(1)
ลมยามดึกแผ่ความหนาวเย็นออกมา ภายใต้แสงจันทร์นวลในสวนดอกไม้อันเงียบสงบ ที่มีเสียงใบไม้ดังกรูเกรียวอยู่ไปมา ร่างหนึ่งกำลังกระโดดไปมา ซ้ายที ขวาที ล้มคว่ำล้มหงายก็ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังหยัดร่างลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมย่อท้อ
แต่ก็มีอยู่บางจังหวะที่ยืนหอบหายใจด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็นนาน
“เฒ่าลู่…นี่ข้าเหนื่อยแล้วนะ เหนื่อยมากด้วย จะให้ข้ากระโดดไป กระโดดมาอย่างนี้ทั้งคืนเลยเหรอ” ร่างนั้นตัดพ้อ แล้วเอามือเกาหัวตัวเองไปมาอย่างหงุดหงิดใจ
ใช่แล้ว-ร่างที่โลดเต้นไปมาด้วยอาการเก้กังอยู่เป็นนานก็คือ หวูไว่-เด็กหนุ่มผมสีทองจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่นเอง
และชายเฒ่าที่ลูบคางตัวเองและยิ้มน้อยๆออกมาก็คือเฒ่าบ้า-ตาเฒ่าลู่แห่งสวนดอกไม้
“ข้าหวังดีต่อเจ้าหรอกไอ้หนู…”
“เอาละ…คราวนี้ ข้าอยากให้เจ้ายกหมัดต่อยมาที่ข้าเต็มแรงอย่างไม่ต้องเกรงใจเลย”
“หา…อะไรนะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงหลง แม้จะใช้แรงกระโดดไปมาอยู่เป็นนานแต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็เชื่อว่าตัวเองยังมีแรงเหลือเฟือที่จะต่อยใส่ตาเฒ่าที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า แล้วทำไมเฒ่าลู่ถึงคิดอะไรเพี้ยนๆเช่นนี้
“เฒ่าลู่ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ”
ตาเฒ่าเพ่งมองเด็กหนุ่มครู่ใหญ่ แล้วหัวเราะหึหึขึ้นมา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ข้าไม่ได้พูดผิด ไม่ได้เพี้ยน หรือบ้าอะไรอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกน่า มาเถอะกำหมัดแล้วชกมาที่ข้าเถิด ไม่เป็นไรหรอกน่า”
หวูไว่ถอนหายใจออกมา แล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก
เขาจะทำอะไรได้เล่านอกจากพุ่งหมัดขวาตรงไปยังบริเวณหน้าอกของเฒ่าลู่เต็มแรง แต่เป็นการพุ่งน้ำหนักหมัดไปโดยที่เจ้าของมือเอาแต่หลับตาปี๋
แต่แล้ว หวูไว่รู้สึกเหมือนว่าหมัดของตัวเองแหวกถูกแต่ลมในอากาศไปเท่านั้น หาได้พุ่งไปที่ร่างของตาเฒ่าแต่อย่างใด
เพราะอะไรกัน
เด็กหนุ่มนึกได้แค่นั้นขณะลืมตาขึ้น
และเหมือนมีแรงดันบางอย่างกระแทกเข้ากลางหลัง จนเซหลุนๆไปนอนจุกแอ้กอยู่บนพื้นเป็นนาน
เฮ้ย…
มองไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เมื่อพบว่าแรงดันบางอย่างเกิดขึ้นจากน้ำมือของเฒ่าลู่ที่ไปยืนอยู่ทางด้านหลังของตัวเองได้อย่างไรไม่รู้
“นี่มัน…”
เฒ่าลู่หัวเราะแล้วพูดว่า
“ที่ข้าให้เจ้ากระโดดไปมา ชกต่อยลืมวืดวาดในตอนแรก รวมทั้งชกมาที่ข้านั่นมันคือการใช้พละกำลังจากร่างกายของเจ้าที่มีทั้งหมด เป็นเหมือนการรุกไปข้างหน้าโดยใช้กำลังโจมตี”
“และที่ส่งเจ้าลงไปนอนกองอยู่นั่น มันคือคือการตั้งรับ ที่เน้นความอ่อนโยน แล้วหาช่องว่าง หาจุดว่างในตัวของเจ้าเพื่อตีโต้ออกไป”
“แล้วมันมีความหมายว่าอะไรเล่า ตาเฒ่า”
“มันก็คือ หยิน และ หยาง”
“หยิน และ หยาง เหรอ” เด็กหนุ่มทวนคำ
ตาเฒ่าพยักหน้า
