเอง นางกำลังหัวเราะคิกคัก ดวงตาเป็นประกายแจ่มใส และจ้องมาที่หวูไว่
“ข้าเชื่อว่าที่นี่อาจจะเหมาะกับเจ้านะ ว่าไงละ”
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้เล่า เหลือบตามองหญิงสาวอย่างอายๆ แล้วก็พยักหน้าช้าๆ
“มาเถอะ…ข้าจะพาเจ้าไปรู้จักเฒ่าลู่”
พูดจบแล้ว หญิงสาวก็เดินนำหวูไว่ ผ่านทางน้อยๆที่โรยกรวดอยู่ทางด้านขวาของอุทยาน ที่มีกอไม้เรียงรายอยู่สองข้างทาง
“เฒ่าลู่ ใครกันนะ-คุณหนูเอียน” เด็กหนุ่มโพล่งถามขึ้น
หญิงสาวหันมาแล้วพูดขันๆ
“คนที่นี่เรียกเฒ่าลู่ว่าเฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้”
หา-เฒ่าบ้าเหรอ ตายละ…
ไม่ไกลจากตึกใหญ่ของตระกูลเอียน มีสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง ก่อสร้างโดยเอียนมู่หลงนั่นเอง
พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ไกล้กับประตูทางเข้า ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น แช่มชื่นอย่างประหลาด
กลิ่นเกสรดอกไม้ หญ้ารก แมลงตัวน้อยๆ เสียงนกร้อง เป็นภาพแห่งธรรมชาติที่ปรากฎต่อหน้าของเด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านเซียงอู่อยู่ในขณะนี้ แล้วเด็กหนุ่มก็ร้องออกมาเบาๆครั้งหนึ่ง ยืดอก สูดลมหายใจยาวๆ
แล้วก็เริ่มด้วยการยิ้มน้อยๆ ตามมาด้วยการอ้าปากกว้าง-กว้างยิ่งกว่ากว้าง
แล้วก็เผลอหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง
สวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยต้นไม้รกครึ้มแห่งนี้ ดูจะทำให้หวูไว่เหมือนได้กลับไปอยู่ในเซียงอู่อีกครั้ง
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นทางด้านหลังของเด็กหนุ่ม เอียนซี นั่นเอง นางกำลังหัวเราะคิกคัก ดวงตาเป็นประกายแจ่มใส และจ้องมาที่หวูไว่
“ข้าเชื่อว่าที่นี่อาจจะเหมาะกับเจ้านะ ว่าไงละ”
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้เล่า เหลือบตามองหญิงสาวอย่างอายๆ แล้วก็พยักหน้าช้าๆ
“มาเถอะ…ข้าจะพาเจ้าไปรู้จักเฒ่าลู่”
พูดจบแล้ว หญิงสาวก็เดินนำหวูไว่ ผ่านทางน้อยๆที่โรยกรวดอยู่ทางด้านขวาของอุทยาน ที่มีกอไม้เรียงรายอยู่สองข้างทาง
“เฒ่าลู่ ใครกันนะ-คุณหนูเอียน” เด็กหนุ่มโพล่งถามขึ้น
หญิงสาวหันมาแล้วพูดขันๆ
“คนที่นี่เรียกเฒ่าลู่ว่าเฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้”
หา-เฒ่าบ้าเหรอ ตายละ…
(2)
มันเป็นกระท่อมไม้หลังเล็กๆที่วางตัวเองอยู่บนเนินดินแห่งหนึ่ง มีต้นไผ่สูงชะลูดแทงทะลุผืนหญ้าปลูกอยู่ไกล้ๆ ถัดออกไปทางขวามีดอกไม้สีสันแปลกตากระจายขึ้นเป็นพุ่ม
“นี่…เฒ่าลู่” เอียนซีป้องปากส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปยังหน้ากระท่อมไม้หลังนั้น
ชั่วอึดใจ ประตูกระท่อมก็เปิดออก เด็กหนุ่มเห็นมืออันผอมซูบ เหี่ยวย่นนั่นก่อน แล้วจึงเห็นเสื้อสีเทาอันเก่าคร่ำคร่า เต็มไปด้วยรอยปะชุนอันไร้ระเบียบตามมา
ใบหน้านั้นเรียวยาว แก้มตอบ ผมเผ้ารุงรัง เครายาวสีดอกเลา เมื่อเห็นใบหน้านั้นเด็กหนุ่มแทบจะร้องออกมา เพราะมันช่างคล้ายคลึงกับนักพรตที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้เสียเหลือเกิน แต่ครั้นเพ่งอย่างสังเกตจึงรู้ว่าไม่ใช่ เพียงแต่มีบางอย่างที่คล้ายกันเท่านั้น
ในขณะที่นักพรตมีใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาแจ่มใส และมีทีท่าสำรวมอยู่เสมอ แต่ตาเฒ่าคนที่ยืนอยู่หน้ากระท่อมคนนี้ดูจะปล่อยตัวตามสบาย แถมยังหาวหวอด และบิดร่างไปมาซ้ายที-ขวาที ไม่มีทีท่าระวังตัวแม้แต่น้อย
“อ้อ…คุณหนู” เสียงพูดปนหาวของเฒ่าลู่ดังขึ้น
บุตรสาวคนเดียวของที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูโคลงศรีษะไปมาคิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย
“เฒ่าลู่แอบงีบหลับกลางวันอีกแล้วซินี่”
ตาเฒ่าแห่งสวนดอกไม้ตีหน้าปูเลี่ยน ก่อนจะแก้เขินด้วยการเพ่งมองที่เด็กหนุ่ม
และก่อนที่เด็กหนุ่มจะพูดอะไรออกมา เอียนซีก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“เฒ่าลู่…เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อหวูไว่ ข้าพามาเพื่อให้มาช่วยทำงานที่นี่”
“เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้…” เฒ่าลู่เอามือชี้มาที่หวูไว่ และหันไปมองคุณหนูเอียนอย่างงุนงง
หงสาคะนองศึกเม้มปาก ยืนกอดอก และพยักหน้าลงอย่างช้าๆ
“สวนแห่งนี้ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เล็กๆ ได้คนมาช่วยดูแลอีกคนก็จะผ่อนงานไปได้อีกตั้งเยอะไม่ใช่หรือ…”
เฒ่าลู่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะเอ่ยว่า
“ถ้าคุณหนูต้องการอย่างนั้นก็ได้…”
รับคำเสร็จแล้ว เฒ่าลู่ก็หันมามองหวูไว่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกที แล้วก็หัวเราะหึหึอยู่คนเดียว
ประหลาดชะมัดตาเฒ่าคนนี้-เด็กหนุ่มแอบบ่นอยู่ในใจ
มันเป็นกระท่อมไม้หลังเล็กๆที่วางตัวเองอยู่บนเนินดินแห่งหนึ่ง มีต้นไผ่สูงชะลูดแทงทะลุผืนหญ้าปลูกอยู่ไกล้ๆ ถัดออกไปทางขวามีดอกไม้สีสันแปลกตากระจายขึ้นเป็นพุ่ม
“นี่…เฒ่าลู่” เอียนซีป้องปากส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปยังหน้ากระท่อมไม้หลังนั้น
ชั่วอึดใจ ประตูกระท่อมก็เปิดออก เด็กหนุ่มเห็นมืออันผอมซูบ เหี่ยวย่นนั่นก่อน แล้วจึงเห็นเสื้อสีเทาอันเก่าคร่ำคร่า เต็มไปด้วยรอยปะชุนอันไร้ระเบียบตามมา
ใบหน้านั้นเรียวยาว แก้มตอบ ผมเผ้ารุงรัง เครายาวสีดอกเลา เมื่อเห็นใบหน้านั้นเด็กหนุ่มแทบจะร้องออกมา เพราะมันช่างคล้ายคลึงกับนักพรตที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้เสียเหลือเกิน แต่ครั้นเพ่งอย่างสังเกตจึงรู้ว่าไม่ใช่ เพียงแต่มีบางอย่างที่คล้ายกันเท่านั้น
ในขณะที่นักพรตมีใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาแจ่มใส และมีทีท่าสำรวมอยู่เสมอ แต่ตาเฒ่าคนที่ยืนอยู่หน้ากระท่อมคนนี้ดูจะปล่อยตัวตามสบาย แถมยังหาวหวอด และบิดร่างไปมาซ้ายที-ขวาที ไม่มีทีท่าระวังตัวแม้แต่น้อย
“อ้อ…คุณหนู” เสียงพูดปนหาวของเฒ่าลู่ดังขึ้น
บุตรสาวคนเดียวของที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูโคลงศรีษะไปมาคิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย
“เฒ่าลู่แอบงีบหลับกลางวันอีกแล้วซินี่”
ตาเฒ่าแห่งสวนดอกไม้ตีหน้าปูเลี่ยน ก่อนจะแก้เขินด้วยการเพ่งมองที่เด็กหนุ่ม
และก่อนที่เด็กหนุ่มจะพูดอะไรออกมา เอียนซีก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“เฒ่าลู่…เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อหวูไว่ ข้าพามาเพื่อให้มาช่วยทำงานที่นี่”
“เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้…” เฒ่าลู่เอามือชี้มาที่หวูไว่ และหันไปมองคุณหนูเอียนอย่างงุนงง
หงสาคะนองศึกเม้มปาก ยืนกอดอก และพยักหน้าลงอย่างช้าๆ
“สวนแห่งนี้ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เล็กๆ ได้คนมาช่วยดูแลอีกคนก็จะผ่อนงานไปได้อีกตั้งเยอะไม่ใช่หรือ…”
เฒ่าลู่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะเอ่ยว่า
“ถ้าคุณหนูต้องการอย่างนั้นก็ได้…”
รับคำเสร็จแล้ว เฒ่าลู่ก็หันมามองหวูไว่ตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกที แล้วก็หัวเราะหึหึอยู่คนเดียว
ประหลาดชะมัดตาเฒ่าคนนี้-เด็กหนุ่มแอบบ่นอยู่ในใจ
(3)
หลังจากย้ายมาอยู่ที่อุทยานดอกไม้แห่งนี้ได้เพียง 3 วัน หวูไว่ก็พบว่าตาเฒ่าลู่มีอะไรที่พิกลอยู่มาก
อาทิเช่น วันๆเฒ่าลู่พูดน้อยมาก จะเรียกว่าถามคำตอบคำก็คงไม่ผิดนัก แถมวันทั้งวันเอาแต่นอนนิ่งเงียบ ขลุกตัวเองอยู่ในห้องนอน
หรือไม่ก็ นั่งมองสวนหินได้ทั้งวัน แถมเป็นการเฝ้ามองแบบนั่งนิ่ง ไม่ขยับตัวหรือกระพริบตา ราวกับไร้ชีวิตนั่นเลยทีเดียว
บางทีก็เดินไปเดินมาทั่วอุทยานแล้วส่ายหน้าไปมาอยู่เป็นนาน
เฒ่าแห่งสวนดอกไม้ไม่เคยออกจากอุทยานไปหาใคร และไม่มีใครมาหาถึงในอุทยานดอกไม้นี้เหมือนกัน
แต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็ถือว่าตัวเองพอจะรับความแปลกประหลาดของตาเฒ่าลู่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เท่าที่เห็น ตาเฒ่าดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ดีพอสมควร พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ เบ่งบาน ออกดอกตามฤดูกาล ส่วนกอดอกไม้ที่เรียงรายอยู่ตรงนั้น ตรงนี้บ้าง ส่งกลิ่นหอม มีแมลง ผีเสื้อบินดอม อยู่ตลอดเวลา
แต่หวูไว่รู้สึกว่าโมงยามที่ทำให้ตาเฒ่าผู้นี้มีความสุขที่สุด ดูจะเป็นช่วงขณะที่ดอกไม้เหล่านั้นโรยรา ร่วงหล่นจากต้น ปลิวกระจายอยู่ตามพื้นหญ้าเสียมากกว่า เมื่อถึงตอนนั้นตาเฒ่าจะคว้าไม้กวาดมากวาดลานดินที่เต็มไปด้วยดอกที่ร่วงโรย ใบไม้ที่ปลิดปลิวลงมาอย่างเพลิดเพลิน
ในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา เด็กหนุ่มจึงเฝ้ามองยามที่เฒ่าลู่หยิบไม้กวาดขึ้นมาอย่างสนใจใคร่รู้ อยากจะรู้นักว่า ทำไมเฒ่าลู่จึงได้ใส่ใจใบไม้ ใบหญ้าเล็กๆที่ปลิวกระจายอยู่บนพื้นดินยิ่งกว่า ดอกที่ชูช่ออยู่บนต้นนั่นเสียอีกเล่า
“เจ้าสงสัยอะไรนักหรือ เจ้าหนุ่ม” อยู่ดีๆตาเฒ่าก็พูดโพล่งออกมาในขณะที่หันหลังอยู่แท้ๆ ทำเอาหวูไว่สะดุ้งเฮือกขึ้นมา อึ้งไปพักใหญ่
“คือว่า…คือว่า ข้าสงสัย”
“สงสัยอะไร”
“สงสัยว่าทำไมท่านผู้เฒ่าดูจะรักและเอาใจใส่ดอกที่เหี่ยวเฉา ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น เสียยิ่งกว่าที่ออกดอกอยู่บนต้นนั่นเสียอีก”
เฒ่าลู่หันหน้ามาหาเด็กหนุ่ม หัวเราะหึหึ ส่ายหน้าไปมา แล้วบ่นอีกว่า
“โง่เขลา ช่างโง่เขลา”
โง่เขลาหรือ-หวูไว่พูดกับตัวเอง
“มีแต่ผู้มีปัญญาเท่านั้น”เฒ่าลู่พูดต่อ แล้วหันไปเก็บกวาดลานกว้างของสวนดอกไม้ต่อไป
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกๆ
“ถ้าเจ้าอยากรู้ เจ้าต้องสนใจที่จะมอง” เฒ่าลู่พูดลอยๆขึ้นมาอีก
“มองเหรอ…”
“ไม่ใช่มองด้วยตา”
“หา…อะไรนะ” หวูไว่คราง
“…”
(4)
ใช้เวลาร่วมเดือนเด็กหนุ่มจึงมีคำตอบให้เฒ่าลู่
“ข้ารู้แล้วว่า อะไรคือการมอง ที่ไม่ได้มองด้วยตา”
ตาเฒ่าประหลาดแห่งสวนดอกไม้ ได้ยินแล้วก็เอามือลูบเคราของตัวเองไปมา แล้วก็ยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“มันคือการสังเกต มีสมาธิ และมองทุกอย่างด้วยจิตอันสงบ ใช่หรือไม่ เฒ่าลู่”
เฒ่าลู่หันมองหน้าเด็กหนุ่มแล้วถามขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าเห็นอะไร เจ้าพบคำตอบที่เจ้าถามหรือยัง”
หวูไว่ยิ้มอย่างเบิกบาน
“มันคือความสุข กับ ความทุกข์ ความงาม กับ ความน่าเกลียด ความเบ่งบาน กับ ความโรยรา และมันคือ สิ่งเล็ก และ ใหญ่”
ฟังคำตอบแล้ว ตาเฒ่าหัวเราะอยู่ในลำคอ มองหน้าหวูไว่
“หาได้ยากนัก…หาได้ยาก” เฒ่าลู่พูดแต่เพียงแค่นั้น
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างสุขใจ ช่วงแรกๆที่เขาเฝ้ามองตาเฒ่ากวาดใบไม้บนลานกว้างนั้นอยู่เป็นนาน ไม่พบคำตอบว่าอะไรคือการมองอย่างที่ตาเฒ่านั้นว่าสักนิด
จนเวลาผ่านไปอีกหลายวัน เด็กหนุ่มที่จดจ่ออยู่กับตาเฒ่าที่กวาดใบไม้อยู่เบื้องหน้า เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง ท่ามกลางความเงียบสงบของสวนดอกไม้ เขามองเห็นแต่เฒ่าลู่ เห็นไม้กวาด แล้วก็เห็นใบไม้ที่แห้งเหี่ยว ดอกที่ร่วงโรย
เห็นกระทั่งใบไม้ที่ค่อยๆปลิวปลิดจากขั้วและลอยคว้างลงบนพื้น
พอเกิดความรู้สึกเยี่ยงนี้แล้ว หวูไว่ก็หวนคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเซียงอู่ นึกถึงป่า ทุ่งหญ้า ลำธาร และช่วงเวลาที่เดินเคียงข้างลุงเพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกดิน
และก็คำสอนของลุง
“ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติล้วนแต่มีคำตอบทุกอย่างในชีวิตให้กับเราหวูไว่ ต้นไม้ ใบหญ้า กำเนิด เบ่งบาน แล้วก็เหี่ยวเฉา สูญสลายไป และเจ้าต้องเข้าใจว่า ไม่อาจเลือกที่จะพบเห็นแต่ความสวยงามเท่านั้น เจ้าต้องรู้จักสังเกต มองหา สิ่งที่ไม่สวยงาม ความน่าเกลียดอีกด้วย เจ้าต้องมีจิตอิสระซึ่งต้องตื่นตัวต้อนรับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะทำให้เจ้ามีชีวิตอย่างอิ่มเอิบ มองทุกอย่างด้วยความละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”
ใช่แล้ว-มันคือการอยู่ร่วมของสรรพสิ่ง นั่นเอง
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา หวูไว่ และเฒ่าลู่ พูดคุยกันมากขึ้น กล่าวได้ว่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ เด็กหนุ่มรับอาสารดน้ำ พรวนดิน ตบแต่งกิ่งก้านของต้นไม่ใหญ่เล็กไว้เกือบหมด นอกจากนั้นยังรับเหมาทั้งเรื่องทำอาหาร ซักเสื้อผ้า ปัดกวาดกระท่อมที่อยู่อาศัย อย่างเต็มอกเต็มใจ
เหลือหน้าที่กวาดลานดินที่เต็มไปด้วยดอก ใบ ที่ร่วงโรยให้เฒ่าลู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“เจ้าเด็กโง่…”เฒ่าลู่จะเรียกหวูไว่อย่างนี้ยามที่เห็นงานที่เคยทำมีคนมาแย่งทำไปหมด จากนั้นก็จะหัวเราะเสียงดังอยู่ในลำคอ
ซึ่งเด็กหนุ่มเข้าใจไปเองว่านั่นคือการกล่าวขอบใจของตาเฒ่านั่นเอง
(5)
“หวูไว่ เจ้าดูต้นไผ่นั่นแล้วบอกข้าซิ เจ้าเห็นอะไร”
เด็กหนุ่มหันไปมองอยู่ชั่วครู่แล้วก็หันมาตอบว่า
“มันคือสิ่งที่ทนทานที่สุด ต่อให้แล้งเพียงไรไผ่ไม่ยอมตาย ส่วน ลำต้น กิ่งใบ ของมัน แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ แล้วการไหวเอนตามแรงลมของมันคือความนอบน้อม”
ตาเฒ่าลู่ถามต่อไปอีก
“แล้วต้นเหมยที่แตกดอกออกช่ออยู่นั่นเล่า…”
“เท่าที่ข้าเห็นและรู้สึกก็คือ ดอกเหมยเบ่งบานได้ เพราะมีรากติดกับดิน และมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาหารจากดินและน้ำ ถ้าไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีแสงแดด ต้นไม้และดอกไม้ก็ไม่มีชีวิตอยู่ได้” เด็กหนุ่มตอบอย่างฉาดฉาน
เฒ่าลู่ยิ้มให้ก่อนอธิบายต่อว่า
“สิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์เราก็คือ อาหาร น้ำดื่ม และอากาศ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งไร้ชีวิตที่หล่อเลี้ยงชีวิต ทุกสิ่งในโลกไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไร้ชีวิตต่างก็ต้องเกื้อกูลกันและกัน ต้องอยู่ร่วมกัน”
“และนี่คือ การมองด้วยจิต ดูด้วยใจ จำไว้” ตาเฒ่าลู่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาเป็นประกาย
“การดูด้วยหัวใจ มองด้วยจิตอันเป็นอิสระ มันจะทำให้ทุกส่วนในร่างกายของเจ้าว่างเปล่า เจ้าจะได้เห็นมากกว่าสิ่งที่มองเห็นด้วยตา เมื่อกายว่างเปล่า ใจของเจ้าก็สว่าง”
ฟังคำอธิบายแล้ว เด็กหนุ่มก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
หวูไว่ รู้สึกมีอะไรบางอย่างลุกโพลงอยู่ในอก ความอิ่มเอิบบางอย่างแผ่ซ่านทั่วร่างอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดลอยๆเหมือนลืมตัวว่า
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าคิดว่ามนุษย์ก็ต้องดูแลธรรมชาติใช่มั๊ย เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเราก็ต้องดูแลและมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยเช่นกัน”
“ใช่… เจ้าเด็กโง่” เฒ่าลู่หัวเราะเสียงดัง
“เฒ่าลู่…ท่านเป็นใครกันแน่” เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย
“ข้านะเหรอ…ก็เฒ่าบ้าไง”
พูดจบแล้ว เฒ่าลู่ก็หลับตาลง โดยมีเด็กหนุ่มยืนเกาหัวแกรกอยู่ข้างๆ
คนบ้าที่ไหนจะมีความรอบรู้ในสรรพสิ่งลึกซึ้งเยี่ยงนี้เล่า
(6)
“นี่…อากิ”
“ว่าไงละ…เรียว”
“ข้าว่าหวูไว่มันแปลกๆไปนา ว่ามั๊ย”
“ฮื่อ…ข้าก็ว่างั้นแหละ”
ขณะนี้ เจ้าอ้วน-อากิ และเจ้าโย่ง-เรียว ในชุดพลทหารแห่งกองกำลังเมฆขาว กำลังนั่งอยู่บนเนินหญ้าในอุทยานดอกไม้แห่งเกียะหยู เฝ้ามอง-หวูไว่ เพื่อนจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่งนิ่งอยู่ข้างกอดอกไม้ สายตาเพ่งมองไปที่ต้นหลิวต้นหนึ่งอย่างสนอกสนใจ
ถ้าเพ่งมองธรรมดาก็ไม่เท่าไหร่นักหรอก แต่ลองว่านั่งมองโดยไม่ขยับตัว ตาไม่กะพริบ นิ่งเงียบเป็นเวลาหลายชั่วยามแล้ว ค่อนข้างจะแปลกไปหน่อย
ยิ่งบางครั้งถึงกับกระซิบพูดกับต้นไม้ก็ยิ่งเพิ่มความประหลาดเข้าไปใหญ่
“หรือว่า…”อยู่ดีๆเจ้าอ้วนอากิก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเพื่อนคู่ขาต้องร้องถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“หรือว่าอะไรวะ…บอกมาซิ”
“คือว่า…”อากิ ว่าเสียงสั่นๆ “หวูไว่มันอาจจะผิดหวังในความรัก อกหักเพราะไปแอบรักคุณหนูเอียน มันก็เลย…มันก็เลย”
“บ้าไปแล้ว…นะเหรอ” คราวนี้น้ำเสียงของเรียวดูแห้งผาก บ่งบอกอารมณ์ของคนพูดเป็นอย่างดี
พูดเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ถอนหายใจออกมาโดยแรง แล้วส่ายหน้าไปมา
เป็นอันว่า นอกจากจะมีเฒ่าลู่เป็นเฒ่าบ้าประจำสวนดอกไม้แห่งนี้แล้ว ในขณะนี้ก็ยังเพิ่มเด็กบ้า-หวูไว่ ขึ้นมาอีกคนเสียอีก
(7)
ขณะที่หวูไว่เดินมาถึงบึงน้ำเล็กๆแห่งนั้น ดวงดาวเกลื่อนกระจายบนท้องฟ้าเต็มไปหมด สายลมเย็นพัดมาอ่อนๆ ในขณะที่ต้นไผ่ริมทางแกว่งไกวไหวเอนเป็นมา
“ทำอะไรชักช้านักเล่า…”
เสียงดังมาจากริมบึงน้ำแห่งนั้นนั่นเอง และนั่นเป็นเสียงของตาเฒ่าลู่ที่ยืนหันหลังให้กับเขาอยู่ มองเห็นเสื้ออันเก่าคร่ำคร่าของตาเฒ่าสะบัดไปมาตามแรงลม เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าดึกดื่นเช่นนี้ตาเฒ่าทำไมถึงยังไม่นอน และยังนัดแนะให้เขามาพบที่บึงน้ำแห่งนี้เสียอีก
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร เฒ่าลู่ก็นั่งลงกับพื้นไกล้กับบึงน้ำ
“นั่งซิ…”
หวูไว่ รีบปฎิบัติตามอย่างว่าง่าย
แม้ไม่รู้ว่าการนัดหมายครั้งนี้เฒ่าลู่มีจุดประสงค์อะไร แต่เด็กหนุ่มจากเซียงอู่เชื่อว่าไม่ใช่ประสงค์ร้ายแน่ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา ตาเฒ่าที่ถูกขนานนามว่าเฒ่าบ้า ถ่ายทอดความคิดหลายอย่างให้กับเขา
ถ้อยคำลึกซึ้งที่เฒ่าลู่ถ่ายทอดให้เขานั้นช่างประหลาดนัก เพราะมันสอดคล้องกับคำสอนที่ลุงสั่งสอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
บางสิ่งที่ลุงพร่ำสอนแต่หวูไว่ไม่เคยเข้าใจแก่นอันเป็นเนื้อแท้เลย แต่หลังจากได้สนทนากับเฒ่าลู่แล้ว หวูไว่พบว่าตัวเองเข้าใจคำสอนของลุงได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
บางทีครั้งนี้ก็อาจจะเช่นกัน
“หวูไว่…เจ้าไม่เหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ข้ารู้จักมา เจ้ารู้ตัวมั๊ย” ตาเฒ่าพูดโดยสายตาเหม่อมองไปยังบึงน้ำเบื้องหน้า
“ไม่เหมือนเหรอ…”
“เจ้าโชคดีมากหวูไว่ ที่เกิดมาในกลุ่มคนที่เข้าใจการอยู่ร่วมระหว่างโลกกับธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด ดำเนินชีวิตตามวิถีธรรมชาติมาโดยตลอด เจ้าถูกฝึกให้มีจิตใจสงบ”
“งั้นเหรอ…ไม่มั๊ง” เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าจะตอบอะไรให้ได้ดีไปกว่านั้น และบอกกับตัวเองในใจว่า เฒ่าลู่ เอ๊ย เจ้าก็เหมือนกัน เจ้าไม่เหมือนผู้เฒ่าคนใดที่ข้าเคยรู้จักมาก่อน ภายใต้เสื้อผ้าเก่าที่ผ่านการปะชุนครั้งแล้วครั้งเล่า และเนื้อตัวขมุกขมอมอยู่ตลอดเวลานั้น กลับซุกซ่อนไว้ด้วยความลี้ลับ และความคิดอันละเอียดลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด
“บางทีเจ้าอาจจะไม่รู้ การนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เฝ้าชมพระอาทิตย์ตกดิน เหม่อมองดวงดาวทอแสงยามค่ำคืน แท้จริงก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง มันคือการมองเข้าไปภายในของตัวเอง”ตาเฒ่าว่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
หวู่ไว่ไม่ได้ตอบคำ แต่ภาพของลุงและป้า และชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้านเซียงอู่โผล่ขึ้นมาในห้วงสมองแว่บหนึ่ง
“แต่นี่…เฒ่าลู่ นัดข้าออกมาที่บึงน้ำแห่งนี้ทำไม”
เฒ่าบ้าของชาวเมืองเกียะหยูยกมือชี้ไปที่บึงน้ำแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อะไรกัน พาข้ามาเพื่อดูบึงน้ำแห่งนี้นะเหรอ…”
เฒ่าลู่หัวเราะขึ้นมาก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า
“เจ้าลืมที่ข้าสอนไปแล้วหรือไง อย่าดูหรือมองเห็นอะไรด้วยตาเท่านั้น”
“แต่นี่มัน…”เด็กหนุ่มทักท้วง
“เจ้าจงทำจิตให้ผ่องใส มันจะทำให้เจ้าสามารถมองเห็นแก่นแท้ของบึงน้ำแห่งนี้ หลับตาซิ”
หวูไว่หลับตาลง
“บอกข้าซิ…เจ้าเห็นอะไร”
ไม่ช้าไม่นาน เด็กหนุ่มก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว มองเห็นแต่บึงน้ำข้างหน้า และยินเสียงกิ่งไผ่ที่แกว่งไกวไปมาเท่านั้น
“ข้าเห็นสายน้ำ และเห็นความสงบของมัน”
“หวูไว่…”เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเฒ่าลู่มากระซิบอยู่ที่ข้างๆหู
“ใช่แล้วน้ำคือความสงบ และมันสิ่งที่สร้างความชุ่มชื้นให้กับทุกชีวิต ไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร เข้าได้กับทุกสรรพสิ่ง ไม่ขัดแย้ง และเจ้าควรจะทำตัวเหมือนน้ำในบึงนั่น จำไว้”
แล้วหวูไว่ก็ลืมตาขึ้น แต่ภาพที่เห็นก็คือ เฒ่าลู่ยังนั่งอยู่ที่เดิม แล้วเสียงที่ได้ยินข้างหูเล่ามันมาจากที่ไหนกัน
“เรียนรู้จากสายน้ำ…งั้นเหรอ”
“คราวนี้เจ้าดูสายน้ำที่มันไหลเอื่อยๆไปนั่นซิ น้ำในบึงนั่นมีมีสิ่งมากมายให้เจ้าได้เรียนรู้ มีปลาที่แวกว่าย มีใบไผ่ที่ร่วงหล่น มีความเคลื่อนไหว มันก็เหมือนจิตใจของคนเรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่หยุดยั้ง”
เฒ่าลู่ลุกขึ้นอย่างช้าและหันมามองหวูไว่อย่างเงียบงัน
“เจ้าต้องเรียนรู้จากดวงดาวบนท้องฟ้านั่นด้วย”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำเหมือนละเมอ และเงยหน้ามองดวงดาวที่สุกสกาวอยู่เบื้องบน
“เจ้าเห็นดวงดาวเหล่านั้นมั๊ย บางดวงก็เปล่งรัศมีเจิดจ้า แต่ดาวบางดวงก็มีแสงริบหรี่ และก็มีทั้งเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ และมีทั้งที่อยู่โดดเดี่ยว”
แล้วมันมีความหมายว่าอะไรกัน-เด็กหนุ่มนึกในใจ
“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ดวงดาวบนฟากฟ้านั่นล้วนแล้วมีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำ มันถูกกำหนดไว้เช่นนั้น แม้แต่ดาวตกนั่น” เฒ่าลู่อธิบาย ในขณะที่ดาวตกดวงหนึ่งที่ส่องแสงอยู่วูบหนึ่งแล้วจางหายไป
“เหมือนคนเราที่มีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำใช่มั๊ย-เฒ่าลู่” เด็กหนุ่มถาม
ผู้เฒ่าไม่ตอบคำ ชั่วครู่จึงกล่าว
“จำคำข้าไว้ ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“อะไรนะ…”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ย้ำหนักแน่นอีกว่า
“จงเรียนรู้จากธรรมชาติ”
“หือม์…”หวูไว่ร้องขึ้นมา
“มันคือการเกิดและดับ หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลง”
เด็กหนุ่มนิ่งไป งุนงงและมีแต่คำถาม
“จำไว้หวูไว่ เจ้าต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้แห่งความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว มีคำตอบรอให้เจ้าค้นหา”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องขึ้นมา
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ แต่เจ้าก็ไม่ใช่เซียนผู้วิเศษ เจ้าไม่อาจซึมซาบ เข้าใจได้อย่างทันทีทันใดหรอก เจ้าจะต้องผ่านการใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ แล้วเจ้าจะพบกับคำตอบที่ต้องการ”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา ชีวิตทำไมมันถึงได้น่ากลัวเช่นนี้นะ
“ข้าไม่แน่ใจว่าจะผ่านมันไปได้ง่ายหรอกนะ การใช้ชีวิตเนี่ย”
ตาเฒ่าหัวเราะเบาๆขึ้นมา
“อย่ากลัวไปเลยเจ้าหนู ความเจ็บปวด และความทุกข์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ มันจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น วิถีชีวิตของเจ้าตั้งแต่วัยเด็กเป็นเหมือนการบ่มเพาะให้เจ้าพร้อมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้ามาหา”
เด็กหนุ่มเกาหัว และร้องออกมาว่าโธ่เอ๊ย
“ข้าจำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้วยเหรอ เตรียมพร้อมสำหรับอะไรเล่า”
แล้วหวูไว่ก็ได้ยินเสียงเฒ่าลู่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“อย่างน้อยก็เตรียมพร้อมสำหรับพายุใหญ่ที่ไกล้จะมา”
“หา-อะไรนะ พายุใหญ่เหรอ เฒ่าลู่”
“มันคือมหาสงครามที่กำลังไกล้จะปะทุขึ้นในเร็ววันนี้ เจ้าเด็กโง่”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ มหาสงคราม-เขาจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยหรือ
“แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ความกระหายและอยากได้ครอบครองแผ่ขยายไปเช่นนี้ สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เชื่อข้าเถอะหวูไว่” เฒ่าลู่ปลอบใจ
“เจ้าเองก็เลี่ยงไม่พ้นด้วยเช่นกัน”
อาทิเช่น วันๆเฒ่าลู่พูดน้อยมาก จะเรียกว่าถามคำตอบคำก็คงไม่ผิดนัก แถมวันทั้งวันเอาแต่นอนนิ่งเงียบ ขลุกตัวเองอยู่ในห้องนอน
หรือไม่ก็ นั่งมองสวนหินได้ทั้งวัน แถมเป็นการเฝ้ามองแบบนั่งนิ่ง ไม่ขยับตัวหรือกระพริบตา ราวกับไร้ชีวิตนั่นเลยทีเดียว
บางทีก็เดินไปเดินมาทั่วอุทยานแล้วส่ายหน้าไปมาอยู่เป็นนาน
เฒ่าแห่งสวนดอกไม้ไม่เคยออกจากอุทยานไปหาใคร และไม่มีใครมาหาถึงในอุทยานดอกไม้นี้เหมือนกัน
แต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็ถือว่าตัวเองพอจะรับความแปลกประหลาดของตาเฒ่าลู่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เท่าที่เห็น ตาเฒ่าดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ดีพอสมควร พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ เบ่งบาน ออกดอกตามฤดูกาล ส่วนกอดอกไม้ที่เรียงรายอยู่ตรงนั้น ตรงนี้บ้าง ส่งกลิ่นหอม มีแมลง ผีเสื้อบินดอม อยู่ตลอดเวลา
แต่หวูไว่รู้สึกว่าโมงยามที่ทำให้ตาเฒ่าผู้นี้มีความสุขที่สุด ดูจะเป็นช่วงขณะที่ดอกไม้เหล่านั้นโรยรา ร่วงหล่นจากต้น ปลิวกระจายอยู่ตามพื้นหญ้าเสียมากกว่า เมื่อถึงตอนนั้นตาเฒ่าจะคว้าไม้กวาดมากวาดลานดินที่เต็มไปด้วยดอกที่ร่วงโรย ใบไม้ที่ปลิดปลิวลงมาอย่างเพลิดเพลิน
ในช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา เด็กหนุ่มจึงเฝ้ามองยามที่เฒ่าลู่หยิบไม้กวาดขึ้นมาอย่างสนใจใคร่รู้ อยากจะรู้นักว่า ทำไมเฒ่าลู่จึงได้ใส่ใจใบไม้ ใบหญ้าเล็กๆที่ปลิวกระจายอยู่บนพื้นดินยิ่งกว่า ดอกที่ชูช่ออยู่บนต้นนั่นเสียอีกเล่า
“เจ้าสงสัยอะไรนักหรือ เจ้าหนุ่ม” อยู่ดีๆตาเฒ่าก็พูดโพล่งออกมาในขณะที่หันหลังอยู่แท้ๆ ทำเอาหวูไว่สะดุ้งเฮือกขึ้นมา อึ้งไปพักใหญ่
“คือว่า…คือว่า ข้าสงสัย”
“สงสัยอะไร”
“สงสัยว่าทำไมท่านผู้เฒ่าดูจะรักและเอาใจใส่ดอกที่เหี่ยวเฉา ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น เสียยิ่งกว่าที่ออกดอกอยู่บนต้นนั่นเสียอีก”
เฒ่าลู่หันหน้ามาหาเด็กหนุ่ม หัวเราะหึหึ ส่ายหน้าไปมา แล้วบ่นอีกว่า
“โง่เขลา ช่างโง่เขลา”
โง่เขลาหรือ-หวูไว่พูดกับตัวเอง
“มีแต่ผู้มีปัญญาเท่านั้น”เฒ่าลู่พูดต่อ แล้วหันไปเก็บกวาดลานกว้างของสวนดอกไม้ต่อไป
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกๆ
“ถ้าเจ้าอยากรู้ เจ้าต้องสนใจที่จะมอง” เฒ่าลู่พูดลอยๆขึ้นมาอีก
“มองเหรอ…”
“ไม่ใช่มองด้วยตา”
“หา…อะไรนะ” หวูไว่คราง
“…”
(4)
ใช้เวลาร่วมเดือนเด็กหนุ่มจึงมีคำตอบให้เฒ่าลู่
“ข้ารู้แล้วว่า อะไรคือการมอง ที่ไม่ได้มองด้วยตา”
ตาเฒ่าประหลาดแห่งสวนดอกไม้ ได้ยินแล้วก็เอามือลูบเคราของตัวเองไปมา แล้วก็ยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“มันคือการสังเกต มีสมาธิ และมองทุกอย่างด้วยจิตอันสงบ ใช่หรือไม่ เฒ่าลู่”
เฒ่าลู่หันมองหน้าเด็กหนุ่มแล้วถามขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าเห็นอะไร เจ้าพบคำตอบที่เจ้าถามหรือยัง”
หวูไว่ยิ้มอย่างเบิกบาน
“มันคือความสุข กับ ความทุกข์ ความงาม กับ ความน่าเกลียด ความเบ่งบาน กับ ความโรยรา และมันคือ สิ่งเล็ก และ ใหญ่”
ฟังคำตอบแล้ว ตาเฒ่าหัวเราะอยู่ในลำคอ มองหน้าหวูไว่
“หาได้ยากนัก…หาได้ยาก” เฒ่าลู่พูดแต่เพียงแค่นั้น
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างสุขใจ ช่วงแรกๆที่เขาเฝ้ามองตาเฒ่ากวาดใบไม้บนลานกว้างนั้นอยู่เป็นนาน ไม่พบคำตอบว่าอะไรคือการมองอย่างที่ตาเฒ่านั้นว่าสักนิด
จนเวลาผ่านไปอีกหลายวัน เด็กหนุ่มที่จดจ่ออยู่กับตาเฒ่าที่กวาดใบไม้อยู่เบื้องหน้า เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง ท่ามกลางความเงียบสงบของสวนดอกไม้ เขามองเห็นแต่เฒ่าลู่ เห็นไม้กวาด แล้วก็เห็นใบไม้ที่แห้งเหี่ยว ดอกที่ร่วงโรย
เห็นกระทั่งใบไม้ที่ค่อยๆปลิวปลิดจากขั้วและลอยคว้างลงบนพื้น
พอเกิดความรู้สึกเยี่ยงนี้แล้ว หวูไว่ก็หวนคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเซียงอู่ นึกถึงป่า ทุ่งหญ้า ลำธาร และช่วงเวลาที่เดินเคียงข้างลุงเพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกดิน
และก็คำสอนของลุง
“ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติล้วนแต่มีคำตอบทุกอย่างในชีวิตให้กับเราหวูไว่ ต้นไม้ ใบหญ้า กำเนิด เบ่งบาน แล้วก็เหี่ยวเฉา สูญสลายไป และเจ้าต้องเข้าใจว่า ไม่อาจเลือกที่จะพบเห็นแต่ความสวยงามเท่านั้น เจ้าต้องรู้จักสังเกต มองหา สิ่งที่ไม่สวยงาม ความน่าเกลียดอีกด้วย เจ้าต้องมีจิตอิสระซึ่งต้องตื่นตัวต้อนรับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะทำให้เจ้ามีชีวิตอย่างอิ่มเอิบ มองทุกอย่างด้วยความละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”