“มันคือแข็งและอ่อน ในโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยสองสิ่งนี้เด็กโง่ บางขณะหยินก็เป็นใหญ่ แต่บางเวลาก็จะเป็นหยาง เจ้าเพียงรู้จักพลิกแพลง เชื่อมต่อระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้เท่านั้น เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อตัวเจ้า”
เฒ่าลู่เพ่งมองมาที่เด็กหนุ่มแล้วพูดว่า
“จงสงบนิ่ง มีสติ เมื่อมีสมาธิ ปัญญาย่อมจะเกิดขึ้น”
หวูไว่เริ่มงงแล้ว ที่ตาเฒ่าพูดมามันเกี่ยวกับการที่เขาชกลมวืดวาดเมื่อตะกี้ด้วยหรือนี่
“ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะสร้างความกลมกลืนระหว่างหยินและหยางได้ มันจะช่วยป้องกันเจ้าจากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้แน่ เชื่อข้าซิ”
“แล้วข้าจะเรียนรู้มันได้อย่างไร เฒ่าลู่”
“เถอะน่า… อย่ากลัวไปเลย”
ตาเฒ่าผู้แปลกประหลาดบอก
(2)
“เอาไป…”
“อะไรกันตาเฒ่า ดาบเล่มนี้มัน…”
“เถอะน่า…”
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา รับดาบจากมือเฒ่าลู่ด้วยอาการมึนงง ดาบเล่มนี้แทบจะไม่สามารถเรียกว่าดาบได้เลย เพราะมันไม่มีด้ามดาบ ไม่มีฝัก ที่สำคัญไม่มีประกายวาววับเหมือนดาบทั่วไป
เพราะมันเป็นดาบไม้
เป็นดาบไม้ที่มีขนาดกระชับสั้น ว่าไปแล้วเหมือนแผ่นไม้บางๆที่ผ่านการเกลาจนเป็นรูปร่างเหมือนดาบขึ้นมาเท่านั้น
มันจะใช้ป้องกันตัวได้อย่างไร จะตัดต้นหญ้าที่รกรุงรังในสวนดอกไม้ได้หรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่
“เฒ่าลู่ ดาบนี้จะใช้ทำอะไรได้เนี่ย ข้าไม่คิดว่ามัน…”
“เด็กโง่”
ตาเฒ่าตวาดเบาๆแล้วอธิบาย
“อาวุธเป็นเพียงวัตถุภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องรู้ใช้ดาบให้เป็นเท่านั้น”
“งั้นเหรอ…”
“งั้นซิ…มันคือการผสานระหว่างจิตกับวัตถุ เมื่อเจ้ารู้จักใช้จิตผนึกเข้ากับอาวุธ จะเป็นดาบไม้ หรือจากดาบวิเศษก็ไม่มีความแตกต่างกัน…”
แล้วเฒ่าลู่ก็ย้ำในประโยคต่อมาอีกว่า
“ดาบไม้มันเหมาะกับเจ้า เพราะมันเป็นดาบที่ใช้เพื่อช่วยเหลือคน ไม่ใช่ฆ่าคน”
อย่างนั้นก็เถอะ-หวูไว่ก็ยังสงสัยอยู่ดี มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นกระมัง
“จงจดจ่ออยู่กับดาบ ละทิ้งทุกอย่างและมีสมาธิอยู่กับมัน”ตาเฒ่าว่า
“แล้วข้าจะบังคับมันได้อย่างไร…”เด็กหนุ่มถาม
เฒ่าลู่ยิ้ม
“นอกจากใช้จิตผนึกกับอาวุธแล้ว เจ้าต้องปล่อยให้ร่างกายของเจ้าเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ”
“ฟังดูงงๆนะ เฒ่าลู่”
“จำได้มั๊ยเจ้าเด็กโง่ คำที่ข้าเคยบอก ต้นไผ่ สายน้ำ และ ดวงดาว”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ
“เจ้าหลับตาซิ และนึกถึงคำว่าต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“ลองนึกถึงต้นไผ่ เห็นมั๊ยว่ามันเรียวยาว บอบบาง แต่สังเกตหรือไม่ว่าจะมีลมแรงเพียงไร ไผ่ไม่โดนหักโค่น มันเพียงเอนไหวมาก็สลายลมแรงเหล่านั้นได้หมดแล้ว หากการเคลื่อนไหวของเจ้ากระทำได้เยี่ยงนั้นยามต่อสู้ เจ้าย่อมจะคลี่คลายสถานการณ์จากหนักเป็นเบาได้”
“ทำตัวเหมือนต้นไม้หวูไว่ ตั้งตระหง่าน สงบนิ่ง และรอคอย”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องอืมม์ในลำคอ