ใช่แล้ว-มันคือการอยู่ร่วมของสรรพสิ่ง นั่นเอง
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา หวูไว่ และเฒ่าลู่ พูดคุยกันมากขึ้น กล่าวได้ว่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ เด็กหนุ่มรับอาสารดน้ำ พรวนดิน ตบแต่งกิ่งก้านของต้นไม่ใหญ่เล็กไว้เกือบหมด นอกจากนั้นยังรับเหมาทั้งเรื่องทำอาหาร ซักเสื้อผ้า ปัดกวาดกระท่อมที่อยู่อาศัย อย่างเต็มอกเต็มใจ
เหลือหน้าที่กวาดลานดินที่เต็มไปด้วยดอก ใบ ที่ร่วงโรยให้เฒ่าลู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“เจ้าเด็กโง่…”เฒ่าลู่จะเรียกหวูไว่อย่างนี้ยามที่เห็นงานที่เคยทำมีคนมาแย่งทำไปหมด จากนั้นก็จะหัวเราะเสียงดังอยู่ในลำคอ
ซึ่งเด็กหนุ่มเข้าใจไปเองว่านั่นคือการกล่าวขอบใจของตาเฒ่านั่นเอง
(5)
“หวูไว่ เจ้าดูต้นไผ่นั่นแล้วบอกข้าซิ เจ้าเห็นอะไร”
เด็กหนุ่มหันไปมองอยู่ชั่วครู่แล้วก็หันมาตอบว่า
“มันคือสิ่งที่ทนทานที่สุด ต่อให้แล้งเพียงไรไผ่ไม่ยอมตาย ส่วน ลำต้น กิ่งใบ ของมัน แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ แล้วการไหวเอนตามแรงลมของมันคือความนอบน้อม”
ตาเฒ่าลู่ถามต่อไปอีก
“แล้วต้นเหมยที่แตกดอกออกช่ออยู่นั่นเล่า…”
“เท่าที่ข้าเห็นและรู้สึกก็คือ ดอกเหมยเบ่งบานได้ เพราะมีรากติดกับดิน และมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาหารจากดินและน้ำ ถ้าไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีแสงแดด ต้นไม้และดอกไม้ก็ไม่มีชีวิตอยู่ได้” เด็กหนุ่มตอบอย่างฉาดฉาน
เฒ่าลู่ยิ้มให้ก่อนอธิบายต่อว่า
“สิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์เราก็คือ อาหาร น้ำดื่ม และอากาศ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งไร้ชีวิตที่หล่อเลี้ยงชีวิต ทุกสิ่งในโลกไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไร้ชีวิตต่างก็ต้องเกื้อกูลกันและกัน ต้องอยู่ร่วมกัน”
“และนี่คือ การมองด้วยจิต ดูด้วยใจ จำไว้” ตาเฒ่าลู่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาเป็นประกาย
“การดูด้วยหัวใจ มองด้วยจิตอันเป็นอิสระ มันจะทำให้ทุกส่วนในร่างกายของเจ้าว่างเปล่า เจ้าจะได้เห็นมากกว่าสิ่งที่มองเห็นด้วยตา เมื่อกายว่างเปล่า ใจของเจ้าก็สว่าง”
ฟังคำอธิบายแล้ว เด็กหนุ่มก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
หวูไว่ รู้สึกมีอะไรบางอย่างลุกโพลงอยู่ในอก ความอิ่มเอิบบางอย่างแผ่ซ่านทั่วร่างอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดลอยๆเหมือนลืมตัวว่า
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าคิดว่ามนุษย์ก็ต้องดูแลธรรมชาติใช่มั๊ย เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเราก็ต้องดูแลและมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยเช่นกัน”
“ใช่… เจ้าเด็กโง่” เฒ่าลู่หัวเราะเสียงดัง
“เฒ่าลู่…ท่านเป็นใครกันแน่” เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย
“ข้านะเหรอ…ก็เฒ่าบ้าไง”
พูดจบแล้ว เฒ่าลู่ก็หลับตาลง โดยมีเด็กหนุ่มยืนเกาหัวแกรกอยู่ข้างๆ
คนบ้าที่ไหนจะมีความรอบรู้ในสรรพสิ่งลึกซึ้งเยี่ยงนี้เล่า
(6)
“นี่…อากิ”
“ว่าไงละ…เรียว”
“ข้าว่าหวูไว่มันแปลกๆไปนา ว่ามั๊ย”
“ฮื่อ…ข้าก็ว่างั้นแหละ”
ขณะนี้ เจ้าอ้วน-อากิ และเจ้าโย่ง-เรียว ในชุดพลทหารแห่งกองกำลังเมฆขาว กำลังนั่งอยู่บนเนินหญ้าในอุทยานดอกไม้แห่งเกียะหยู เฝ้ามอง-หวูไว่ เพื่อนจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่งนิ่งอยู่ข้างกอดอกไม้ สายตาเพ่งมองไปที่ต้นหลิวต้นหนึ่งอย่างสนอกสนใจ
ถ้าเพ่งมองธรรมดาก็ไม่เท่าไหร่นักหรอก แต่ลองว่านั่งมองโดยไม่ขยับตัว ตาไม่กะพริบ นิ่งเงียบเป็นเวลาหลายชั่วยามแล้ว ค่อนข้างจะแปลกไปหน่อย
ยิ่งบางครั้งถึงกับกระซิบพูดกับต้นไม้ก็ยิ่งเพิ่มความประหลาดเข้าไปใหญ่
“หรือว่า…”อยู่ดีๆเจ้าอ้วนอากิก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาเพื่อนคู่ขาต้องร้องถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“หรือว่าอะไรวะ…บอกมาซิ”
“คือว่า…”อากิ ว่าเสียงสั่นๆ “หวูไว่มันอาจจะผิดหวังในความรัก อกหักเพราะไปแอบรักคุณหนูเอียน มันก็เลย…มันก็เลย”
“บ้าไปแล้ว…นะเหรอ” คราวนี้น้ำเสียงของเรียวดูแห้งผาก บ่งบอกอารมณ์ของคนพูดเป็นอย่างดี
พูดเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ถอนหายใจออกมาโดยแรง แล้วส่ายหน้าไปมา
เป็นอันว่า นอกจากจะมีเฒ่าลู่เป็นเฒ่าบ้าประจำสวนดอกไม้แห่งนี้แล้ว ในขณะนี้ก็ยังเพิ่มเด็กบ้า-หวูไว่ ขึ้นมาอีกคนเสียอีก
(7)
ขณะที่หวูไว่เดินมาถึงบึงน้ำเล็กๆแห่งนั้น ดวงดาวเกลื่อนกระจายบนท้องฟ้าเต็มไปหมด สายลมเย็นพัดมาอ่อนๆ ในขณะที่ต้นไผ่ริมทางแกว่งไกวไหวเอนเป็นมา
“ทำอะไรชักช้านักเล่า…”
เสียงดังมาจากริมบึงน้ำแห่งนั้นนั่นเอง และนั่นเป็นเสียงของตาเฒ่าลู่ที่ยืนหันหลังให้กับเขาอยู่ มองเห็นเสื้ออันเก่าคร่ำคร่าของตาเฒ่าสะบัดไปมาตามแรงลม เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าดึกดื่นเช่นนี้ตาเฒ่าทำไมถึงยังไม่นอน และยังนัดแนะให้เขามาพบที่บึงน้ำแห่งนี้เสียอีก
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร เฒ่าลู่ก็นั่งลงกับพื้นไกล้กับบึงน้ำ
“นั่งซิ…”
หวูไว่ รีบปฎิบัติตามอย่างว่าง่าย
แม้ไม่รู้ว่าการนัดหมายครั้งนี้เฒ่าลู่มีจุดประสงค์อะไร แต่เด็กหนุ่มจากเซียงอู่เชื่อว่าไม่ใช่ประสงค์ร้ายแน่ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมา ตาเฒ่าที่ถูกขนานนามว่าเฒ่าบ้า ถ่ายทอดความคิดหลายอย่างให้กับเขา
ถ้อยคำลึกซึ้งที่เฒ่าลู่ถ่ายทอดให้เขานั้นช่างประหลาดนัก เพราะมันสอดคล้องกับคำสอนที่ลุงสั่งสอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
บางสิ่งที่ลุงพร่ำสอนแต่หวูไว่ไม่เคยเข้าใจแก่นอันเป็นเนื้อแท้เลย แต่หลังจากได้สนทนากับเฒ่าลู่แล้ว หวูไว่พบว่าตัวเองเข้าใจคำสอนของลุงได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
บางทีครั้งนี้ก็อาจจะเช่นกัน
“หวูไว่…เจ้าไม่เหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ข้ารู้จักมา เจ้ารู้ตัวมั๊ย” ตาเฒ่าพูดโดยสายตาเหม่อมองไปยังบึงน้ำเบื้องหน้า
“ไม่เหมือนเหรอ…”
“เจ้าโชคดีมากหวูไว่ ที่เกิดมาในกลุ่มคนที่เข้าใจการอยู่ร่วมระหว่างโลกกับธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด ดำเนินชีวิตตามวิถีธรรมชาติมาโดยตลอด เจ้าถูกฝึกให้มีจิตใจสงบ”
“งั้นเหรอ…ไม่มั๊ง” เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าจะตอบอะไรให้ได้ดีไปกว่านั้น และบอกกับตัวเองในใจว่า เฒ่าลู่ เอ๊ย เจ้าก็เหมือนกัน เจ้าไม่เหมือนผู้เฒ่าคนใดที่ข้าเคยรู้จักมาก่อน ภายใต้เสื้อผ้าเก่าที่ผ่านการปะชุนครั้งแล้วครั้งเล่า และเนื้อตัวขมุกขมอมอยู่ตลอดเวลานั้น กลับซุกซ่อนไว้ด้วยความลี้ลับ และความคิดอันละเอียดลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด
“บางทีเจ้าอาจจะไม่รู้ การนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เฝ้าชมพระอาทิตย์ตกดิน เหม่อมองดวงดาวทอแสงยามค่ำคืน แท้จริงก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง มันคือการมองเข้าไปภายในของตัวเอง”ตาเฒ่าว่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
หวู่ไว่ไม่ได้ตอบคำ แต่ภาพของลุงและป้า และชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้านเซียงอู่โผล่ขึ้นมาในห้วงสมองแว่บหนึ่ง
“แต่นี่…เฒ่าลู่ นัดข้าออกมาที่บึงน้ำแห่งนี้ทำไม”
เฒ่าบ้าของชาวเมืองเกียะหยูยกมือชี้ไปที่บึงน้ำแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อะไรกัน พาข้ามาเพื่อดูบึงน้ำแห่งนี้นะเหรอ…”
เฒ่าลู่หัวเราะขึ้นมาก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า
“เจ้าลืมที่ข้าสอนไปแล้วหรือไง อย่าดูหรือมองเห็นอะไรด้วยตาเท่านั้น”
“แต่นี่มัน…”เด็กหนุ่มทักท้วง
“เจ้าจงทำจิตให้ผ่องใส มันจะทำให้เจ้าสามารถมองเห็นแก่นแท้ของบึงน้ำแห่งนี้ หลับตาซิ”
หวูไว่หลับตาลง
“บอกข้าซิ…เจ้าเห็นอะไร”
ไม่ช้าไม่นาน เด็กหนุ่มก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว มองเห็นแต่บึงน้ำข้างหน้า และยินเสียงกิ่งไผ่ที่แกว่งไกวไปมาเท่านั้น
“ข้าเห็นสายน้ำ และเห็นความสงบของมัน”
“หวูไว่…”เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเฒ่าลู่มากระซิบอยู่ที่ข้างๆหู
“ใช่แล้วน้ำคือความสงบ และมันสิ่งที่สร้างความชุ่มชื้นให้กับทุกชีวิต ไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร เข้าได้กับทุกสรรพสิ่ง ไม่ขัดแย้ง และเจ้าควรจะทำตัวเหมือนน้ำในบึงนั่น จำไว้”
แล้วหวูไว่ก็ลืมตาขึ้น แต่ภาพที่เห็นก็คือ เฒ่าลู่ยังนั่งอยู่ที่เดิม แล้วเสียงที่ได้ยินข้างหูเล่ามันมาจากที่ไหนกัน
“เรียนรู้จากสายน้ำ…งั้นเหรอ”
“คราวนี้เจ้าดูสายน้ำที่มันไหลเอื่อยๆไปนั่นซิ น้ำในบึงนั่นมีมีสิ่งมากมายให้เจ้าได้เรียนรู้ มีปลาที่แวกว่าย มีใบไผ่ที่ร่วงหล่น มีความเคลื่อนไหว มันก็เหมือนจิตใจของคนเรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่หยุดยั้ง”
เฒ่าลู่ลุกขึ้นอย่างช้าและหันมามองหวูไว่อย่างเงียบงัน
“เจ้าต้องเรียนรู้จากดวงดาวบนท้องฟ้านั่นด้วย”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำเหมือนละเมอ และเงยหน้ามองดวงดาวที่สุกสกาวอยู่เบื้องบน
“เจ้าเห็นดวงดาวเหล่านั้นมั๊ย บางดวงก็เปล่งรัศมีเจิดจ้า แต่ดาวบางดวงก็มีแสงริบหรี่ และก็มีทั้งเกาะกันเป็นกลุ่มใหญ่ และมีทั้งที่อยู่โดดเดี่ยว”
แล้วมันมีความหมายว่าอะไรกัน-เด็กหนุ่มนึกในใจ
“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ดวงดาวบนฟากฟ้านั่นล้วนแล้วมีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำ มันถูกกำหนดไว้เช่นนั้น แม้แต่ดาวตกนั่น” เฒ่าลู่อธิบาย ในขณะที่ดาวตกดวงหนึ่งที่ส่องแสงอยู่วูบหนึ่งแล้วจางหายไป
“เหมือนคนเราที่มีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำใช่มั๊ย-เฒ่าลู่” เด็กหนุ่มถาม
ผู้เฒ่าไม่ตอบคำ ชั่วครู่จึงกล่าว
“จำคำข้าไว้ ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“อะไรนะ…”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ย้ำหนักแน่นอีกว่า
“จงเรียนรู้จากธรรมชาติ”
“หือม์…”หวูไว่ร้องขึ้นมา
“มันคือการเกิดและดับ หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลง”
เด็กหนุ่มนิ่งไป งุนงงและมีแต่คำถาม
“จำไว้หวูไว่ เจ้าต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้แห่งความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว มีคำตอบรอให้เจ้าค้นหา”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องขึ้นมา
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ แต่เจ้าก็ไม่ใช่เซียนผู้วิเศษ เจ้าไม่อาจซึมซาบ เข้าใจได้อย่างทันทีทันใดหรอก เจ้าจะต้องผ่านการใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ แล้วเจ้าจะพบกับคำตอบที่ต้องการ”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา ชีวิตทำไมมันถึงได้น่ากลัวเช่นนี้นะ
“ข้าไม่แน่ใจว่าจะผ่านมันไปได้ง่ายหรอกนะ การใช้ชีวิตเนี่ย”
ตาเฒ่าหัวเราะเบาๆขึ้นมา
“อย่ากลัวไปเลยเจ้าหนู ความเจ็บปวด และความทุกข์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ มันจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น วิถีชีวิตของเจ้าตั้งแต่วัยเด็กเป็นเหมือนการบ่มเพาะให้เจ้าพร้อมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้ามาหา”
เด็กหนุ่มเกาหัว และร้องออกมาว่าโธ่เอ๊ย
“ข้าจำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้วยเหรอ เตรียมพร้อมสำหรับอะไรเล่า”
แล้วหวูไว่ก็ได้ยินเสียงเฒ่าลู่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“อย่างน้อยก็เตรียมพร้อมสำหรับพายุใหญ่ที่ไกล้จะมา”
“หา-อะไรนะ พายุใหญ่เหรอ เฒ่าลู่”
“มันคือมหาสงครามที่กำลังไกล้จะปะทุขึ้นในเร็ววันนี้ เจ้าเด็กโง่”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ มหาสงคราม-เขาจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยหรือ
“แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ความกระหายและอยากได้ครอบครองแผ่ขยายไปเช่นนี้ สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เชื่อข้าเถอะหวูไว่” เฒ่าลู่ปลอบใจ
“เจ้าเองก็เลี่ยงไม่พ้นด้วยเช่นกัน”
๒๔.๑.๕๑
นักรบจากดาวดวงอื่น (6)
ชีวิตพลิกผัน
(1)
เมืองเกียะหยูตั้งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้างเซียงอู่ โดยมีระยะห่างกันไกลกว่า 500 กิโลเมตร และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองทั้งสองก็ห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง
เกียะหยู เจริญถึงขีดสุด อยู่ในทำเลที่เหมาะสม ทางทิศตะวันออกเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ในขณะที่ทิศตะวันตกเป็นเทือกเขาสูง ส่วนด้านทิศใต้ของเมืองติดกับแม่น้ำเฉินเจียง ผืนแผ่นดินชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้ตลอดเวลา
นอกเหนือไปจากการทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์แล้ว เกียะหยูยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า ทั้งทางด้านเสื้อผ้า อัญมณี นอกจากนี้ยังมีทิวทัศน์อันงดงามดึงดูดผู้คนจากทุกสารทิศอีกต่างหาก
แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาว
กองกำลังเมฆขาว เป็นกองทัพทหารอันเกรียงไกร ที่ประกอบด้วยกลุ่มทหารหนุ่มสาวภายใต้การนำทัพของ หลี่มู่ ชายหนุ่มที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลสูงศักดิ์
เป้าหมายคือหยุดยั้งการแผ่อิทธิพลของนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำ
การรบพุ่งระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นรองเรื่องขุมกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่กองทัพเล็กๆของหลี่มู่ก็ยืนหยัดอยู่ได้เพราะมียุทธวีธีในการทำสงครามอย่างชาญฉลาด มีทหารที่แข็งแกร่งทั้งหัวใจและฝีมือ มีแม่ทัพที่กล้าหาญ
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกองกำลังเมฆขาวก็คือ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเกียะหยู ผู้ทุ่มเทงบประมาณเสริมสร้างจนกองกำลังเมฆขาวแกร่งกล้าขึ้นทุกวัน และยังบริหารจนเกียะหยูกลายเป็นเมืองที่เติบโตในทุกด้าน
ไม่มีใครทราบว่า ความร่ำรวยและมั่งคั่งของหวังจุนหลงเกิดขึ้นได้อย่างไร บ้างก็ว่าเป็นเพราะมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ บ้างก็ว่าโชคดีขุดพบเจอขุมสมบัติของอาณาจักรโบราณ
แต่คนส่วนมากเชื่อว่าความร่ำรวยของหวังจุนหลงเกิดจากการทุ่มเททำงานหนักมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรนชนิดปากกัดตีนถีบ ไม่เช่นนั้นไหนเลยจะยอมนำทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้มาช่วยเหลือคนทุกข์ยาก รวมทั้งก่อตั้งกองกำลังเมฆขาวเพื่อขจัดทุกข์ภัยของประชาชน
อย่างน้อยชาวเมืองเกียะหยูมีความเชื่อมั่นว่า วันใดที่กองกำลังเมฆขาวสามารถล้มล้างกองทัพอัศวินดำของนายพลซื่อชางได้แล้ว สันติภาพจะมาเยือนอีกครั้ง และหวังจุนหลงจะสามารถรวบรวมกองกำลังที่แตกแยก กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด
ชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของเมืองเกียะหยูและกองกำลังเมฆขาวโด่งดังไปทั้งแผ่นดิน แต่สำหรับเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ไม่เคยรับรู้โลกภายนอกนอกจากความเป็นไปในหมู่บ้านของตัวเองอย่างหวูไว่แล้ว เพิ่งรับรู้ความเกริกเกียรติของเมืองแห่งนักรบแห่งนี้ก็ในช่วงเวลาไม่กี่วันนั่นเอง
หลังจากหลบหนีการไล่ล่าของทหารอัศวินดำจากการช่วยเหลือของนักพรตเฒ่าผู้ลึกลับ กระทั่งขึ้นไปอยู่บนเรือรบมังกรที่แล่นอยู่บนแม่น้ำเฉินเจียง ขณะนี้หวูไว่พบว่าตัวเองกำลังจะได้สัมผัสเมืองเกียะหยูอย่างเต็มตาเสียที
ช่วงเวลาหลายวันบนเรือไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต้น ตะลึงพึงเพริด เหมือนเรียวและอากิ เพื่อนจากเซียงอู่ทั้งสองคนแม้แต่นิด
สิ่งที่ทำให้หวูไว่ซึมกะทือ มึนงงก็คือ…
“หลี่มู่ เป็นคู่หมั้นของเอียนซี หวูไว่เอ๊ย” คำบอกกล่าวของเพื่อนทั้งสองดังอึงอลอยู่ในหัวสมองครั้งแล้วครั้งเล่า
เด็กหนุ่มอยากจะเชื่อเหมือนกันว่า เพื่อนตัวแสบนั้นล้อเล่น แต่เมื่อมีโอกาสเห็นทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันบนดาดฟ้าเรือ เขารู้ทันทีว่าทุกอย่างเป็นความจริง รูปร่างสูงสง่าของหลี่มู่ และรูปโฉม อันสคราญตาของเอียนซี ดูช่างเข้าคู่ กลมกลืนเสียนี่กระไร
นี่กระมังที่เขาเรียกว่าคู่สร้างคู่สม-หวูไว่นึกในใจ
หวูไว่แอบเหลือบตามองเอียนซี แล้วก็หันมามองสารรูปของตัวเองแล้วก็ส่ายหน้าช้าๆ นอกจากจะดูประหลาด ด้วยผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าแล้ว รูปร่างอันบอบบาง นิสัยอันตื่นกลัว รวมไปถึงความอ่อนด้อยในเรื่องวิชาฝีมือด้วยแล้ว เด็กหนุ่มก็บอกกับตัวเองว่าเขาไม่มีอะไรเทียบเคียงกับแม่ทัพเอกแห่งกองกำลังเมฆขาวได้แม้แต่น้อย
ช่วงเวลาหลายวันบนเรือ นอกจากใช้เวลาขลุกอยู่กับเพื่อนทั้งสองคนแล้ว หวูไว่มักจะหลบอยู่ในห้องพัก นอนนิ่งอยู่บนเตียงหันหน้าเข้าข้างฝาไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถึงเกียะหยูเมื่อไหร่จะถามเพื่อนทั้งสองว่าจะเอายังไงกันแน่ จะสมัครเป็นทหารของกองกำลังเมฆขาวจริงหรือ
ส่วนเขานะอยากกลับเซียงอู่ใจจะขาด
ระหว่างนั้น เอียนซี หาเวลามาคุยกับหวูไว่ ช่วงสั้นๆ แต่เรื่องที่พูดคุยมักจะเป็นเสียงบ่นเหนื่อยกับการวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับหลี่มู่และนายทหารคนอื่นๆ บางครั้งก็เป็นความปลาบปลื้มที่สามารถนำแผนที่ทางทหารของค่ายทหารอัศวินดำมาได้สำเร็จ
นอกจากนั้นก็คุยเรื่องราวความเป็นมาของเกียะหยู และกองกำลังเมฆขาวให้เด็กหนุ่มฟังเสียยืดยาว จนหวูไว่มองเห็นเกียะหยูได้อย่างชัดเจนราวกับเมืองมาปรากฎต่อหน้า
หรือไม่ก็…
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่าหือหวูไว่ ดูเจ้าเงียบไปนะ ไม่เห็นช่างพูดช่างคุยเหมือนเคยเลย คงคิดถึงบ้านละซิท่า แต่เชื่อข้าเหอะ พอเจ้าได้เห็นเกียะหยูก็จะลืมเซียงอู่ไปเลย”
“ครับ…คุณหนู” หวูไว่รับคำ
นั่นเป็นประโยคเดียวกระมังที่หวูไว่กล่าวกับเอียนซีตลอดเวลาที่อยู่บนเรือมังกร
(2)
ตอนแรกที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเกียะหยูจากปากของเอียนซีนั้น หวูไว่นึกว่ามองเห็นนครใหญ่แห่งนี้ทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่เมื่อร่วมขบวนทหารของกองกำลังเมฆขาวเคลื่อนกำลังจากเรือรบมังกรเข้าสู่เขตตัวเมือง เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ก็พบว่าความจริงที่พบผิดกับที่ตัวเองนึกไว้เยอะ
เมืองเกียะหยูใหญ่โตกว่าที่เขาคิดไว้มาก แค่กำแพงเมืองก็สูงจนเด็กหนุ่มต้องแหงนคอมอง กำแพงเมืองดูเหมือนจะก่อขึ้นจากหินก้อนใหญ่ และมีป้อมสูงที่มีทหารยามรักษาการณ์ตลอดเวลา และยังมีทหารลาดตระเวนอยู่รายรอบ จึงยากนักที่จะมีใครผ่านเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาติ
ตลอดรายทางเข้าเมือง มีประชาชนชาวเมืองเกียะหยูมายืนรอรับหลี่มู่และกองกำลังเมฆขาวเต็มสองฟากฝั่งถนน เสียงตะโกนเรียกชื่อขุนพลหลี่-คุณหนูเอียนดังสลับไปมาอยู่ตลอดเวลา
หลี่มู่ และ เอียนซี ขี่ม้าเยาะย่างอยู่เคียงข้างกันอยู่หน้าขบวน บางครั้งก็หันไปกระซิบกระซาบกัน และบางครั้งก็โบกไม้โบกมือให้ผู้คนสองข้างทางอยู่ไปมา ดูเหมือนทั้งสองคนจะเป็นที่รักของชาวเมืองกันอย่างถ้วนทั่ว
เงาร่างเล็กๆของหวูไว่หลบนิ่งอยู่ท้ายขบวน โดยมีเรียว และ อากิ เพื่อนรักทั้งสองคนยืนขนาบข้างด้วย
“ช่างเป็นคู่หนุ่มสาวที่เหมาะสมอะไรกันเช่นนี้” ชาวเมืองคนหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างกับหวูไว่ไม่ไกลนักพึมพำขึ้น ในขณะที่สายตามองไปยังหลี่มู่ และ เอียนซี อย่างชื่นชม
แม้เป็นประโยคสั้นๆ แต่ก็ทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งขึ้นมาก่อนจะไหล่คู้ ทำท่าจะยืนหมดแรงอยู่ตรงท้ายขบวนอย่างนั้นแหละ
“นี่…ท่านลุง ท่านรู้จักสองคนนั้นดีจังนะ” เรียว อดรนทนไม่ไหวต้องสะกิดถาม
“แหม…” ชาวเมืองว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหันมามองหวูไว่กับพวกอย่างสังเกตสังกา
“อะไรกัน เจ้ามาจากไหนเนี่ย ใครก็รู้จักหนุ่มสาวคู่นี้ทั้งนั้นแหละ”
“ท่านขุนพลหลี่มู่ก็เป็นขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว ที่ช่วยปกป้องพวกเราให้พ้นจากการรุกรานของพวกกองทัพอัศวินดำนั่นไง”
“คุณหนูเอียน…ก็คือบุตรสาวของที่ปรึกษาเอียน”
“ที่ปรึกษาเ อียนหรือ…” หวูไว่พูดลอยๆออกมา
“ใช่ พวกเจ้าไปอยู่ป่าไหนมาเนี่ย ที่ปรึกษาเอียนก็คือ เอียนมู่หลง ที่ปรึกษาของท่านเจ้าเมืองเกียะหยู-หวังจุนหลงนะซิ…เฮ้อ” ชาวเมืองคนนั้นว่าต่อและส่ายหน้าน้อยๆ
“นางก็เป็นหนึ่งในนักรบของกองกำลังเมฆขาวเหมือนกัน ฉายาของนางคือ หงสาคะนองศึก พวกเจ้าเคยได้ยินหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มจากเมืองเกียะหยูมองหน้ากันไปมา หงสาคะนองศึกเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย-คุณหนูเอียนนี่นะ
โดยเฉพาะหวูไว่ฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยอาการมึนงง
เวลาร่วมเดือนที่ผ่านมา เด็กหนุ่มได้มีโอกาสรู้จักคุณหนูเอียนคนนี้ นับตั้งแต่พบกันที่ชายป่า หลบหนีทหารอัศวินดำ พาไปรักษาอาการบาดเจ็บที่เกียะหยู และพูดคุยกันถูกคอในหลายเรื่อง รวมทั้งได้นั่งเคียงข้างชมตะวันลับขอบฟ้าด้วยกัน
“หวูไว่ ข้าไม่เคยเห็นตะวันตกดินที่ไหนสวยเท่านี้มาก่อน”
“รู้มั๊ย หวูไว่ ข้านะอิจฉาเจ้าเหลือเกิน”
“ข้าชอบหมู่บ้านของเจ้า ถ้ามีโอกาสข้าอยากกลับไปอีก ได้มั๊ย หวูไว่”
ประโยคแล้วประโยคเล่าที่เอียนซีพูดกับเขา เด็กหนุ่มจำได้ไม่ลืม
แต่ที่จริงถ้าเขาลืมทุกอย่างในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้มันอาจจะดีกว่าก็ได้
นึกแล้ว เด็กหนุ่มก็เอามือเกาหัวตัวเอง โดยมีเพื่อนสองคนยืนปลอบใจอยู่ข้างๆ
“ข้าว่าเจ้าตกหลุมรักคุณหนูเอียน ใช่มั๊ยเล่า” เรียวว่าและยกแขนขึ้นโอบไหล่หวูไว่
“แต่เจ้าต้องอกหักแหงเลยละ เพื่อน” คราวนี้เจ้าอ้วน-อากิ ว่าบ้างแล้วส่ายหัวไปมา
ส่วนเด็กหนุ่มไม่ได้ตอบ แต่ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดเพื่อนทุกอย่าง
(3)
ขบวนทหารของกองกำลังเมฆขาวผ่านกลางใจเมือง และเมื่อเดินทะลุถึงเขตชั้นใน ปรากฎทหารสวมหมวกเหล็ก ใส่เกราะเหล็ก เดินขวักไขว่ไปมา แสดงให้เห็นว่าเขตชั้นในแห่งนี้ก็คือ ฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาวนั่นเอง
เมื่อขบวนบรรลุถึงประตูใหญ่แห่งหนึ่ง ขบวนก็หยุดลง พร้อมกับปรากฎร่างชายร่างท้วม วัยสี่สิบผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ พร้อมกับกล่าวว่า
“ขุนพลหลี่ คุณหนูเอียน ขอต้อนรับกลับบ้าน”
หลี่มู่ลงจากหลังม้า และก้าวไปหาชายร่างท้วมคนนั้นและใช้มือตบบ่าอย่างสนิทสนม
“ฝานซื่อ สบายดีนะ”
พูดจบหลี่มู่ก็ยกมือให้สัญญานให้ขบวนทหารที่ตามมาแยกย้ายกันออกไป เหลือยืนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เอียนซี ที่ลงจากหลังม้าแล้วเช่นกันกวักมือให้หวูไว่กับพวกเข้าไปหา
“เอาละ…เดินทางมาไกลพวกเจ้าคงเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้คนพาไปพักนะ”
“ทหาร…”
“ช้าก่อน…คุณหนู” ชายร่างท้วมที่หลี่มู่เรียกว่าฝานซื่อ กล่าวทักท้วง และหันมามองเด็กหนุ่มทั้งสามคนอย่างไม่วางตา
ฝานซื่อคนนี้ รูปร่างท้วม ใบหน้าอูม ดวงตาหลุกหลิกไปมา แต่ที่สร้างความขัดตาให้กับผู้พบเห็นมากที่สุดก็หนวดเรียวยาวเหนือริมฝีปาก และรอยยิ้มเหยียดนั่น
“ที่ปรึกษาเอียนฝากแจ้งให้คุณหนูทราบว่า ถ้ามาถึงเมื่อไหร่ให้คุณหนูนำตัวเด็กหนุ่มที่มีผมสีทองไปพบด่วนที่ห้องหนังสือ”
“หา…”เด็กหนุ่มร้องและหันไปมองหน้าคุณหนูเอียนอย่างงุนงง และพบว่าหญิงสาวก็มีสีหน้าไม่ผิดแผกกันมากนัก
มันเรื่องอะไรกัน…
(4)
เมื่อพบหน้าที่ปรึกษาเอียน-เอียนมู่หลงในห้องหนังสือในตึกอันโอ่โถง หวูไว่ก็แทบจะร้องอ๋อออกมาทันที เพราะยามที่เด็กหนุ่มเฝ้ามองคุณหนูเอียนซี นอกเหนือไปจากความงดงามที่สะดุดตาแล้ว ยังบุคคลิกอันสง่างาม แฝงความน่าเคารพไว้อีกหลายส่วน
ที่แท้ความสง่างามราวกับดาวบนท้องฟ้านั้นถูกถ่ายทอดมาจากบิดาของนางแทบทุกกระเบียดนิ้วนั่นเอง
เอียนมู่หลง อยู่ในชุดเสื้อผ้าสีเหลือง เป็นผ้าบางเนื้อดี มีลายทองเป็นริ้วตรงชายเสื้อ ในมือถือตำราเล่มหนึ่ง บ่งบอกถึงความเป็นผู้คงแก่เรียน
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเมืองเกียะหยู มีคิ้วดกหนา ดวงตามีประกายเจิดจ้า เคราบางๆที่คาง และจมูกที่เชิดรั้น รวมไปถึงจอนผมหงอกขาว ยิ่งขับเน้นให้บุคคลิกน่ายำเกรงมากยิ่งขึ้น
ถ้าไม่มีคนแนะนำให้รู้จัก หวูไว่อาจจะนึกว่าบุคคลข้างหน้านี้คือ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเกียะหยูด้วยซ้ำไป
“พ่อ…” เสียงเอียนซีร้องทัก ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบกอดกับที่ปรึกษาเอียนอย่างรักใคร่
เอียนมู่หลงเอามือตบหลังบุตรสาวเบาๆ ยิ้มน้อยๆก่อนกล่าวเบาๆว่า
“ซียี้ ภาระครั้งนี้หนักหนาสำหรับเจ้าแล้ว”
จากนั้นเอียนมู่หลงก็หันมามองเด็กหนุ่มแล้วพยักหน้าให้
“เจ้าคงเป็นหวูไว่ซินะ ขอบคุณที่ช่วยเหลือบุตรสาวของข้า”
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเขินๆ ช่วยเหรอ-ไม่หรอกน่า เขาไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่เลย
เอียนมู่หลง ผละจากบุตรสาวและเดินมาตบบ่าหวูไว่เบาๆ
“นอกเหนือไปจากจะขอบใจเจ้าแล้ว ข้ามีเรื่องจะถาม”
“หือม์…” หวูไว่พึมพำและเอานิ้วชี้มาที่ตัวเอง
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูเปลี่ยนอิริยาบถหันไปมองภาพทิวทิศน์ที่แขวนอยู่หลังโต๊ะหนังสือแล้วกล่าวเสียงเยือกเย็นว่า
“ข้าอยากถามว่าพ่อแม่ของเจ้าเป็นใครกัน เป็นคนในหมู่บ้านเซียงอู่หรือเปล่า”
หวูไว่ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“ข้าไม่รู้มากนักหรอก เท่าที่ทราบก็คือพ่อแม่ของข้าเสียชีวิตไปแล้ว จากอุบัติเหตุน้ำท่วมใหญ่ และอาศัยอยู่กับลุงและป้ามานับแต่นั้น”
“แล้วทำไมเจ้าถึงได้มีผมสีทอง และดวงตาสีฟ้า?”
คำถามนี้ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มอึ้งหนัก นั่นนะซิ-เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน อยากรู้มาทั้งชีวิตนั่นแหละ
“คือว่า…”
ก่อนที่จนแต้มกับคำถามนี้ เอียนซีก็ร้องขึ้น
“ท่านพ่อ…มีอะไร พ่ออยากจะรู้เรื่องของหวูไว่ไปทำไม”
เด็กหนุ่มหันมองหน้าหญิงสาวอย่างขอบคุณ แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น แต่คำถามของเอียนมู่หลงทำให้หวูไว่รู้สึกกดดันขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูหันหน้ากลับมายิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
“เจ้ารู้จักนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำดีแค่ไหน”
หา-คราวนี้ทั้งสองคนร้องขึ้นมาพร้อมกัน พร้อมกับงุนงงหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เอียนมู่หลงเอามือไขว้หลังและเดินมาจ้องมองที่หวูไว่และโพล่งขึ้น
“ถ้าเจ้าไม่รู้จักนายพลซื่อชาง แล้วทำไมถึงได้มีคำสั่งให้พวกทหารอัศวินดำตามล่าเจ้าละ”
“ข้าเหรอ…”
เอียนมู่หลงเอามือลูบคางเหมือนใช้ความคิด
“อืมม์…จะว่าตามล่าเจ้าก็คงไม่ถูกนัก แต่เท่าที่ข้าทราบข่าวมาก็คือ นายพลซื่อชางสั่งให้คนตามล่าตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มที่มีผมเป็นสีทอง และดวงตาสีฟ้า ซึ่งถ้าไม่ใช่เจ้าจะเป็นใครได้ละ”
ตายละ-เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ความซวยมาเยือนอย่างไม่นึกฝันเลยนะเนี่ย
(5)
“ไม่…เจ้ากลับบ้านตอนนี้ไม่ได้”
“แต่ข้าไม่อยากจะเป็นทหารนี่…คุณหนู”
“ทำไมเล่าหวูไว่ ทหารแห่งกองกำลังเมฆขาวใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆหรอกนะ แล้วนี่เพื่อนเจ้าสองคนก็ตอบตกลงกับข้าแล้ว”
“จริงเหรอ…”
“ซวยละซิ…”
ขณะนี้ หวูไว่นั่งอยู่บนม้าหิน ในสวนเล็กๆของตึกตระกูลเอียนอันโอ่อ่า กว้างขวาง ส่วนคุณหนูเอียนหรืออีกนัยหนึ่ง หงสาคะนองศึกยืนหันหลังมองไปยังน้ำตกสายเล็กๆที่ถูกประดับประดาไว้อย่างสวยงาม
แน่ละ-ตอนนี้ เด็กหนุ่มทราบแล้วว่า ชีวิตของเขาไม่ปลอดภัยเสียแล้วเมื่อตัวเองกลายเป็นที่ต้องการของนายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำ ส่วนจะด้วยเหตุผลใดนั้นเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่จะให้เป็นทหารออกรบนะเหรอ-ไม่เคยอยู่ในความฝันของเขาแม้แต่น้อย
จะกลับไปเซียงอู่ก็ไม่ได้เหมือนกัน
ทำไงดี ทำไงดี…
แล้วเอียนซีก็หันหลังมา ในจังหวะเดียวกับที่เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา หงสคะนองศึกถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ถึงตอนนี้หญิงสาวเริ่มคุ้นเคยกับ “มุข” ของเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ได้แล้ว