“แล้วก็สายน้ำ มันไหลเรื่อยต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งไม่มีสิ่งใดมากีดขวางมันก็จะยิ่งไหลไปตามเส้นทางของมัน ว่าไปแล้วมันก็คือเหมือนกระบวนท่าดาบที่หากควบคุมได้อย่างต่อเนื่องจะเปล่งประสิทธิภาพออกมาอย่างเต็มที่ เป็นการรุกไปข้างหน้ายังไงละ”
“แล้วดวงดาวละ…”เด็กหนุ่มถามทั้งๆที่ยังนั่งหลับตาอยู่
“เด็กโง่เอ๋ย-ดวงดาวมีการเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง และการเคลื่อนไหวของดวงดาวเป็นตัวนำการเคลื่อนไหวต่างๆบนโลก ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรไปทางใด การเคลื่อนไหวของมนุษย์โลก พืช สัตว์ทั้งมวล ก็ดูจะเคลื่อนที่ไปในธรรมชาติเช่นเดียวกัน”
“ดังคำที่ว่าคล้อยเพื่อเคลื่อนตาม คล้อยตามจึงเคลื่อนยังไงเล่า”
หวูไว่ลืมตาตื่นขึ้น ความสว่างลุกโพลนอยู่ภายใน
“เฒ่าลู่ ถ้าอย่างนั้นที่แท้ ต้นไผ่ สายน้ำ ดวงดาวคือเคล็ดแห่งวิชาฝีมือหรือนี่”
“มันก็แล้วแต่เจ้าจะคิดซิ ข้าบอกแล้วไงว่า ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาวมีความลี้ลับให้เจ้าค้นหา มันแล้วแต่เจ้าจะตีความออกมาอย่างไร แล้วก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้าเองอีกด้วย”
เด็กหนุ่มอ้าปากหวอแล้วใช้มือเกาศรีษะตัวเองอีกครั้งแล้ว
“หวูไว่ ทั้งหมดที่ว่ามาเจ้าเข้าใจหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแต่ก็ยังขัดข้องใจจนต้องเอ่ยถามออกไปว่า
“แต่ข้าจะแปรเปลี่ยนมันเพื่อใช้กับดาบไม้เล่มนี้ได้อย่างไร”
ตาเฒ่าลู่เอามือลูบเคราของตัวเอง แล้วหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาอ่อนโยน
“มันจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเจ้ารู้จักฝึกฝนและมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากขึ้นนั่นเอง”
“อะไรนะ…”หวูไว่ร้องได้แค่นั้น
(3)
เสียงดาบไม้ปะทะกับสายลมอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัดในลานของสวนดอกไม้
ถ้าใครได้เห็นหวูไว่ในยามนี้คงจะประหลาดใจอยู่มาก ร่างที่เคลื่อนไหวไปมาผสานเข้ากับกระบวนดาบได้อย่างกลมกลืน แม้จะดูเก้กัง ติดขัดในบางจังหวะ แต่นานเข้าเด็กหนุ่มก็ดูจะควบคุมดาบในมือได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนพอจะกล่าวได้ว่าพอรู้จักใช้ดาบเป็นบ้างแล้ว
“เจ้าทำได้ดีมาก หวูไว่”เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง
เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองก็พบเฒ่าลู่ยืนมือไขว้หลัง เฝ้าดูการรำดาบของตนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
“แต่ข้าคิดว่า…”
“หวูไว่…เจ้าเพิ่งฝึกฝนอย่ารีบเร่งไปหน่อยนักเลย ความสำเร็จมันเกิดในเวลาชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอก”
“ทราบแล้ว เฒ่าลู่”
“เอ๊ย…อาจารย์”
แต่เฒ่าลู่ส่ายหน้า
“อย่าเรียกข้าอย่างนั้นเจ้าเด็กโง่ ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของข้า นี่เป็นเพียงแค่การชี้แนะธรรมดาเท่านั้นหรอก”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มพยายามทักท้วง”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ยกมือห้ามแล้วเอ่ยว่า
“ครูและอาจารย์นั้นมีไว้สำหรับสอนสั่งศิษย์ผู้หลงทาง แต่เจ้านั้นไม่ใช่ จำคำข้าไว้ เจ้าไม่เหมือนใครหวูไว่ และไม่เหมือนคนพวกนั้น”