“เอาเถอะ ไม่เป็นทหารก็ได้ แต่เจ้าอยากเป็นอะไรละ”
เด็กหนุ่มอึ้งไปพักใหญ่ จะบอกว่าอยากอยู่เฉยๆก็คงน่าเกลียดไป แล้วอะไรเล่าที่เขาทำได้ดี ทำแล้วมีความสุข เมื่อตอนที่อยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่
อ้อ-นึกออกแล้ว
“คุณหนู ข้าชอบปลูกต้นไม้ ดอกไม้นะ หรือจะให้ทำครัวก็ได้”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างระอาใจ
“หวูไว่-เจ้านี่แปลกคนจริงๆ”
แล้วคุณหนูเอียนก็ยิ้มออกมา แล้วพยักหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง
“ตามใจเจ้า…ข้ามีทางออกให้แล้ว”
“ทางออกเหรอ…”
เอียนซีพยักหน้าก่อนตอบว่า
“ข้าจะให้เจ้าไปอยู่กับเฒ่าลู่”
“เฒ่าลู่เหรอ…ใครกัน” เด็กหนุ่มพึมพำ
แต่เอาเถอะ-เป็นไงเป็นกันซิน่า
(1)
เมืองเกียะหยูตั้งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้างเซียงอู่ โดยมีระยะห่างกันไกลกว่า 500 กิโลเมตร และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองทั้งสองก็ห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง
เกียะหยู เจริญถึงขีดสุด อยู่ในทำเลที่เหมาะสม ทางทิศตะวันออกเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ในขณะที่ทิศตะวันตกเป็นเทือกเขาสูง ส่วนด้านทิศใต้ของเมืองติดกับแม่น้ำเฉินเจียง ผืนแผ่นดินชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ มีน้ำใช้ตลอดเวลา
นอกเหนือไปจากการทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์แล้ว เกียะหยูยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า ทั้งทางด้านเสื้อผ้า อัญมณี นอกจากนี้ยังมีทิวทัศน์อันงดงามดึงดูดผู้คนจากทุกสารทิศอีกต่างหาก
แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาว
กองกำลังเมฆขาว เป็นกองทัพทหารอันเกรียงไกร ที่ประกอบด้วยกลุ่มทหารหนุ่มสาวภายใต้การนำทัพของ หลี่มู่ ชายหนุ่มที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลสูงศักดิ์
เป้าหมายคือหยุดยั้งการแผ่อิทธิพลของนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำ
การรบพุ่งระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นรองเรื่องขุมกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่กองทัพเล็กๆของหลี่มู่ก็ยืนหยัดอยู่ได้เพราะมียุทธวีธีในการทำสงครามอย่างชาญฉลาด มีทหารที่แข็งแกร่งทั้งหัวใจและฝีมือ มีแม่ทัพที่กล้าหาญ
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกองกำลังเมฆขาวก็คือ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเกียะหยู ผู้ทุ่มเทงบประมาณเสริมสร้างจนกองกำลังเมฆขาวแกร่งกล้าขึ้นทุกวัน และยังบริหารจนเกียะหยูกลายเป็นเมืองที่เติบโตในทุกด้าน
ไม่มีใครทราบว่า ความร่ำรวยและมั่งคั่งของหวังจุนหลงเกิดขึ้นได้อย่างไร บ้างก็ว่าเป็นเพราะมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ บ้างก็ว่าโชคดีขุดพบเจอขุมสมบัติของอาณาจักรโบราณ
แต่คนส่วนมากเชื่อว่าความร่ำรวยของหวังจุนหลงเกิดจากการทุ่มเททำงานหนักมาตั้งแต่เยาว์วัย เป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรนชนิดปากกัดตีนถีบ ไม่เช่นนั้นไหนเลยจะยอมนำทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้มาช่วยเหลือคนทุกข์ยาก รวมทั้งก่อตั้งกองกำลังเมฆขาวเพื่อขจัดทุกข์ภัยของประชาชน
อย่างน้อยชาวเมืองเกียะหยูมีความเชื่อมั่นว่า วันใดที่กองกำลังเมฆขาวสามารถล้มล้างกองทัพอัศวินดำของนายพลซื่อชางได้แล้ว สันติภาพจะมาเยือนอีกครั้ง และหวังจุนหลงจะสามารถรวบรวมกองกำลังที่แตกแยก กระจัดกระจายให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด
ชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของเมืองเกียะหยูและกองกำลังเมฆขาวโด่งดังไปทั้งแผ่นดิน แต่สำหรับเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ไม่เคยรับรู้โลกภายนอกนอกจากความเป็นไปในหมู่บ้านของตัวเองอย่างหวูไว่แล้ว เพิ่งรับรู้ความเกริกเกียรติของเมืองแห่งนักรบแห่งนี้ก็ในช่วงเวลาไม่กี่วันนั่นเอง
หลังจากหลบหนีการไล่ล่าของทหารอัศวินดำจากการช่วยเหลือของนักพรตเฒ่าผู้ลึกลับ กระทั่งขึ้นไปอยู่บนเรือรบมังกรที่แล่นอยู่บนแม่น้ำเฉินเจียง ขณะนี้หวูไว่พบว่าตัวเองกำลังจะได้สัมผัสเมืองเกียะหยูอย่างเต็มตาเสียที
ช่วงเวลาหลายวันบนเรือไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต้น ตะลึงพึงเพริด เหมือนเรียวและอากิ เพื่อนจากเซียงอู่ทั้งสองคนแม้แต่นิด
สิ่งที่ทำให้หวูไว่ซึมกะทือ มึนงงก็คือ…
“หลี่มู่ เป็นคู่หมั้นของเอียนซี หวูไว่เอ๊ย” คำบอกกล่าวของเพื่อนทั้งสองดังอึงอลอยู่ในหัวสมองครั้งแล้วครั้งเล่า
เด็กหนุ่มอยากจะเชื่อเหมือนกันว่า เพื่อนตัวแสบนั้นล้อเล่น แต่เมื่อมีโอกาสเห็นทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันบนดาดฟ้าเรือ เขารู้ทันทีว่าทุกอย่างเป็นความจริง รูปร่างสูงสง่าของหลี่มู่ และรูปโฉม อันสคราญตาของเอียนซี ดูช่างเข้าคู่ กลมกลืนเสียนี่กระไร
นี่กระมังที่เขาเรียกว่าคู่สร้างคู่สม-หวูไว่นึกในใจ
หวูไว่แอบเหลือบตามองเอียนซี แล้วก็หันมามองสารรูปของตัวเองแล้วก็ส่ายหน้าช้าๆ นอกจากจะดูประหลาด ด้วยผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าแล้ว รูปร่างอันบอบบาง นิสัยอันตื่นกลัว รวมไปถึงความอ่อนด้อยในเรื่องวิชาฝีมือด้วยแล้ว เด็กหนุ่มก็บอกกับตัวเองว่าเขาไม่มีอะไรเทียบเคียงกับแม่ทัพเอกแห่งกองกำลังเมฆขาวได้แม้แต่น้อย
ช่วงเวลาหลายวันบนเรือ นอกจากใช้เวลาขลุกอยู่กับเพื่อนทั้งสองคนแล้ว หวูไว่มักจะหลบอยู่ในห้องพัก นอนนิ่งอยู่บนเตียงหันหน้าเข้าข้างฝาไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถึงเกียะหยูเมื่อไหร่จะถามเพื่อนทั้งสองว่าจะเอายังไงกันแน่ จะสมัครเป็นทหารของกองกำลังเมฆขาวจริงหรือ
ส่วนเขานะอยากกลับเซียงอู่ใจจะขาด
ระหว่างนั้น เอียนซี หาเวลามาคุยกับหวูไว่ ช่วงสั้นๆ แต่เรื่องที่พูดคุยมักจะเป็นเสียงบ่นเหนื่อยกับการวางแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับหลี่มู่และนายทหารคนอื่นๆ บางครั้งก็เป็นความปลาบปลื้มที่สามารถนำแผนที่ทางทหารของค่ายทหารอัศวินดำมาได้สำเร็จ
นอกจากนั้นก็คุยเรื่องราวความเป็นมาของเกียะหยู และกองกำลังเมฆขาวให้เด็กหนุ่มฟังเสียยืดยาว จนหวูไว่มองเห็นเกียะหยูได้อย่างชัดเจนราวกับเมืองมาปรากฎต่อหน้า
หรือไม่ก็…
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่าหือหวูไว่ ดูเจ้าเงียบไปนะ ไม่เห็นช่างพูดช่างคุยเหมือนเคยเลย คงคิดถึงบ้านละซิท่า แต่เชื่อข้าเหอะ พอเจ้าได้เห็นเกียะหยูก็จะลืมเซียงอู่ไปเลย”
“ครับ…คุณหนู” หวูไว่รับคำ
นั่นเป็นประโยคเดียวกระมังที่หวูไว่กล่าวกับเอียนซีตลอดเวลาที่อยู่บนเรือมังกร
(2)
ตอนแรกที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเกียะหยูจากปากของเอียนซีนั้น หวูไว่นึกว่ามองเห็นนครใหญ่แห่งนี้ทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่เมื่อร่วมขบวนทหารของกองกำลังเมฆขาวเคลื่อนกำลังจากเรือรบมังกรเข้าสู่เขตตัวเมือง เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ก็พบว่าความจริงที่พบผิดกับที่ตัวเองนึกไว้เยอะ
เมืองเกียะหยูใหญ่โตกว่าที่เขาคิดไว้มาก แค่กำแพงเมืองก็สูงจนเด็กหนุ่มต้องแหงนคอมอง กำแพงเมืองดูเหมือนจะก่อขึ้นจากหินก้อนใหญ่ และมีป้อมสูงที่มีทหารยามรักษาการณ์ตลอดเวลา และยังมีทหารลาดตระเวนอยู่รายรอบ จึงยากนักที่จะมีใครผ่านเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาติ
ตลอดรายทางเข้าเมือง มีประชาชนชาวเมืองเกียะหยูมายืนรอรับหลี่มู่และกองกำลังเมฆขาวเต็มสองฟากฝั่งถนน เสียงตะโกนเรียกชื่อขุนพลหลี่-คุณหนูเอียนดังสลับไปมาอยู่ตลอดเวลา
หลี่มู่ และ เอียนซี ขี่ม้าเยาะย่างอยู่เคียงข้างกันอยู่หน้าขบวน บางครั้งก็หันไปกระซิบกระซาบกัน และบางครั้งก็โบกไม้โบกมือให้ผู้คนสองข้างทางอยู่ไปมา ดูเหมือนทั้งสองคนจะเป็นที่รักของชาวเมืองกันอย่างถ้วนทั่ว
เงาร่างเล็กๆของหวูไว่หลบนิ่งอยู่ท้ายขบวน โดยมีเรียว และ อากิ เพื่อนรักทั้งสองคนยืนขนาบข้างด้วย
“ช่างเป็นคู่หนุ่มสาวที่เหมาะสมอะไรกันเช่นนี้” ชาวเมืองคนหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างกับหวูไว่ไม่ไกลนักพึมพำขึ้น ในขณะที่สายตามองไปยังหลี่มู่ และ เอียนซี อย่างชื่นชม
แม้เป็นประโยคสั้นๆ แต่ก็ทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งขึ้นมาก่อนจะไหล่คู้ ทำท่าจะยืนหมดแรงอยู่ตรงท้ายขบวนอย่างนั้นแหละ
“นี่…ท่านลุง ท่านรู้จักสองคนนั้นดีจังนะ” เรียว อดรนทนไม่ไหวต้องสะกิดถาม
“แหม…” ชาวเมืองว่าแล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหันมามองหวูไว่กับพวกอย่างสังเกตสังกา
“อะไรกัน เจ้ามาจากไหนเนี่ย ใครก็รู้จักหนุ่มสาวคู่นี้ทั้งนั้นแหละ”
“ท่านขุนพลหลี่มู่ก็เป็นขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาว ที่ช่วยปกป้องพวกเราให้พ้นจากการรุกรานของพวกกองทัพอัศวินดำนั่นไง”
“คุณหนูเอียน…ก็คือบุตรสาวของที่ปรึกษาเอียน”
“ที่ปรึกษาเ อียนหรือ…” หวูไว่พูดลอยๆออกมา
“ใช่ พวกเจ้าไปอยู่ป่าไหนมาเนี่ย ที่ปรึกษาเอียนก็คือ เอียนมู่หลง ที่ปรึกษาของท่านเจ้าเมืองเกียะหยู-หวังจุนหลงนะซิ…เฮ้อ” ชาวเมืองคนนั้นว่าต่อและส่ายหน้าน้อยๆ
“นางก็เป็นหนึ่งในนักรบของกองกำลังเมฆขาวเหมือนกัน ฉายาของนางคือ หงสาคะนองศึก พวกเจ้าเคยได้ยินหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มจากเมืองเกียะหยูมองหน้ากันไปมา หงสาคะนองศึกเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย-คุณหนูเอียนนี่นะ
โดยเฉพาะหวูไว่ฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยอาการมึนงง
เวลาร่วมเดือนที่ผ่านมา เด็กหนุ่มได้มีโอกาสรู้จักคุณหนูเอียนคนนี้ นับตั้งแต่พบกันที่ชายป่า หลบหนีทหารอัศวินดำ พาไปรักษาอาการบาดเจ็บที่เกียะหยู และพูดคุยกันถูกคอในหลายเรื่อง รวมทั้งได้นั่งเคียงข้างชมตะวันลับขอบฟ้าด้วยกัน
“หวูไว่ ข้าไม่เคยเห็นตะวันตกดินที่ไหนสวยเท่านี้มาก่อน”
“รู้มั๊ย หวูไว่ ข้านะอิจฉาเจ้าเหลือเกิน”
“ข้าชอบหมู่บ้านของเจ้า ถ้ามีโอกาสข้าอยากกลับไปอีก ได้มั๊ย หวูไว่”
ประโยคแล้วประโยคเล่าที่เอียนซีพูดกับเขา เด็กหนุ่มจำได้ไม่ลืม
แต่ที่จริงถ้าเขาลืมทุกอย่างในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้มันอาจจะดีกว่าก็ได้
นึกแล้ว เด็กหนุ่มก็เอามือเกาหัวตัวเอง โดยมีเพื่อนสองคนยืนปลอบใจอยู่ข้างๆ
“ข้าว่าเจ้าตกหลุมรักคุณหนูเอียน ใช่มั๊ยเล่า” เรียวว่าและยกแขนขึ้นโอบไหล่หวูไว่
“แต่เจ้าต้องอกหักแหงเลยละ เพื่อน” คราวนี้เจ้าอ้วน-อากิ ว่าบ้างแล้วส่ายหัวไปมา
ส่วนเด็กหนุ่มไม่ได้ตอบ แต่ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดเพื่อนทุกอย่าง
(3)
ขบวนทหารของกองกำลังเมฆขาวผ่านกลางใจเมือง และเมื่อเดินทะลุถึงเขตชั้นใน ปรากฎทหารสวมหมวกเหล็ก ใส่เกราะเหล็ก เดินขวักไขว่ไปมา แสดงให้เห็นว่าเขตชั้นในแห่งนี้ก็คือ ฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาวนั่นเอง
เมื่อขบวนบรรลุถึงประตูใหญ่แห่งหนึ่ง ขบวนก็หยุดลง พร้อมกับปรากฎร่างชายร่างท้วม วัยสี่สิบผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ พร้อมกับกล่าวว่า
“ขุนพลหลี่ คุณหนูเอียน ขอต้อนรับกลับบ้าน”
หลี่มู่ลงจากหลังม้า และก้าวไปหาชายร่างท้วมคนนั้นและใช้มือตบบ่าอย่างสนิทสนม
“ฝานซื่อ สบายดีนะ”
พูดจบหลี่มู่ก็ยกมือให้สัญญานให้ขบวนทหารที่ตามมาแยกย้ายกันออกไป เหลือยืนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เอียนซี ที่ลงจากหลังม้าแล้วเช่นกันกวักมือให้หวูไว่กับพวกเข้าไปหา
“เอาละ…เดินทางมาไกลพวกเจ้าคงเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้คนพาไปพักนะ”
“ทหาร…”
“ช้าก่อน…คุณหนู” ชายร่างท้วมที่หลี่มู่เรียกว่าฝานซื่อ กล่าวทักท้วง และหันมามองเด็กหนุ่มทั้งสามคนอย่างไม่วางตา
ฝานซื่อคนนี้ รูปร่างท้วม ใบหน้าอูม ดวงตาหลุกหลิกไปมา แต่ที่สร้างความขัดตาให้กับผู้พบเห็นมากที่สุดก็หนวดเรียวยาวเหนือริมฝีปาก และรอยยิ้มเหยียดนั่น
“ที่ปรึกษาเอียนฝากแจ้งให้คุณหนูทราบว่า ถ้ามาถึงเมื่อไหร่ให้คุณหนูนำตัวเด็กหนุ่มที่มีผมสีทองไปพบด่วนที่ห้องหนังสือ”
“หา…”เด็กหนุ่มร้องและหันไปมองหน้าคุณหนูเอียนอย่างงุนงง และพบว่าหญิงสาวก็มีสีหน้าไม่ผิดแผกกันมากนัก
มันเรื่องอะไรกัน…
(4)
เมื่อพบหน้าที่ปรึกษาเอียน-เอียนมู่หลงในห้องหนังสือในตึกอันโอ่โถง หวูไว่ก็แทบจะร้องอ๋อออกมาทันที เพราะยามที่เด็กหนุ่มเฝ้ามองคุณหนูเอียนซี นอกเหนือไปจากความงดงามที่สะดุดตาแล้ว ยังบุคคลิกอันสง่างาม แฝงความน่าเคารพไว้อีกหลายส่วน
ที่แท้ความสง่างามราวกับดาวบนท้องฟ้านั้นถูกถ่ายทอดมาจากบิดาของนางแทบทุกกระเบียดนิ้วนั่นเอง
เอียนมู่หลง อยู่ในชุดเสื้อผ้าสีเหลือง เป็นผ้าบางเนื้อดี มีลายทองเป็นริ้วตรงชายเสื้อ ในมือถือตำราเล่มหนึ่ง บ่งบอกถึงความเป็นผู้คงแก่เรียน
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเมืองเกียะหยู มีคิ้วดกหนา ดวงตามีประกายเจิดจ้า เคราบางๆที่คาง และจมูกที่เชิดรั้น รวมไปถึงจอนผมหงอกขาว ยิ่งขับเน้นให้บุคคลิกน่ายำเกรงมากยิ่งขึ้น
ถ้าไม่มีคนแนะนำให้รู้จัก หวูไว่อาจจะนึกว่าบุคคลข้างหน้านี้คือ หวังจุนหลง เจ้าเมืองเกียะหยูด้วยซ้ำไป
“พ่อ…” เสียงเอียนซีร้องทัก ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบกอดกับที่ปรึกษาเอียนอย่างรักใคร่
เอียนมู่หลงเอามือตบหลังบุตรสาวเบาๆ ยิ้มน้อยๆก่อนกล่าวเบาๆว่า
“ซียี้ ภาระครั้งนี้หนักหนาสำหรับเจ้าแล้ว”
จากนั้นเอียนมู่หลงก็หันมามองเด็กหนุ่มแล้วพยักหน้าให้
“เจ้าคงเป็นหวูไว่ซินะ ขอบคุณที่ช่วยเหลือบุตรสาวของข้า”
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างเขินๆ ช่วยเหรอ-ไม่หรอกน่า เขาไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่เลย
เอียนมู่หลง ผละจากบุตรสาวและเดินมาตบบ่าหวูไว่เบาๆ
“นอกเหนือไปจากจะขอบใจเจ้าแล้ว ข้ามีเรื่องจะถาม”
“หือม์…” หวูไว่พึมพำและเอานิ้วชี้มาที่ตัวเอง
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูเปลี่ยนอิริยาบถหันไปมองภาพทิวทิศน์ที่แขวนอยู่หลังโต๊ะหนังสือแล้วกล่าวเสียงเยือกเย็นว่า
“ข้าอยากถามว่าพ่อแม่ของเจ้าเป็นใครกัน เป็นคนในหมู่บ้านเซียงอู่หรือเปล่า”
หวูไว่ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“ข้าไม่รู้มากนักหรอก เท่าที่ทราบก็คือพ่อแม่ของข้าเสียชีวิตไปแล้ว จากอุบัติเหตุน้ำท่วมใหญ่ และอาศัยอยู่กับลุงและป้ามานับแต่นั้น”
“แล้วทำไมเจ้าถึงได้มีผมสีทอง และดวงตาสีฟ้า?”