“พวกนั้นเหรอ…พวกไหนกัน”
เฒ่าลู่ไม่ตอบคำ ปล่อยให้เด็กหนุ่มงงงันอยู่อย่างนั้น
(4)
“เจ้าดูแปลกไปนะ…”
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูผึ่งผายขึ้น มีกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าเดิม ไปทำอะไรมาน่ะหวูไว่”
เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบเพื่อนทั้งสองคนไปว่า
“เปล่านี่…ข้าก็ปลูกดอกไม้ไปตามเรื่องเท่านั้น”
เรียวและอากิสบกันตา ดูเหมือนว่าตั้งแต่จากหมู่บ้านเซียงอู่มาอยู่ที่เกียะหยู หวูไว่จะมีอะไรที่ดูพิกล และทำท่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าอ้วน-อากิ ถอนหายใจออกมาโดยแรง
“นี่…ไอ้เพื่อนบ้า เจ้าเป็นอะไรของเจ้านะ เอาแต่ขลุกตัวเองอยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน บางทีข้าก็เห็นเจ้าเอาแต่มองต้นไม้ในสวนอยู่นั่นแหละ จะมองให้ดอกไม้มันงอกขึ้นมาหรือไง หา”
เจ้าโย่ง-เรียว พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย
“ทำใจบ้างเถอะน่า รักคนมีเจ้าของก็ต้องช้ำใจอย่างนี่แหละ มีผู้หญิงสวยในเกียะหยูให้เจ้าเลือกเยอะแยะไป”
“หา…อะไรนะ”คราวนี้เป็นหวูไว่ร้องออกมาบ้าง
อากิเอามือตบหลังเด็กหนุ่มเบาๆเหมือนปลอบใจ
“รู้น่า เจ้านะหลงรักคุณหนูเอียน แต่รักครั้งนี้ของเจ้ามันเป็นรักคุด เจ้าไม่สมหวังหรอก ตัดอกตัดใจเสียเถิดน่า”
หวูไว่ มองหน้าเจ้าเพื่อนตัวดีสองคนไปมาแล้วก็หัวเราะหึหึออกมา
“เจ้าเพื่อนบ้า เพ้อเจ้ออะไรกันเนี่ย”
อกหักเหรอ-หวูไว่เคยคิดเช่นนั้นอยู่บ้างเมื่อยามมาถึงเกียะหยูใหม่ๆ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสวนดอกไม้ร่วมกับเฒ่าลู่นานวันเข้า ซึมซับกับธรรมชาติรอบตัว ฟังคำกล่าวอันมีนัยลึกซึ้งของเฒ่าลู่มากขึ้น เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง ฟูมฟายกับความรักที่ผิดหวังของตัวเองมากนักหรอก
“ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นหรอก ข้าคิดอย่างนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหาก ไม่ใช่ว่าคนที่ข้ารักจากไป หรือมีคนอื่นที่รักอยู่แล้ว จะทำให้ความรักนั้นจืดจางไปเสียเมื่อไหร่เล่า”
เรียวและอากิหันไปสบตากันอีกครั้ง
“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย ไม่เข้าใจเลย” เรียวบ่น
“เรียว อากิ วันใดที่มีความรักพวกเจ้าก็จะรู้เองนั่นแหละ”เด็กหนุ่มว่า
“น้ำเน่าชะมัดวะ”อากิเสริม
แล้วเพื่อนรักทั้งสามก็ประสานเสียงหัวเราะดังไปทั่วสวนดอกไม้
(5)
หลี่มู่ยืนอยู่ในมุมด้านหนึ่งของเก๋งชมจันทร์ในสวนของคฤหาสน์สกุลมู่ ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน และแม่ทัพหนุ่มกำลังเอามือไพล่หลังเฝ้ามองราตรีเบื้องบนที่มืดมิดด้วยอาการครุ่นคิด
ปีนี้หลี่มู่มีอายุ 21 เขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์โบราณ พ่อของหลี่มู่เป็นนายทหารผู้สร้างตำนานการรบไว้มากมาย ในขณะที่แม่เป็นกุลสตรีที่ดีงาม มีเมตตาต่อทุกผู้คน
และจุดเด่นของพ่อและแม่ก็หลอมรวมอยู่ในตัวของหลี่มู่อย่างน่าทึ่ง
หลี่มู่มีความองอาจ สง่างาม มีหน้าตาอันโดดเด่นสะดุดตา ชนิดใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง มีความฉลาด เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ
อายุได้ 17 หลี่หมู่ก็เปล่งประกายเจิดจ้าในสนามรบ ในฐานะนักรบที่เก่งกล้าสามารถ เป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่ง ถนัดในการใช้อาวุธทุกประเภท มีสติปัญญาอันเฉียบคม หลักแหลมในการวางแผนการรบ
อายุได้ 20 หลี่มู่ก็กลายมาเป็นผู้นำของกองกำลังเมฆขาว ชนะศึกเล็กใหญ่มากมาย จนได้ฉายาว่า “ราชันแห่งทุ่งสงคราม” เป็นขุนพลที่สร้างความครั่นคร้ามให้กับนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำมากที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้น แม่ทัพหนุ่มก็รู้สึกว่า การใช้ชีวิตในศึกสงครามมานายหลายปี ทำให้รตัวเองชาเย็นจนเกินไป ยากที่ใครจะเข้าถึง
ไม่เว้นแม้กระทั่ง เอียนซี คู่หมั้นสาว
ที่แล้วมา หลี่มู่ กับ เอียนซี ถือเป็นกำลังหลักของกองกำลังเมฆขาว ยามออกศึกสงคราม หงสาคะนองศึกจะเป็นทัพหน้าทำหน้าที่คอยสอดแนม รายงานความเคลื่อนไหวของศัตรู และถนัดในการลอบซุ่มโจมตีเพื่อลดทอนกำลังของศัตรู
ส่วนหลี่มู่ จะทำหน้าที่เป็นทัพหลวง คอยวางแผนการรบ และพร้อมจะเคลื่อนกำลังเพื่อสนับสนุนได้ตลอดเวลา
แต่หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่มู่ กับ เอียนซี ช่างคล้ายกับแม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพน้อย ที่มีแต่เรื่องราวการวางแผน การรบ และการทำลายล้างทหารอัศวินดำเท่านั้น
ความจริงแล้ว แม่ทัพใหญ่แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ จนกระทั่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสังเกตเห็นว่า คู่หมั้นสาวมักจะเอ่ยถึงเด็กหนุ่มหวูไว่อยู่บ่อยหนเหลือเกิน พูดถึงหนใดก็มักจะยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเบิกบาน
นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาเองไม่เคยพูดหรือกระทำการใดๆให้คู่หมั้นสาวเบิกบานเหมือนที่เด็กหนุ่มบ้านนอกคนนั้นทำได้
คิดถึงแล้ว หลี่มู่ก็ถอนหายใจออกมา
ในขณะแม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดและเฝ้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน เอียนซีก็เดินเข้ามาถึงเก๋งชมจันทร์ และเอ่ยทักทายว่า
“พี่หลี่ ยากนักที่จะเห็นแม่ทัพใหญ่ของพวกเรามีอารมณ์สุนทรีชมแสงจันทร์เยี่ยงนี้”
หลี่มู่ หันหน้ามาและพยักหน้าให้คู่หมั้นสาวและส่งรอยยิ้มน้อยๆเป็นการทักทาย
“ซียี้ เจ้าอย่าล้อข้าเลยน่า”
พูดเสร็จ หลี่มู่ก็ยกมือบอกให้คู่หมั้นสาวนั่งลงบนโต๊ะหิน
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า…”
หงสาคะนองศึกหัวร่อออกมาเบาๆก่อนทรุดตัวลงนั่ง
“อีก 3 วันข้างหน้าเจ้าคงต้องเดินทางไปเมืองเว่ยแล้วซินะ…”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
“เท่าที่ทราบในเบื้องต้นก็คือ ตอนนี้กองทัพอัศวินดำได้ส่งกองกำลังไปที่เมืองเว่ยอย่างผิดสังเกตในช่วงหลายวันที่ผ่านมา”
“อืมม์…แต่เรื่องที่ว่าเมืองเว่ยมีความลับเรื่องอาณาจักรที่สาปสูญอะไรซุกซ่อนนั่น มันน่าสงสัยว่ามันจะเป็นความจริงได้หรือ…”หลี่มู่กล่าว