คำถามนี้ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มอึ้งหนัก นั่นนะซิ-เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน อยากรู้มาทั้งชีวิตนั่นแหละ
“คือว่า…”
ก่อนที่จนแต้มกับคำถามนี้ เอียนซีก็ร้องขึ้น
“ท่านพ่อ…มีอะไร พ่ออยากจะรู้เรื่องของหวูไว่ไปทำไม”
เด็กหนุ่มหันมองหน้าหญิงสาวอย่างขอบคุณ แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น แต่คำถามของเอียนมู่หลงทำให้หวูไว่รู้สึกกดดันขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูหันหน้ากลับมายิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า
“เจ้ารู้จักนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำดีแค่ไหน”
หา-คราวนี้ทั้งสองคนร้องขึ้นมาพร้อมกัน พร้อมกับงุนงงหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เอียนมู่หลงเอามือไขว้หลังและเดินมาจ้องมองที่หวูไว่และโพล่งขึ้น
“ถ้าเจ้าไม่รู้จักนายพลซื่อชาง แล้วทำไมถึงได้มีคำสั่งให้พวกทหารอัศวินดำตามล่าเจ้าละ”
“ข้าเหรอ…”
เอียนมู่หลงเอามือลูบคางเหมือนใช้ความคิด
“อืมม์…จะว่าตามล่าเจ้าก็คงไม่ถูกนัก แต่เท่าที่ข้าทราบข่าวมาก็คือ นายพลซื่อชางสั่งให้คนตามล่าตัวเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มที่มีผมเป็นสีทอง และดวงตาสีฟ้า ซึ่งถ้าไม่ใช่เจ้าจะเป็นใครได้ละ”
ตายละ-เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ความซวยมาเยือนอย่างไม่นึกฝันเลยนะเนี่ย
(5)
“ไม่…เจ้ากลับบ้านตอนนี้ไม่ได้”
“แต่ข้าไม่อยากจะเป็นทหารนี่…คุณหนู”
“ทำไมเล่าหวูไว่ ทหารแห่งกองกำลังเมฆขาวใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆหรอกนะ แล้วนี่เพื่อนเจ้าสองคนก็ตอบตกลงกับข้าแล้ว”
“จริงเหรอ…”
“ซวยละซิ…”
ขณะนี้ หวูไว่นั่งอยู่บนม้าหิน ในสวนเล็กๆของตึกตระกูลเอียนอันโอ่อ่า กว้างขวาง ส่วนคุณหนูเอียนหรืออีกนัยหนึ่ง หงสาคะนองศึกยืนหันหลังมองไปยังน้ำตกสายเล็กๆที่ถูกประดับประดาไว้อย่างสวยงาม
แน่ละ-ตอนนี้ เด็กหนุ่มทราบแล้วว่า ชีวิตของเขาไม่ปลอดภัยเสียแล้วเมื่อตัวเองกลายเป็นที่ต้องการของนายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพอัศวินดำ ส่วนจะด้วยเหตุผลใดนั้นเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่จะให้เป็นทหารออกรบนะเหรอ-ไม่เคยอยู่ในความฝันของเขาแม้แต่น้อย
จะกลับไปเซียงอู่ก็ไม่ได้เหมือนกัน
ทำไงดี ทำไงดี…
แล้วเอียนซีก็หันหลังมา ในจังหวะเดียวกับที่เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา หงสคะนองศึกถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ถึงตอนนี้หญิงสาวเริ่มคุ้นเคยกับ “มุข” ของเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ได้แล้ว
“เอาเถอะ ไม่เป็นทหารก็ได้ แต่เจ้าอยากเป็นอะไรละ”
เด็กหนุ่มอึ้งไปพักใหญ่ จะบอกว่าอยากอยู่เฉยๆก็คงน่าเกลียดไป แล้วอะไรเล่าที่เขาทำได้ดี ทำแล้วมีความสุข เมื่อตอนที่อยู่ในหมู่บ้านเซียงอู่
อ้อ-นึกออกแล้ว
“คุณหนู ข้าชอบปลูกต้นไม้ ดอกไม้นะ หรือจะให้ทำครัวก็ได้”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างระอาใจ
“หวูไว่-เจ้านี่แปลกคนจริงๆ”
แล้วคุณหนูเอียนก็ยิ้มออกมา แล้วพยักหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง
“ตามใจเจ้า…ข้ามีทางออกให้แล้ว”
“ทางออกเหรอ…”
เอียนซีพยักหน้าก่อนตอบว่า
“ข้าจะให้เจ้าไปอยู่กับเฒ่าลู่”
“เฒ่าลู่เหรอ…ใครกัน” เด็กหนุ่มพึมพำ
แต่เอาเถอะ-เป็นไงเป็นกันซิน่า
๓.๑.๕๑
นักรบจากดาวดวงอื่น (5)
เรื่องไม่คาดฝัน
(1)
พระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าในขณะที่หวูไว่ก้าวเท้าลงเรือ น่าแปลกนักที่เรือลำที่จอดรออยู่ เป็นเรือโดยสารลำใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้ สามารถรับส่งผู้โดยสารได้หลายคน แต่มีเพียงหวูไว่และเอียนซีเท่านั้นที่เป็นผู้โดยสารในเที่ยวนี้
ก่อนขึ้นเรือ มีผู้เฒ่าร่างสูงโปร่ง สวมหมวกปิดบังใบหน้าเอาไว้ผู้หนึ่งก้าวยืนรออยู่บนฝั่งแนะนำตัวว่า ได้รับคำสั่งให้มารอพวกหวูไว่อยู่ที่นี่ และจะพาเดินทางไปถึงทางแยกที่เชื่อมกับแม่น้ำใหญ่เฉินเจียง
“การเดินทางสู่เกียะหยู วิธีที่สบายก็คือล่องเรือตามทะเลสาปนี้ ราวหนึ่งคืนพวกท่านก็จะไปถึงทางแยกที่จะออกสู่แม่น้ำเฉินเจียง ที่นั่นท่านสามารถขึ้นเรือใหญ่เพื่อออกไปทางแม่น้ำ ใช้เวลาเดินทางอีกราว 3 วันก็จะถึง”
ยังไม่ทันที่หวูไว่จะไถ่ถาม ผู้เฒ่าก็ชิงตอบอีกว่า “อีกทางหนึ่งก็คือท่านจะสามารถไปต่อได้ด้วยทางบก หลังจากเรือลำนี้พาเจ้าขึ้นฝั่งที่จะไปเชื่อมกับแม่น้ำใหญ่”
หวูไว่พยักหน้าอือออ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี คำถามที่ค้างอยู่ในใจก็คือ ทำไมลุงจึงสามารถจัดหาเรือโดยสารลำใหญ่นี้ได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้นะ
แต่ช่างเถิด-ขอให้เอียนซีปลอดภัยก็พอแล้ว
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจยาว พร้อมแล้วกับการเดินทางลงเรือเพื่อมุ่งสู่แม่น้ำเฉินเจียง เพราะนี่จะเป็นการเดินทางออกนอกเซียงอู่ของเขาเป็นครั้งแรก
และเมื่อเดินทางด้วยเรือโดยสารลำนี้ไปถึงปลายทางในตอนเช้า เขาและนางก็จะต้องจากกันแล้ว
คิดแค่นี้ หัวใจของเด็กหนุ่มก็ห่อเหี่ยวลง
(2)
การเดินทางด้วยเรือนับว่าสะดวกสบายยิ่ง เรือโดยสารแล่นฝ่าฟองคลื่นไปอย่างช้าๆ ลมบางๆลอยมาปะทะหน้าคนทั้งสองซึ่งยืนอยู่ที่กราบเรืออย่างเงียบเชียบ
หวูไว่กวาดสายตามองไปมองทิวทัศน์รอบข้าง แม้ความมืดจะปกคลุม แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงต้นไม้เขียวชะอุ่ม แล้วก็กระท่อมเล็กกระท่อมน้อยที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง นี่ถ้าเดินทางล่องเรือในตอนกลางวัน เขาคงจะได้สัมผัสทัศนียภาพที่งดงามกว่านี้แน่
ในขณะที่ หวูไว่เหม่อมองดูทิวทัศน์ทั้งสองฝั่ง เอียนซี-เงยตาคู่งามขึ้นไปมองท้องฟ้าเบื้องบน ซึ่งดารดาษไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่
แล้วหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“คุณหนูเอียน-ท่านทอดถอนใจทำไมเล่า เมื่อถึงฟ้าสางพวกเราก็จะปลอดภัยแล้ว และจะไม่มีคนในเซียงอู่คนใดได้รับอันตรายอีกด้วย ข้าว่าท่านควรดีใจเสียมากกว่า”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา
“ข้าเพียงแต่เสียดายนะ…”
“เสียดาย…เหรอ”หวูไว่ทวนคำ
เอียนซียิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า
“ข้าเสียดายเวลาหลายวันที่ผ่านมาในเซียงอู่นะ ข้าชอบพวกเจ้าทุกคนในหมู่บ้านที่มีน้ำใจ ชอบการใช้ชีวิตอันแสนจะเรียบง่ายและมีความสุขของชาวหมู่บ้านเซียงอู่ มันเป็นชีวิตที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน”
“แล้วก็เจ้า…หวูไว่”
หวูไว่งงงันอยู่วูบหนึ่ง
“เจ้าเป็นคนน้ำใจงามหวูไว่ แล้วก็ยังทำให้ข้าเข้าใจว่าความสุขของมนุษย์เราไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่คือการรู้สึกพึงพอใจกับโลกรอบข้าง ไม่เร่งร้อน ไม่กระวนกระวาย ข้าอิจฉาเจ้านะ”
เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆขึ้นมาครั้งหนึ่ง-อิจฉาเหรอ พูดเป็นเล่นไปน่า
แล้วหญิงสาวก็พูดต่อไป
“ข้าไม่ได้พูดเล่น ทุกครั้งที่เห็นประกายในแววตาของเจ้า มันช่างสดใส มีชีวิตชีวา ดูเหมือนไม่สิ่งใดซ่อนเร้นอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย”
“ที่สำคัญก็คือ ข้าสามารถคุยกับเจ้าได้อย่างเปิดเผย เจ้าตอบทุกคำถามที่ข้าอยากรู้ เป็นคนที่ข้าสามารถคุยได้โดยไม่ต้องระแวงว่ามีสิ่งใดที่แอบแฝงอยู่หรือไม่”
“ข้ามีความสุขที่สุดในช่วงหลายวันมานี้” เอียนซีเอ่ยกับเด็กหนุ่มโดยยังไม่ยอมละสายตาจากฟ้าเบื้องบนที่สะพรั่งด้วยดวงดาวน้อยใหญ่
หลายวันที่ผ่านมา หวูไว่ กับ หญิงงามแห่งเกียะหยูผูกพันกันด้วยความรู้สึกบางอย่าง ยิ่งได้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน ยิ่งเพาะความรู้สึกอันลึกล้ำระหว่างกัน ทำให้มีบางอย่างที่เชื่อมระหว่างหวูไว่กับเอียนซีเอาไว้
แต่มันใช่ความรู้สึกฉันท์หนุ่มสาวละหรือ-หวูไว่ไม่แน่ใจนัก
และที่สำคัญทุกอย่างกำลังจะจบลงในอีกไม่กี่ยามข้างหน้านี้แล้ว-ไม่ใช่หรือ
“คุณหนูเอียน”หวูไว่พึมพำ
หญิงสาวขยี้เท้า ย่นจมูกอย่างแง่งอน
“นี่หวูไว่ ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าหนูเอียน”
เด็กหนุ่มเอามือเกาหัวแกรก ยิ้มอย่างละอาย และหันสบตากับหญิงสาว ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของทั้งสองคน ท่ามกลางดาวที่พร่างพรายอยู่เต็มฟากฟ้านั่น
(3)
ไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกที หวูไว่ก็ได้ยินเสียงผู้เฒ่าเจ้าของเรือตะโกนบอกว่า “ไกล้ถึงฝั่งแล้วๆ” เด็กหนุ่มเอามือขยี้ตาสลัดความงัวเงีย ก่อนจะพาตัวเองออกไปทางกราบเรือด้านหน้า ที่นั่นเขาเห็นเอียนซี-ยืนเหม่อมองทิวทัศน์สองข้างด้วยอาการเงียบสงบ ความมืดเริ่มจางลง ในขณะที่ความสว่างเริ่มเข้ามาแทนที่
หวูไว่หันมองไปทางขวามือของกราบเรือ มองเห็นฝั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก อีกไม่ช้าเรือก็จะเข้าเทียบฝั่งแล้ว มองไปข้างหน้าไกลลิบ แม่น้ำกว้างทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา มีบ้านหลังเล็กกระจายให้เห็นเป็นจุดๆ
“ข้าหวังว่า จากกันครั้งนี้คงจะไม่ใช่การจากกันอย่างถาวรหรอกนะ”เอียนซีกล่าวโดยไม่ได้หันหน้ากลับมา
หวูไว่หลังคุ้ม คอตก จริงซิ-การลาจากกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้แหละ เมื่อเรือจอดที่ฝั่ง หญิงสาวก็ต้องเดินทางต่อไปที่เมืองเกียะหยู คาดว่าจะรอโดยสารเรือใหญ่ที่จะพาแล่นผ่านแม่น้ำกว้างเบื้องหน้านั่น ส่วนเขาก็คงจะหาม้าเพื่อขี่กลับไปยังเซียงอู่
“ข้าชอบหมู่บ้านของเจ้า ถ้ามีโอกาสข้าอยากกลับไปอีก ได้มั๊ย หวูไว่”
ทำไมจะไม่ได้-เด็กหนุ่มคิด แต่ในขณะนี้เขารู้สึกคอแห้ง พูดไม่ออก ทำได้ก็แค่พยักหน้าเท่านั้น
ระหว่างที่ทำอะไรไม่ถูก เรือก็จอดเข้าเทียบท่าอย่างเชื่องช้า ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรแก่กัน ก้าวลงจากเรือ
“ท่านทั้งสอง…”
เสียงของผู้เฒ่าเจ้าของเรือทำให้ทั้งสองคนต้องชะงักเท้าและหันมองกลับมา
“ท่านเดินอ้อมโขดหินทางซ้ายมือนั่นไป แล้วเดินตรงไปอีกนิดก็จะพบทางเดินเล็กๆสู่ชายป่าอีกด้าน พ้นชายป่าอีกแล้วพวกท่านก็จะปลอดภัย”
“อ้อ…”หวูไว่ตอบได้แค่นั้น หันไปกล่าวขอบคุณผู้เฒ่าที่ยังคงสวมหมวกปิดบังใบหน้าไว้ แล้วพยักเพยิดชักชวนให้เอียนซีเดินตามมา
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนอย่างสับสนอลหม่านดังขึ้น คละเคล้าไปกับเสียงฝีเท้าถี่ยิบของม้าฝูงใหญ่ที่น่าจะมุ่งตรงมาที่ชายป่าที่อยู่ไกล้ๆ
“รีบไป” เอียนซีพูดเหมือนตะโกน และวิ่งทะยานนำหน้าเด็กหนุ่มมุ่งผ่านโขดหินไป
เพียงอึดใจเด็กหนุ่มก็วิ่งตามหญิงสาวแห่งเกียะหยูมาจนถึงชายป่า ภาพที่เห็นทำให้เด็กหนุ่มตะลึงพูดอะไรไม่ออก
“แย่แล้ว…”หวูไว่คราง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ลานกว้างเบื้องหน้า ทหารอัศวินดำแต่งเต็มยศ ในมือถือทั้งกระบี่ ดาบ ธนู บางส่วนนั่งอยู่บนม้าศึก บางส่วนก็แยกย้ายอยู่ทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง รวมแล้วน่าจะกว่าร้อยคน
เบื้องหลังทหารอัศวินดำเหล่านั้น มีรถม้าสีดำทะมึนจอดอยู่คันหนึ่ง
หวูไว่ได้แต่ครางในใจ-ซวยอีกแล้วเรา
มีร่างคนผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผมยาวถึงต้นคอ ใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่งได้รูป ทุกอย่างช่วยเสริมบุคคลิกให้เด่นสะดุดตา เสียดายก็แต่ในดวงตาโปนโตคู่นั้นที่ส่อถึงความเจ้าเล่ห์ ในขณะที่เกราะสีดำ และหมวกเหล็ก แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้คือ หนึ่งในทหารของกองทหารอัศวินดำอย่างไม่ต้องสงสัย
“ที่แท้ก็ขุนพลอู๋…”เอียนซีที่ยืนอยู่ข้างๆหวูไวพูดเสียงดังในลำคอ
“ไม่พบเสียนานนะ คุณหนูเอียน”
กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกแล้ว ขุนพลอู๋ที่ว่าก็เหลือบตามองมายังหวูไว่ ใช้สายตาอันคมกล้ามองเด็กหนุ่มตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า และพยักหน้าอย่างพออกพอใจ
“เป็นเจ้า…”
หวูไว่สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ขุนพลอู๋ทำท่าเหมือนรู้จักเขาดีอย่างนั้นแหละ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับขุนพลหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี่นา
แล้วเอียนซีก็ชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายกระบี่สะท้อนกับแสงอาทิย์ยามเช้าเป็นรัศมีเจิดจ้าออกมา
“ปล่อยชายหนุ่มคนนี้ไป เขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขุนพลอู๋ซี”
ขุนพลหนุ่มที่ขณะนี้ยืนล้ำอยู่ข้างหน้ากลุ่มทหารอัศวินดำเงยหน้าหัวเราะ
“คุณหนูเอียน-ท่านแอบมาขโมยแผนที่ทหารถึงในค่ายทหารของข้า แล้วยังกล้าให้ข้าปล่อยคนอีกหรือนี่ ฝันไปหน่อยมั๊ง”
แล้วขุนพลอู๋ซีก็ส่ายหน้า
“ข้าปลอยตัวคุณหนูไม่ได้ แล้วก็…” กล่าวเสร็จขุนพลอู๋ซีก็ใช้มือขวาที่กุมกระบีสีดำชี้ปราดมาที่หวูไว่
“เจ้าหนุ่มคนนี้ก็ปล่อยไม่ได้ มันคือคนที่ท่านนายพลซื่อชางต้องการตัว”
หา-หวูไว่ร้องขึ้นมาอย่างตกใจ และเมื่อหันไปมองเอียนซีก็พบว่านางกำลังมองมาด้วยดวงตาเบิกโพลง สีหน้าบ่งบอกความประหลาดใจอย่างที่สุด
เด็กหนุ่มไม่รู้จักนายพลซื่อชางอะไรที่ว่ามานั่นเลย และเรื่องทั้งหลายทั้งมวลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามันไม่ควรจะเกี่ยวกับเขาเลยสักนิดด้วย
“รีบไป…”เสียงหญิงสาวจากเกียะหยูกระซิบบอกเขา แต่จะได้อย่างไรกัน หวูไว่จะปล่อยให้เอียนซีอยู่สู้กับทหารนับร้อยเบื้องหน้าเพียงคนเดียวนะหรือ-เป็นไปไม่ได้
“ท่านนั่นแหละไป…คุณหนู” อะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้หวูไว่พูดไปเช่นนั้น
ทหารบนม้านั่น และที่ยืนเรียงรายโอบล้อม รวมทั้งขุนพลอู๋ซีอะไรที่ว่านั้นชักอาวุธออกมาแล้ว บางคนก็เป็นดาบ กระบี่ ทวน บางคนที่ถือธนูก็ตั้งคันขึ้นมา
หวูไว่กลืนน้ำลาย ขาสั่น สะบัดศรีษะไปมาเพื่อสะบัดไล่ความงุนงง คิดไม่ออกว่าจะรอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้ หวูไว่ก็เห็นร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวตรงเข้ามา หลังจากมองอยู่พักใหญ่ เด็กหนุ่มก็จำได้ถึงเสื้อโทรมๆมอๆ แล้วก็หมวกที่ปิดบังใบหน้านั่น
นั่นมันตาเฒ่าเจ้าของเรือไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่ล่องเรือกลับไปเสียเล่า จะเดินมาหาความตายร่วมกับพวกเขาทำไม
ชั่วอึดใจ เฒ่าที่พาพวกหวูไว่ล่องเรือมาถึงที่นี่ก็มายืนสมทบกับหวูไว่และเอียนซี ตาเฒ่าใส่หมวกกุยเล้ยบดบังใบหน้าเอาไว้ แต่ยังมองเห็นเคราสีดอกเลาที่ยื่นยาวออกมา
“ยินดีที่ได้พบกับขุนพลอู๋ซี นายทหารเอกของกองทัพอัศวินดำ” ในที่สุดตาเฒ่าก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมา
กล่าวจบแล้ว ตาเฒ่าก็ถอดหมวกออกและพลางเดินไปยืนประจันหน้ากับทหารอัศวินเบื้องหน้านั่น ไม่มีอาการประหวั่นพรั่นพรึงสักนิด
“นั่นมัน…” หวูไว่พึมพึมขึ้นมา แม้จะมองจากด้านหลังเขาก็จำผู้เฒ่าคนนี้ได้แล้ว เสียงอันอ่อนโยน แล้วก็เคราสีดอกเลานั่น…
“ข้าเองนั่นแหละหวูไว่ อย่าตกใจไปเลย”
เฒ่าเจ้าของเรือกล่าวลอยๆขึ้นมา ก่อนจะหันหน้ามองกลับมาที่พวกหวูไว่ ดวงตาสุกใส แล้วก็รอยยิ้มอันเปี่ยมเมตตานั่น จะเป็นใครไปได้เล่านอกจาก นักพรตเฒ่าที่ช่วยชีวิตเขาไว้คราวก่อนนั่นเอง
หวูไว่ งุนงง หันไปมองเอียนซี ที่ยืนอยู่เคียงข้างก็มองมาที่เขาเหมือนอยากจะถามเช่นกันว่านี่มันคือเรื่องราวอะไรกันแน่
“ท่านคือ…”เสียงของอู๋ซีดังขัดจังหวะขึ้นมา
“ข้าก็เป็นนักพรตธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ชื่อข้าไม่มีความสำคัญหรอก”