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่เท่าที่สืบข่าวมาได้ก็คือ นายพลซื่อชางดูจะให้ความสนใจเรื่องอาณาจักรที่ผู้คนร่ำลือกันมากเหลือเกินนี่ ข้าก็อยากรู้ความจริงในเรื่องนี้เหมือนกัน”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของคู่หมั้นสาวก่อนเสริมด้วยว่า
“และนายพลซื่อชางก็ยังตามหาเด็กหนุ่มที่มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าอย่างจ้าละหวั่นเหมือนเดิมด้วย”
“แต่ข้ารับประกันว่า หวูไว่ไม่ใช่เด็กหนุ่มคนที่ว่านั่นแน่ พี่หลี่”
หลี่มู่เหลือบตามองไปที่คู่หมั้นสาว ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มสนิท เหมือนอยากจะกล่าวอะไรแต่ก็เก็บเงียบเอาไว้ในลำคอ
“พี่หลี่…ท่านยังสงสัยหวูไว่อีกเหรอ”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนลุกจากม้านั่งแล้วไปยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนแล้วพูดลอยๆออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะห่วงใยเด็กหนุ่มหวูไว่คนนั้นอยู่มากนะ ซียี้”
เอียนซีร้องอืมม์ดังในลำคอ แล้วชั่วครูก็ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
“นี่…ท่านคงไม่คิดว่าข้ากับหวูไว่…เอ้อ”
หลี่มู่หันมาช้าๆมองไปยังคู่หมั้นสาวและส่ายหน้าไปมา
“นั่นซิ…ข้าไม่คิดว่าพี่หลี่จะคิดอย่างนั้นกับหวูไว่ เขาเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี และยังเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้อีกด้วย”
“แต่พี่หลี่…ข้ามองเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น”
“หือม์…เพื่อนหรือ” หลี่มู่ครางออกมาแล้วรู้สึกเหมือนความอัดอั้นในอกคลายออกจนหมด
เอียนซีพยักหน้ารับ
“ท่านแม่ทัพนะท่านแม่ทัพ คิดอะไรของท่านอยู่นี่ เฮ้อ”
“ซียี้…” แม่ทัพหนุ่มพูดเหมือนละเมอ ก่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างลืมตัว แล้วยื่นมือเข้ากุมมือของคู่หมั้นสาวเอาไว้
“นี่…ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านเป็นคู่หมั้นข้านะ อย่าคิดอะไรให้มันเลยเถิดไปนักเลย เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ท่านน่าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าดี”
“ข้าขอโทษ…ซียี้” หลี่มู่พูดเบาๆ กุมมือคู่หมั้นสาวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ในขณะที่นางสิงห์คะนองศึกก้มหน้าลงอย่างขวยอาย ซุกซ่อนดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดีไม่ให้คู่หมั้นหนุ่มได้เห็น
(6)
“แย่แล้ว…ไม่ทันแน่”
หวูไว่ร้องบอกตัวเองอยู่ในใจ ในขณะที่เร่งฝีเท้าเต็มเหยียด เป้าหมายคือประตูเมืองที่ขณะนี้หน่วยทหารเล็กๆของกองกำลังเมฆขาวคงอยู่ระหว่างเคลื่อนกำลังเพื่อไปปฎิบัติภาระกิจยังเมืองเว่ย
“นี่-เจ้าตัวดี อยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆละ พวกเราจะไปออกรบกันเฟ้ย เป็นสงครามครั้งแรกของพวกเรา”
“โอ๊ย-อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ซิไอ้เพื่อนบ้า เราไปเพื่อสอดแนมเท่านั้น ไม่มีอะไรอันตรายนักหรอก และคุณหนูเอียนของเจ้านำทัพไปเองด้วย”
นั่นแหละ-ที่เรียวและอากิบอกกับเขาเมื่อ 3 วันก่อน และเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะต้องไปส่งเพื่อนรักตรงปากประตูเมืองให้ได้