กล่าวจบ นักพรตผู้มีความมาอันแปลกประหลาดก็หยิบแส้ปัดออกมาถือไว้ในมือขวา แล้วหัวเราะเสียงเบาๆ
ขุนพลหนุ่มอู๋ซีเพ่งตามองนักพรตเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตายิบหยี แล้วยกเอากระบี่พาดไว้ที่หน้าอก นิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนพยักหน้าเหมือนคิดอะไรออกบางอย่าง
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านคือนักพรตจางเหลียง…”
สิ้นเสียงกล่าวของขุนพลหนุ่ม เสียงอุทาน ตะโกนถาม ของทหาร อัศวินดำก็ดังระงมขึ้นมา แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ที่แน่ๆแค่ชื่อของนักพรตก็สร้างความโกลาหลให้เหล่าทหารนั่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
นักพรตจางเหลียงเหรอ-หวูไว่บอกกับตัวเองในใจ ไม่เคยได้ยินสักหน่อย แต่ทำไมนักพรตเฒ่าจึงรู้จักเขาได้นะ แถมนี่ยังช่วยชีวิตเขาเอาไว้อีก และไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย
แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ-จะรับมือกับทหารนับร้อยเบื้องหน้านั่น-ฝันไปหรือเปล่า
ฟ้าสว่างแล้ว แต่ดูเหมือนลมจะไม่ไหวติง หวูไว่รู้สึกหายใจติดขัด อึดอัดกับบรรยากาศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ตอนแรก ทหารพวกนั้นชักอาวุธออกมาคงจะเตรียมลงมือจับพวกเขาไป แต่ดูเอาเถิด แค่เพิ่มนักพรตเข้ามาอีกคน สถานการณ์ก็เริ่มจะเปลี่ยนไป
แล้ว ขุนพลอู๋ซีก็ชักกระบี่ออกมา ประกายกระบี่กระทบแสงอาทิตย์และสะท้อนมาโดนใบหน้าของหวูไว่จนต้องบังมือขึ้นปิดดวงตา
“ถึงอย่างไร ข้าก็มีทหารมานับร้อย ข้าว่าท่านนักพรตหลีกทางให้ข้าเสียจะดีกว่า” ขุนพลหนุ่มอัศวินดำพูดเหมือนคำราม
“ลงมือ…”
“ช้าก่อน…” นักพรตส่งเสียงห้าม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“การรบพุ่งเยี่ยงนี้ไม่ส่งผลดีกับท่านหรือข้าหรอก เลิกแล้วแต่กันแค่นี้เถิด”
“เลิกเหรอ…น่าหัวเราะ” ขุนพลอู๋ซีพูดเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ
แต่ทันใดนั้น เสียงแตรศึก หวูดสัญญานก็ดังแผดขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง ดูเหมือนมันจะดังมาจากไกล้กับทะเลสาปที่หวูไว่ก้าวลงจากเรือนั่นเอง
“ข้าบอกแล้วขุนพลอู๋…” นักพรตเฒ่าว่าด้วยน้ำเสียงเย็น
ยังไม่ทันที่จะจับต้นชนปลายว่าอะไรเป็นอะไร หวูไว่ก็รู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างใต้แขนดันร่างของเขาขึ้น จนดูเหมือนร่างของเขาทะยานขึ้นจากพื้นดิน ตามมาด้วยมือซูบของใครดึงหลังเสื้อของเขาขึ้นด้วยแรงดึงอันมหาศาล
เหวอ-เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวกำลังปลิวอยู่กลางอากาศ หลับตาปี๋ด้วยความเสียวไส้
แต่หูแว่วเสียงขุนพลอู๋ไล่หลังมาว่า “รีบไล่ตาม อย่าให้พวกมันหนี”
มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย…
(4)
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ แล้วหวูไว่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับรู้สึกเหมือนเท้าทั้งสองสัมผัสพื้นอีกครั้ง เหลียวมองไปรอบตัว แล้วก็ต้องร้องอย่างตกใจขึ้นมา เมื่อพบว่าขณะนี้ตัวเองมายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้างๆเขาเอียนซี-ยืนเหนื่อยหอบ เหงื่อเม็ดพราวผุดขึ้นที่หน้าผากและจมูก
เขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะเมื่อตะกี้ยังตกอยู่ในวงล้อมของทหารอัศวินดำนับร้อยอยู่แท้ๆ
มีใครเอามือตบบ่าเด็กหนุ่มจนสะดุ้งทั้งตัว เหลียวไปมองก็พบว่า เป็นนักพรตเฒ่านั่นเอง
“นี่…ท่าน” หวูไว่ร้องถามอย่างงุนงง
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร นักพรตก็หัวเราะอย่างเบาๆ แล้วเอามือชี้ไปที่แม่น้ำกว้างนั่น เมื่อมองตามไปเด็กหนุ่มก็ถึงแก่ตาลุกโพลงด้วยความตกใจ
ไม่ไกลจากที่เด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่ยืนอยู่ เรือลำใหญ่ลำหนึ่งกำลังแล่นมาทางนี้ เป็นเรือลำใหญ่พิเศษ หวูไว่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต และเสียงเป่าแตร เสียงหวูด เสียงย่ำกลองดังมาจากเรือลำนั้นเอง
“รีบไปเถิด คุณหนู” นักพรตหันไปทางเอียนซี ก่อนจะชี้มือไปยังเรือเล็กลำหนึ่งที่จอดไว้ริมฝั่ง ก่อนจะหันมาตบไหล่หวูไว่เบาๆ แล้วเอ่ยว่า
“เจ้ารีบขึ้นเรือเล็กเพื่อไปขึ้นเรือรบใหญ่นั่นเถิด เวลามีไม่มากนักแล้ว”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มอิดออด ถ้าเขาและเอียนซีไปเสียแล้ว นักพรตคนเดียวจะรับมือกับทหารพวกนั้นได้อย่างไรกัน
“ไปเถิด ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่เป็นไรหรอก รีบขึ้นเรือเถิด แล้วพบกันใหม่หวูไว่”
ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะโต้ตอบอะไร นักพรตเฒ่าก็พุ่งจากไป แต่พูดให้ถูกเหมือนจะบินหนีไปต่างหาก ถ้าหากดูจากท่าร่างอันปราดเปรียวที่ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็ลับหายไปจากทิวไม้นั่น
“ไปเถิด…หวูไว่” เอียนซี ที่ไปยืนอยู่บนเรือเล็กริมฝั่งตะโกนบอก
เด็กหนุ่มรับคำ ก่อนจะเดินลุยน้ำขึ้นไปอยู่บนเรือเล็ก รับพายมาจากหญิงสาวก่อนจะเอ่ยถามว่า
“แล้วพวกเราจะไปไหนกัน…”
เอียนซียิ้มกว้างแล้วพยักเพยิดไปทางเรือลำใหญ่ที่กางใบท้าแรงลมอยู่ไม่ไกล
“เราจะไปขึ้นเรือลำนั้น แล้วเราจะได้กลับบ้าน”
“กลับบ้านเหรอ…”หวูไว่ทวนคำ
หญิงสาวพยักหน้าแล้วหัวเราะอย่างอายๆ
“นั่นคือเรือรบมังกรจากเกียะหยู พวกบนเรือนั่นคือทหารจากกองกำลังเมฆขาวไง”
“กองกำลังเมฆขาวเหรอ…”หวูไว่พึมพำ
เด็กหนุ่มจ้ำพายแรงขึ้น เหม่อมองไปยังเรือลำยักษ์นั่น งุนงงสงสัยว่ามีอะไรรอเขาอยู่นะ แล้วเซียงอู่ละ-เขาจะได้กลับไปอีกเมื่อไหร่
(5)
เด็กหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง เมื่อหย่อนเท้าขึ้นบนเรือรบมังกรนั่น เสียงโหวกเหวกอันคุ้นเคยก็ดังลั่นขึ้นมา
“หวูไว่ หวูไว่เว้ย…”
เจ้าอ้วน-อากิ และเจ้าโย่ง-เรียว วิ่งมาจากด้านไหนของดาดฟ้าของเรือก็ไม่รู้ กว่าจะรู้อีกที หวูไว่และเจ้าเพื่อนตัวแสบสองคนนั่นก็กอดกันกลมเสียแล้ว ไม่สนใจสายตาหลายคู่ของทหารที่จ้องมองมาสักนิด
ถึงจะจากกันไม่กี่วัน แต่ต้องเจอเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนอย่างนี้จะไม่ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งก็แปลกไปละ
และยังไม่ทันที่หวูไว่และพวกจะสนทนากันจบ เสียงแตรศึกก็แผดเสียงสนั่นขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงตูมสนั่นหวั่นไหวในแม่น้ำใหญ่ หวูไว่กับพวกรีบกระโจนไปที่กราบเรือทันที และมองเห็นเรือลำหนึ่งกำลังแล่นตามมาติดๆ ทั้งสามคมมองหน้าเลิ่กลั่กไปมา
“อย่ากลัวไปเลย พวกนั่นไม่มีทางตามเราทันหรอก” เสียงหวานหูของเอียนซีดังมาจากทางข้างหลัง ทำให้หวูไว่รีบหันไปมองทันที จริงซิ-พอขึ้นเรือมาเจอกับเจ้าเพื่อนสองคนนี่เขาก็ลืมนางไปสนิท
เอียนซี-อยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่มอมแมมไปมาก แต่ดวงหน้ากลับเกลี้ยงเกลา ไม่ขมุกขมอมเหมือนตอนที่อยู่บนฝั่งอีกแล้ว หญิงสาวยืนกอดอกมองสามเพื่อนหนุ่มจากหมู่บ้านเซียงอู่ไปมาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงกังวาน
“ขอบใจพวกเจ้ามากนะ”
“ใช่…ขอบใจมาก”
เสียงทุ้มใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลังของหญิงสาว และไม่ช้าร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฎต่อสายตาของหวูไว่
ร่างนั้นสูงสง่า หน้าตาหมดจด ผมยาวถูกรวบไว้ข้างหลังอย่างเป็นระเบียบ ขนคิ้วดกหนา ประกายตาเจิดจ้า หน้าผากกว้าง ในขณะที่จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเรียวบางคล้ายสตรี เสื้อผ้าไหมเนื้อดี และผ้าคลุมไหล่สีขาวสะอาดตาที่โบกพลิ้วไปมา ยิ่งขับบุคคลิกของชายที่อยู่เบื้องหน้าให้โดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้นไปอีก
“ข้าชื่อหลี่มู่ ขอบใจเจ้า” ชายหนุ่มผู้งามสง่ากล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆออกมา ก่อนจะหันไปทางเอียนซีที่ยืนอยู่เคียงข้าง
หวูไว่จะทำอะไรได้นอกจากยิ้มเก้อและเอามือเกาหัวตัวเองเท่านั้น
“ขอบใจที่ช่วย ซียี้” หลี่มู่พูดย้ำ
“ซียี้ เหรอ” หวูไว่ครางในลำคออย่างสงสัย
“พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด อีกไม่นานก็จะถึงเกียะหยู ข้ายังมีงานต้องทำ” เอียนซีว่า แล้วส่งรอยยิ้มน้อยๆให้หวูไว่ ก่อนจะเดินจากไปอย่างช้าๆ
หลี่มู่-ชายหนุ่มชะงักมองที่หวูไว่ชั่วครู่ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้าและก้าวเท้าไล่หลังเอียนซีไป
“หลี่มู่คนนี้สง่างามนักว่ามั๊ย” หวูไว่พูดออกมาเบาๆ ในขณะที่เพื่อนทั้งสองคนร้องอืมม์อยู่ในลำคอ
“เขาเป็นคนคุมเรือนี่หรือ” เด็กหนุ่มถามต่อ
“มั๊ง” อากิ ตอบ
“แล้วเขาเป็นอะไรกับคุณหนูเอียนละ ญาติ หรือ พี่ชาย”
“ว่าไงล่ะ…”
เด็กหนุ่มหันมามองเพื่อนสองคนที่ยืนเงียบ มีสีหน้าอึกอัก จนเด็กหนุ่มต้องสำทับขึ้นมาอีกครั้ง
“ว่าไงละ หลี่มู่ กับ เอียนซี เป็นอะไรกัน”
เรียว สบตากับอากิ แล้วหันมามองหวูไว่ด้วยสีหน้าประหลาด
“คืออย่างนี้นะหวูไว่ เท่าที่ข้ารู้ หลี่มู่คนนี้คือขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาวที่โด่งดังไปทั่วแผ่นดินไง” อากิ อธิบาย
“ก็ไม่แปลกหรอก…”
“ส่วนหลี่มู่กับเอียนซีของเจ้านะ…เอ้อ”
“ว่าไงเล่า…”เด็กหนุ่มชักรำคาญเจ้าเพื่อนตัวแสบที่ดันเกิดอาการพูดติดอ่างขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย”
เรียวหายใจยาวก่อนพูดเสียงละห้อยว่า
“แม่ทัพหลี่นะ…เป็นคู่หมั้นของคุณหนูเอียน หวูไว่เอ๊ย”
“อะไรนะ…”หวูไว่ครางในลำคอ
เด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่อ้าปากค้าง ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ รู้สึกอยากเป็นลมหน้ามืดขึ้นมา
โธ่เอ๊ย…
(1)
พระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าในขณะที่หวูไว่ก้าวเท้าลงเรือ น่าแปลกนักที่เรือลำที่จอดรออยู่ เป็นเรือโดยสารลำใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้ สามารถรับส่งผู้โดยสารได้หลายคน แต่มีเพียงหวูไว่และเอียนซีเท่านั้นที่เป็นผู้โดยสารในเที่ยวนี้
ก่อนขึ้นเรือ มีผู้เฒ่าร่างสูงโปร่ง สวมหมวกปิดบังใบหน้าเอาไว้ผู้หนึ่งก้าวยืนรออยู่บนฝั่งแนะนำตัวว่า ได้รับคำสั่งให้มารอพวกหวูไว่อยู่ที่นี่ และจะพาเดินทางไปถึงทางแยกที่เชื่อมกับแม่น้ำใหญ่เฉินเจียง
“การเดินทางสู่เกียะหยู วิธีที่สบายก็คือล่องเรือตามทะเลสาปนี้ ราวหนึ่งคืนพวกท่านก็จะไปถึงทางแยกที่จะออกสู่แม่น้ำเฉินเจียง ที่นั่นท่านสามารถขึ้นเรือใหญ่เพื่อออกไปทางแม่น้ำ ใช้เวลาเดินทางอีกราว 3 วันก็จะถึง”
ยังไม่ทันที่หวูไว่จะไถ่ถาม ผู้เฒ่าก็ชิงตอบอีกว่า “อีกทางหนึ่งก็คือท่านจะสามารถไปต่อได้ด้วยทางบก หลังจากเรือลำนี้พาเจ้าขึ้นฝั่งที่จะไปเชื่อมกับแม่น้ำใหญ่”
หวูไว่พยักหน้าอือออ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี คำถามที่ค้างอยู่ในใจก็คือ ทำไมลุงจึงสามารถจัดหาเรือโดยสารลำใหญ่นี้ได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้นะ
แต่ช่างเถิด-ขอให้เอียนซีปลอดภัยก็พอแล้ว
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจยาว พร้อมแล้วกับการเดินทางลงเรือเพื่อมุ่งสู่แม่น้ำเฉินเจียง เพราะนี่จะเป็นการเดินทางออกนอกเซียงอู่ของเขาเป็นครั้งแรก
และเมื่อเดินทางด้วยเรือโดยสารลำนี้ไปถึงปลายทางในตอนเช้า เขาและนางก็จะต้องจากกันแล้ว
คิดแค่นี้ หัวใจของเด็กหนุ่มก็ห่อเหี่ยวลง
(2)
การเดินทางด้วยเรือนับว่าสะดวกสบายยิ่ง เรือโดยสารแล่นฝ่าฟองคลื่นไปอย่างช้าๆ ลมบางๆลอยมาปะทะหน้าคนทั้งสองซึ่งยืนอยู่ที่กราบเรืออย่างเงียบเชียบ
หวูไว่กวาดสายตามองไปมองทิวทัศน์รอบข้าง แม้ความมืดจะปกคลุม แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงต้นไม้เขียวชะอุ่ม แล้วก็กระท่อมเล็กกระท่อมน้อยที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง นี่ถ้าเดินทางล่องเรือในตอนกลางวัน เขาคงจะได้สัมผัสทัศนียภาพที่งดงามกว่านี้แน่
ในขณะที่ หวูไว่เหม่อมองดูทิวทัศน์ทั้งสองฝั่ง เอียนซี-เงยตาคู่งามขึ้นไปมองท้องฟ้าเบื้องบน ซึ่งดารดาษไปด้วยดวงดาวน้อยใหญ่
แล้วหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง
“คุณหนูเอียน-ท่านทอดถอนใจทำไมเล่า เมื่อถึงฟ้าสางพวกเราก็จะปลอดภัยแล้ว และจะไม่มีคนในเซียงอู่คนใดได้รับอันตรายอีกด้วย ข้าว่าท่านควรดีใจเสียมากกว่า”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา
“ข้าเพียงแต่เสียดายนะ…”
“เสียดาย…เหรอ”หวูไว่ทวนคำ
เอียนซียิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า
“ข้าเสียดายเวลาหลายวันที่ผ่านมาในเซียงอู่นะ ข้าชอบพวกเจ้าทุกคนในหมู่บ้านที่มีน้ำใจ ชอบการใช้ชีวิตอันแสนจะเรียบง่ายและมีความสุขของชาวหมู่บ้านเซียงอู่ มันเป็นชีวิตที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน”
“แล้วก็เจ้า…หวูไว่”
หวูไว่งงงันอยู่วูบหนึ่ง
“เจ้าเป็นคนน้ำใจงามหวูไว่ แล้วก็ยังทำให้ข้าเข้าใจว่าความสุขของมนุษย์เราไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่คือการรู้สึกพึงพอใจกับโลกรอบข้าง ไม่เร่งร้อน ไม่กระวนกระวาย ข้าอิจฉาเจ้านะ”
เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆขึ้นมาครั้งหนึ่ง-อิจฉาเหรอ พูดเป็นเล่นไปน่า
แล้วหญิงสาวก็พูดต่อไป
“ข้าไม่ได้พูดเล่น ทุกครั้งที่เห็นประกายในแววตาของเจ้า มันช่างสดใส มีชีวิตชีวา ดูเหมือนไม่สิ่งใดซ่อนเร้นอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย”
“ที่สำคัญก็คือ ข้าสามารถคุยกับเจ้าได้อย่างเปิดเผย เจ้าตอบทุกคำถามที่ข้าอยากรู้ เป็นคนที่ข้าสามารถคุยได้โดยไม่ต้องระแวงว่ามีสิ่งใดที่แอบแฝงอยู่หรือไม่”
“ข้ามีความสุขที่สุดในช่วงหลายวันมานี้” เอียนซีเอ่ยกับเด็กหนุ่มโดยยังไม่ยอมละสายตาจากฟ้าเบื้องบนที่สะพรั่งด้วยดวงดาวน้อยใหญ่
หลายวันที่ผ่านมา หวูไว่ กับ หญิงงามแห่งเกียะหยูผูกพันกันด้วยความรู้สึกบางอย่าง ยิ่งได้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกัน ยิ่งเพาะความรู้สึกอันลึกล้ำระหว่างกัน ทำให้มีบางอย่างที่เชื่อมระหว่างหวูไว่กับเอียนซีเอาไว้
แต่มันใช่ความรู้สึกฉันท์หนุ่มสาวละหรือ-หวูไว่ไม่แน่ใจนัก
และที่สำคัญทุกอย่างกำลังจะจบลงในอีกไม่กี่ยามข้างหน้านี้แล้ว-ไม่ใช่หรือ
“คุณหนูเอียน”หวูไว่พึมพำ
หญิงสาวขยี้เท้า ย่นจมูกอย่างแง่งอน
“นี่หวูไว่ ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่าหนูเอียน”
เด็กหนุ่มเอามือเกาหัวแกรก ยิ้มอย่างละอาย และหันสบตากับหญิงสาว ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของทั้งสองคน ท่ามกลางดาวที่พร่างพรายอยู่เต็มฟากฟ้านั่น
(3)
ไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกที หวูไว่ก็ได้ยินเสียงผู้เฒ่าเจ้าของเรือตะโกนบอกว่า “ไกล้ถึงฝั่งแล้วๆ” เด็กหนุ่มเอามือขยี้ตาสลัดความงัวเงีย ก่อนจะพาตัวเองออกไปทางกราบเรือด้านหน้า ที่นั่นเขาเห็นเอียนซี-ยืนเหม่อมองทิวทัศน์สองข้างด้วยอาการเงียบสงบ ความมืดเริ่มจางลง ในขณะที่ความสว่างเริ่มเข้ามาแทนที่
หวูไว่หันมองไปทางขวามือของกราบเรือ มองเห็นฝั่งห่างออกไปไม่ไกลนัก อีกไม่ช้าเรือก็จะเข้าเทียบฝั่งแล้ว มองไปข้างหน้าไกลลิบ แม่น้ำกว้างทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา มีบ้านหลังเล็กกระจายให้เห็นเป็นจุดๆ
“ข้าหวังว่า จากกันครั้งนี้คงจะไม่ใช่การจากกันอย่างถาวรหรอกนะ”เอียนซีกล่าวโดยไม่ได้หันหน้ากลับมา
หวูไว่หลังคุ้ม คอตก จริงซิ-การลาจากกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้แหละ เมื่อเรือจอดที่ฝั่ง หญิงสาวก็ต้องเดินทางต่อไปที่เมืองเกียะหยู คาดว่าจะรอโดยสารเรือใหญ่ที่จะพาแล่นผ่านแม่น้ำกว้างเบื้องหน้านั่น ส่วนเขาก็คงจะหาม้าเพื่อขี่กลับไปยังเซียงอู่
“ข้าชอบหมู่บ้านของเจ้า ถ้ามีโอกาสข้าอยากกลับไปอีก ได้มั๊ย หวูไว่”
ทำไมจะไม่ได้-เด็กหนุ่มคิด แต่ในขณะนี้เขารู้สึกคอแห้ง พูดไม่ออก ทำได้ก็แค่พยักหน้าเท่านั้น
ระหว่างที่ทำอะไรไม่ถูก เรือก็จอดเข้าเทียบท่าอย่างเชื่องช้า ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรแก่กัน ก้าวลงจากเรือ
“ท่านทั้งสอง…”
เสียงของผู้เฒ่าเจ้าของเรือทำให้ทั้งสองคนต้องชะงักเท้าและหันมองกลับมา
“ท่านเดินอ้อมโขดหินทางซ้ายมือนั่นไป แล้วเดินตรงไปอีกนิดก็จะพบทางเดินเล็กๆสู่ชายป่าอีกด้าน พ้นชายป่าอีกแล้วพวกท่านก็จะปลอดภัย”
“อ้อ…”หวูไว่ตอบได้แค่นั้น หันไปกล่าวขอบคุณผู้เฒ่าที่ยังคงสวมหมวกปิดบังใบหน้าไว้ แล้วพยักเพยิดชักชวนให้เอียนซีเดินตามมา
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนอย่างสับสนอลหม่านดังขึ้น คละเคล้าไปกับเสียงฝีเท้าถี่ยิบของม้าฝูงใหญ่ที่น่าจะมุ่งตรงมาที่ชายป่าที่อยู่ไกล้ๆ
“รีบไป” เอียนซีพูดเหมือนตะโกน และวิ่งทะยานนำหน้าเด็กหนุ่มมุ่งผ่านโขดหินไป
เพียงอึดใจเด็กหนุ่มก็วิ่งตามหญิงสาวแห่งเกียะหยูมาจนถึงชายป่า ภาพที่เห็นทำให้เด็กหนุ่มตะลึงพูดอะไรไม่ออก
“แย่แล้ว…”หวูไว่คราง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ลานกว้างเบื้องหน้า ทหารอัศวินดำแต่งเต็มยศ ในมือถือทั้งกระบี่ ดาบ ธนู บางส่วนนั่งอยู่บนม้าศึก บางส่วนก็แยกย้ายอยู่ทางซ้ายบ้าง ขวาบ้าง รวมแล้วน่าจะกว่าร้อยคน
เบื้องหลังทหารอัศวินดำเหล่านั้น มีรถม้าสีดำทะมึนจอดอยู่คันหนึ่ง
หวูไว่ได้แต่ครางในใจ-ซวยอีกแล้วเรา
มีร่างคนผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผมยาวถึงต้นคอ ใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่งได้รูป ทุกอย่างช่วยเสริมบุคคลิกให้เด่นสะดุดตา เสียดายก็แต่ในดวงตาโปนโตคู่นั้นที่ส่อถึงความเจ้าเล่ห์ ในขณะที่เกราะสีดำ และหมวกเหล็ก แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้คือ หนึ่งในทหารของกองทหารอัศวินดำอย่างไม่ต้องสงสัย
“ที่แท้ก็ขุนพลอู๋…”เอียนซีที่ยืนอยู่ข้างๆหวูไวพูดเสียงดังในลำคอ
“ไม่พบเสียนานนะ คุณหนูเอียน”
กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกแล้ว ขุนพลอู๋ที่ว่าก็เหลือบตามองมายังหวูไว่ ใช้สายตาอันคมกล้ามองเด็กหนุ่มตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า และพยักหน้าอย่างพออกพอใจ
“เป็นเจ้า…”
หวูไว่สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ขุนพลอู๋ทำท่าเหมือนรู้จักเขาดีอย่างนั้นแหละ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับขุนพลหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี่นา
แล้วเอียนซีก็ชักกระบี่ออกจากฝัก ประกายกระบี่สะท้อนกับแสงอาทิย์ยามเช้าเป็นรัศมีเจิดจ้าออกมา
“ปล่อยชายหนุ่มคนนี้ไป เขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขุนพลอู๋ซี”
ขุนพลหนุ่มที่ขณะนี้ยืนล้ำอยู่ข้างหน้ากลุ่มทหารอัศวินดำเงยหน้าหัวเราะ
“คุณหนูเอียน-ท่านแอบมาขโมยแผนที่ทหารถึงในค่ายทหารของข้า แล้วยังกล้าให้ข้าปล่อยคนอีกหรือนี่ ฝันไปหน่อยมั๊ง”
แล้วขุนพลอู๋ซีก็ส่ายหน้า
“ข้าปลอยตัวคุณหนูไม่ได้ แล้วก็…” กล่าวเสร็จขุนพลอู๋ซีก็ใช้มือขวาที่กุมกระบีสีดำชี้ปราดมาที่หวูไว่
“เจ้าหนุ่มคนนี้ก็ปล่อยไม่ได้ มันคือคนที่ท่านนายพลซื่อชางต้องการตัว”
หา-หวูไว่ร้องขึ้นมาอย่างตกใจ และเมื่อหันไปมองเอียนซีก็พบว่านางกำลังมองมาด้วยดวงตาเบิกโพลง สีหน้าบ่งบอกความประหลาดใจอย่างที่สุด
เด็กหนุ่มไม่รู้จักนายพลซื่อชางอะไรที่ว่ามานั่นเลย และเรื่องทั้งหลายทั้งมวลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามันไม่ควรจะเกี่ยวกับเขาเลยสักนิดด้วย
“รีบไป…”เสียงหญิงสาวจากเกียะหยูกระซิบบอกเขา แต่จะได้อย่างไรกัน หวูไว่จะปล่อยให้เอียนซีอยู่สู้กับทหารนับร้อยเบื้องหน้าเพียงคนเดียวนะหรือ-เป็นไปไม่ได้
“ท่านนั่นแหละไป…คุณหนู” อะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้หวูไว่พูดไปเช่นนั้น
ทหารบนม้านั่น และที่ยืนเรียงรายโอบล้อม รวมทั้งขุนพลอู๋ซีอะไรที่ว่านั้นชักอาวุธออกมาแล้ว บางคนก็เป็นดาบ กระบี่ ทวน บางคนที่ถือธนูก็ตั้งคันขึ้นมา
หวูไว่กลืนน้ำลาย ขาสั่น สะบัดศรีษะไปมาเพื่อสะบัดไล่ความงุนงง คิดไม่ออกว่าจะรอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร
แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้ หวูไว่ก็เห็นร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวตรงเข้ามา หลังจากมองอยู่พักใหญ่ เด็กหนุ่มก็จำได้ถึงเสื้อโทรมๆมอๆ แล้วก็หมวกที่ปิดบังใบหน้านั่น
นั่นมันตาเฒ่าเจ้าของเรือไม่ใช่หรือ ทำไมถึงไม่ล่องเรือกลับไปเสียเล่า จะเดินมาหาความตายร่วมกับพวกเขาทำไม
ชั่วอึดใจ เฒ่าที่พาพวกหวูไว่ล่องเรือมาถึงที่นี่ก็มายืนสมทบกับหวูไว่และเอียนซี ตาเฒ่าใส่หมวกกุยเล้ยบดบังใบหน้าเอาไว้ แต่ยังมองเห็นเคราสีดอกเลาที่ยื่นยาวออกมา
“ยินดีที่ได้พบกับขุนพลอู๋ซี นายทหารเอกของกองทัพอัศวินดำ” ในที่สุดตาเฒ่าก็พูดทำลายความเงียบขึ้นมา
กล่าวจบแล้ว ตาเฒ่าก็ถอดหมวกออกและพลางเดินไปยืนประจันหน้ากับทหารอัศวินเบื้องหน้านั่น ไม่มีอาการประหวั่นพรั่นพรึงสักนิด
“นั่นมัน…” หวูไว่พึมพึมขึ้นมา แม้จะมองจากด้านหลังเขาก็จำผู้เฒ่าคนนี้ได้แล้ว เสียงอันอ่อนโยน แล้วก็เคราสีดอกเลานั่น…
“ข้าเองนั่นแหละหวูไว่ อย่าตกใจไปเลย”
เฒ่าเจ้าของเรือกล่าวลอยๆขึ้นมา ก่อนจะหันหน้ามองกลับมาที่พวกหวูไว่ ดวงตาสุกใส แล้วก็รอยยิ้มอันเปี่ยมเมตตานั่น จะเป็นใครไปได้เล่านอกจาก นักพรตเฒ่าที่ช่วยชีวิตเขาไว้คราวก่อนนั่นเอง
หวูไว่ งุนงง หันไปมองเอียนซี ที่ยืนอยู่เคียงข้างก็มองมาที่เขาเหมือนอยากจะถามเช่นกันว่านี่มันคือเรื่องราวอะไรกันแน่
“ท่านคือ…”เสียงของอู๋ซีดังขัดจังหวะขึ้นมา
“ข้าก็เป็นนักพรตธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ชื่อข้าไม่มีความสำคัญหรอก”
กล่าวจบ นักพรตผู้มีความมาอันแปลกประหลาดก็หยิบแส้ปัดออกมาถือไว้ในมือขวา แล้วหัวเราะเสียงเบาๆ
ขุนพลหนุ่มอู๋ซีเพ่งตามองนักพรตเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตายิบหยี แล้วยกเอากระบี่พาดไว้ที่หน้าอก นิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนพยักหน้าเหมือนคิดอะไรออกบางอย่าง
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านคือนักพรตจางเหลียง…”
สิ้นเสียงกล่าวของขุนพลหนุ่ม เสียงอุทาน ตะโกนถาม ของทหาร อัศวินดำก็ดังระงมขึ้นมา แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ที่แน่ๆแค่ชื่อของนักพรตก็สร้างความโกลาหลให้เหล่าทหารนั่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
นักพรตจางเหลียงเหรอ-หวูไว่บอกกับตัวเองในใจ ไม่เคยได้ยินสักหน่อย แต่ทำไมนักพรตเฒ่าจึงรู้จักเขาได้นะ แถมนี่ยังช่วยชีวิตเขาเอาไว้อีก และไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย
แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ-จะรับมือกับทหารนับร้อยเบื้องหน้านั่น-ฝันไปหรือเปล่า
ฟ้าสว่างแล้ว แต่ดูเหมือนลมจะไม่ไหวติง หวูไว่รู้สึกหายใจติดขัด อึดอัดกับบรรยากาศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ตอนแรก ทหารพวกนั้นชักอาวุธออกมาคงจะเตรียมลงมือจับพวกเขาไป แต่ดูเอาเถิด แค่เพิ่มนักพรตเข้ามาอีกคน สถานการณ์ก็เริ่มจะเปลี่ยนไป
แล้ว ขุนพลอู๋ซีก็ชักกระบี่ออกมา ประกายกระบี่กระทบแสงอาทิตย์และสะท้อนมาโดนใบหน้าของหวูไว่จนต้องบังมือขึ้นปิดดวงตา
“ถึงอย่างไร ข้าก็มีทหารมานับร้อย ข้าว่าท่านนักพรตหลีกทางให้ข้าเสียจะดีกว่า” ขุนพลหนุ่มอัศวินดำพูดเหมือนคำราม
“ลงมือ…”
“ช้าก่อน…” นักพรตส่งเสียงห้าม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“การรบพุ่งเยี่ยงนี้ไม่ส่งผลดีกับท่านหรือข้าหรอก เลิกแล้วแต่กันแค่นี้เถิด”
“เลิกเหรอ…น่าหัวเราะ” ขุนพลอู๋ซีพูดเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ
แต่ทันใดนั้น เสียงแตรศึก หวูดสัญญานก็ดังแผดขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง ดูเหมือนมันจะดังมาจากไกล้กับทะเลสาปที่หวูไว่ก้าวลงจากเรือนั่นเอง
“ข้าบอกแล้วขุนพลอู๋…” นักพรตเฒ่าว่าด้วยน้ำเสียงเย็น
ยังไม่ทันที่จะจับต้นชนปลายว่าอะไรเป็นอะไร หวูไว่ก็รู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างใต้แขนดันร่างของเขาขึ้น จนดูเหมือนร่างของเขาทะยานขึ้นจากพื้นดิน ตามมาด้วยมือซูบของใครดึงหลังเสื้อของเขาขึ้นด้วยแรงดึงอันมหาศาล
เหวอ-เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวกำลังปลิวอยู่กลางอากาศ หลับตาปี๋ด้วยความเสียวไส้
แต่หูแว่วเสียงขุนพลอู๋ไล่หลังมาว่า “รีบไล่ตาม อย่าให้พวกมันหนี”
มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย…
(4)
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ แล้วหวูไว่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับรู้สึกเหมือนเท้าทั้งสองสัมผัสพื้นอีกครั้ง เหลียวมองไปรอบตัว แล้วก็ต้องร้องอย่างตกใจขึ้นมา เมื่อพบว่าขณะนี้ตัวเองมายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้างๆเขาเอียนซี-ยืนเหนื่อยหอบ เหงื่อเม็ดพราวผุดขึ้นที่หน้าผากและจมูก
เขามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะเมื่อตะกี้ยังตกอยู่ในวงล้อมของทหารอัศวินดำนับร้อยอยู่แท้ๆ
มีใครเอามือตบบ่าเด็กหนุ่มจนสะดุ้งทั้งตัว เหลียวไปมองก็พบว่า เป็นนักพรตเฒ่านั่นเอง
“นี่…ท่าน” หวูไว่ร้องถามอย่างงุนงง
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร นักพรตก็หัวเราะอย่างเบาๆ แล้วเอามือชี้ไปที่แม่น้ำกว้างนั่น เมื่อมองตามไปเด็กหนุ่มก็ถึงแก่ตาลุกโพลงด้วยความตกใจ
ไม่ไกลจากที่เด็กหนุ่มแห่งเซียงอู่ยืนอยู่ เรือลำใหญ่ลำหนึ่งกำลังแล่นมาทางนี้ เป็นเรือลำใหญ่พิเศษ หวูไว่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต และเสียงเป่าแตร เสียงหวูด เสียงย่ำกลองดังมาจากเรือลำนั้นเอง
“รีบไปเถิด คุณหนู” นักพรตหันไปทางเอียนซี ก่อนจะชี้มือไปยังเรือเล็กลำหนึ่งที่จอดไว้ริมฝั่ง ก่อนจะหันมาตบไหล่หวูไว่เบาๆ แล้วเอ่ยว่า
“เจ้ารีบขึ้นเรือเล็กเพื่อไปขึ้นเรือรบใหญ่นั่นเถิด เวลามีไม่มากนักแล้ว”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มอิดออด ถ้าเขาและเอียนซีไปเสียแล้ว นักพรตคนเดียวจะรับมือกับทหารพวกนั้นได้อย่างไรกัน
“ไปเถิด ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่เป็นไรหรอก รีบขึ้นเรือเถิด แล้วพบกันใหม่หวูไว่”
ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะโต้ตอบอะไร นักพรตเฒ่าก็พุ่งจากไป แต่พูดให้ถูกเหมือนจะบินหนีไปต่างหาก ถ้าหากดูจากท่าร่างอันปราดเปรียวที่ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็ลับหายไปจากทิวไม้นั่น
“ไปเถิด…หวูไว่” เอียนซี ที่ไปยืนอยู่บนเรือเล็กริมฝั่งตะโกนบอก
เด็กหนุ่มรับคำ ก่อนจะเดินลุยน้ำขึ้นไปอยู่บนเรือเล็ก รับพายมาจากหญิงสาวก่อนจะเอ่ยถามว่า
“แล้วพวกเราจะไปไหนกัน…”
เอียนซียิ้มกว้างแล้วพยักเพยิดไปทางเรือลำใหญ่ที่กางใบท้าแรงลมอยู่ไม่ไกล
“เราจะไปขึ้นเรือลำนั้น แล้วเราจะได้กลับบ้าน”
“กลับบ้านเหรอ…”หวูไว่ทวนคำ
หญิงสาวพยักหน้าแล้วหัวเราะอย่างอายๆ
“นั่นคือเรือรบมังกรจากเกียะหยู พวกบนเรือนั่นคือทหารจากกองกำลังเมฆขาวไง”
“กองกำลังเมฆขาวเหรอ…”หวูไว่พึมพำ
เด็กหนุ่มจ้ำพายแรงขึ้น เหม่อมองไปยังเรือลำยักษ์นั่น งุนงงสงสัยว่ามีอะไรรอเขาอยู่นะ แล้วเซียงอู่ละ-เขาจะได้กลับไปอีกเมื่อไหร่
(5)
เด็กหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง เมื่อหย่อนเท้าขึ้นบนเรือรบมังกรนั่น เสียงโหวกเหวกอันคุ้นเคยก็ดังลั่นขึ้นมา
“หวูไว่ หวูไว่เว้ย…”
เจ้าอ้วน-อากิ และเจ้าโย่ง-เรียว วิ่งมาจากด้านไหนของดาดฟ้าของเรือก็ไม่รู้ กว่าจะรู้อีกที หวูไว่และเจ้าเพื่อนตัวแสบสองคนนั่นก็กอดกันกลมเสียแล้ว ไม่สนใจสายตาหลายคู่ของทหารที่จ้องมองมาสักนิด
ถึงจะจากกันไม่กี่วัน แต่ต้องเจอเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนอย่างนี้จะไม่ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งก็แปลกไปละ
และยังไม่ทันที่หวูไว่และพวกจะสนทนากันจบ เสียงแตรศึกก็แผดเสียงสนั่นขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงตูมสนั่นหวั่นไหวในแม่น้ำใหญ่ หวูไว่กับพวกรีบกระโจนไปที่กราบเรือทันที และมองเห็นเรือลำหนึ่งกำลังแล่นตามมาติดๆ ทั้งสามคมมองหน้าเลิ่กลั่กไปมา
“อย่ากลัวไปเลย พวกนั่นไม่มีทางตามเราทันหรอก” เสียงหวานหูของเอียนซีดังมาจากทางข้างหลัง ทำให้หวูไว่รีบหันไปมองทันที จริงซิ-พอขึ้นเรือมาเจอกับเจ้าเพื่อนสองคนนี่เขาก็ลืมนางไปสนิท
เอียนซี-อยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่มอมแมมไปมาก แต่ดวงหน้ากลับเกลี้ยงเกลา ไม่ขมุกขมอมเหมือนตอนที่อยู่บนฝั่งอีกแล้ว หญิงสาวยืนกอดอกมองสามเพื่อนหนุ่มจากหมู่บ้านเซียงอู่ไปมาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงกังวาน
“ขอบใจพวกเจ้ามากนะ”
“ใช่…ขอบใจมาก”
เสียงทุ้มใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลังของหญิงสาว และไม่ช้าร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฎต่อสายตาของหวูไว่
ร่างนั้นสูงสง่า หน้าตาหมดจด ผมยาวถูกรวบไว้ข้างหลังอย่างเป็นระเบียบ ขนคิ้วดกหนา ประกายตาเจิดจ้า หน้าผากกว้าง ในขณะที่จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเรียวบางคล้ายสตรี เสื้อผ้าไหมเนื้อดี และผ้าคลุมไหล่สีขาวสะอาดตาที่โบกพลิ้วไปมา ยิ่งขับบุคคลิกของชายที่อยู่เบื้องหน้าให้โดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้นไปอีก
“ข้าชื่อหลี่มู่ ขอบใจเจ้า” ชายหนุ่มผู้งามสง่ากล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆออกมา ก่อนจะหันไปทางเอียนซีที่ยืนอยู่เคียงข้าง
หวูไว่จะทำอะไรได้นอกจากยิ้มเก้อและเอามือเกาหัวตัวเองเท่านั้น
“ขอบใจที่ช่วย ซียี้” หลี่มู่พูดย้ำ
“ซียี้ เหรอ” หวูไว่ครางในลำคออย่างสงสัย
“พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด อีกไม่นานก็จะถึงเกียะหยู ข้ายังมีงานต้องทำ” เอียนซีว่า แล้วส่งรอยยิ้มน้อยๆให้หวูไว่ ก่อนจะเดินจากไปอย่างช้าๆ
หลี่มู่-ชายหนุ่มชะงักมองที่หวูไว่ชั่วครู่ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้าและก้าวเท้าไล่หลังเอียนซีไป
“หลี่มู่คนนี้สง่างามนักว่ามั๊ย” หวูไว่พูดออกมาเบาๆ ในขณะที่เพื่อนทั้งสองคนร้องอืมม์อยู่ในลำคอ
“เขาเป็นคนคุมเรือนี่หรือ” เด็กหนุ่มถามต่อ
“มั๊ง” อากิ ตอบ
“แล้วเขาเป็นอะไรกับคุณหนูเอียนละ ญาติ หรือ พี่ชาย”
“ว่าไงล่ะ…”
เด็กหนุ่มหันมามองเพื่อนสองคนที่ยืนเงียบ มีสีหน้าอึกอัก จนเด็กหนุ่มต้องสำทับขึ้นมาอีกครั้ง
“ว่าไงละ หลี่มู่ กับ เอียนซี เป็นอะไรกัน”
เรียว สบตากับอากิ แล้วหันมามองหวูไว่ด้วยสีหน้าประหลาด
“คืออย่างนี้นะหวูไว่ เท่าที่ข้ารู้ หลี่มู่คนนี้คือขุนพลเอกของกองกำลังเมฆขาวที่โด่งดังไปทั่วแผ่นดินไง” อากิ อธิบาย
“ก็ไม่แปลกหรอก…”
“ส่วนหลี่มู่กับเอียนซีของเจ้านะ…เอ้อ”
“ว่าไงเล่า…”เด็กหนุ่มชักรำคาญเจ้าเพื่อนตัวแสบที่ดันเกิดอาการพูดติดอ่างขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย”
เรียวหายใจยาวก่อนพูดเสียงละห้อยว่า
“แม่ทัพหลี่นะ…เป็นคู่หมั้นของคุณหนูเอียน หวูไว่เอ๊ย”
“อะไรนะ…”หวูไว่ครางในลำคอ
เด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่อ้าปากค้าง ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ รู้สึกอยากเป็นลมหน้ามืดขึ้นมา
โธ่เอ๊ย…
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