แล้วก็เอ้อ-เขายังได้ตัดดอกเบญจมาศในสวนที่เพิ่งออกดอกสะพรั่งเพื่อเตรียมมอบให้คุณหนูเอียนด้วย
แต่ขณะนี้ ถึงจะเร่งฝีเท้าอย่างไร และมองเห็นประตูเมืองอยู่ลิบๆเบื้องหน้า แต่เขาก็เห็นแล้วว่ากองทหารเล็กๆกำลังเคลื่อนทัพออกจากประตูเมืองไปอย่างเงียบๆ
เห็นอย่างนั้นแล้วเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ก็แข้งขาอ่อน ไม่มีแรง ยืนหอบหายใจเฝ้ามองหน่วยทหารเคลื่อนทัพจากไป ร่ำร้องเรียกชื่อคุณหนูเอียน-อยู่ในใจเท่านั้น
“อ้าว…เจ้าหนุ่ม”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาทางด้านหลัง เมื่อหวูไว่เหลียวไปมองก็เห็นใบหน้าเหลี่ยม ดวงตายิบหยี และรอยยิ้มเหยียดของคนผู้หนึ่งจ้องมองมา
“ที่ปรึกษาฝาน…”เด็กหนุ่มพึมพำ
ใช่แล้ว-ฝานซื่อ ที่ปรึกษาของแม่ทัพหนุ่มหลี่มู่นั่นเอง
และขณะนี้กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาหลุกหลิกไปมา
“ว่าไงละ…เจ้าหนุ่มมาทำอะไรตรงนี้ แล้วก็นั่นเจ้าจะถือดอกไม้ไปไหน”
หวูไว่หันไปมองดอกเบญจมาศที่กำแน่นอยู่ในมือ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า
“คือข้า…อยากจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่เพิ่งจะร่วมทัพไปสืบเหตุการณ์ที่เมืองเว่ย แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วละที่ปรึกษาฝาน”
“แล้วก็นี่…”เด็กหนุ่มพูดแล้วก้มมองดอกเบญจมาศในมือด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้าตั้งใจมอบให้คุณหนูเอียนซี เพื่ออวยพรให้คุณหนูปฎิบัติภารกิจสำเร็จ แค่นั้นเอง”
ฝานซื่อพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจออกมาโดยแรง
“น่าเห็นใจจริงน้องชาย แต่เรื่องแค่นี้ข้าช่วยเจ้าได้สบายมาก เอาดอกไม้นั่นมาซิเดี๋ยวข้าจะจัดการส่งมอบให้คุณหนูเอียนเอง-ข้าว่านางเองก็คงดีใจมาก”
“หา-จริงเหรอ”
ฝานซื่อหัวร่อเบาๆและพยักหน้า ก่อนจะรับดอกไม้จากมือเด็กหนุ่มไปถือไว้
“ไม่เป็นไรหรอก-เรื่องเล็กน้อยน่า”
หวูไว่มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น กล่าวขอบคุณฝานซื่อด้วยน้ำเสียงสั่น
“ที่ปรึกษาฝาน…ท่านช่างมีน้ำใจนัก” เด็กหนุ่มพึมพำและก้าวเท้ากลับสู่ที่พักด้วยหัวใจอันปลอดโปร่ง
ฝานซื่อเพียงมองแผ่นหลังของหวูไว่ที่เร่งฝีเท้าจากไปด้วยสีหน้ายิ้มเหยียด แล้วหัวเราะเสียงแหลมออกมา
“ไอ้หน้าโง่เอ๊ย คางคกคิดจะกินเนื้อห่านฟ้าเชียวหรือนี่ ช่างไม่เจียมนัก…”
พูดพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นแล้ว ที่ปรึกษาประจำตัวแม่ทัพหลี่มู่ก็ค่อยๆทิ้งดอกไม้ในมือลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ตามมาด้วยการใช้เท้าเหยียบย่ำดอกไม้นั่นจนแหลกคาเท้า
แล้วหัวร่ออย่างสะใจอยู่เป็นนาน
ลมยามดึกแผ่ความหนาวเย็นออกมา ภายใต้แสงจันทร์นวลในสวนดอกไม้อันเงียบสงบ ที่มีเสียงใบไม้ดังกรูเกรียวอยู่ไปมา ร่างหนึ่งกำลังกระโดดไปมา ซ้ายที ขวาที ล้มคว่ำล้มหงายก็ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังหยัดร่างลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมย่อท้อ
แต่ก็มีอยู่บางจังหวะที่ยืนหอบหายใจด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็นนาน
“เฒ่าลู่…นี่ข้าเหนื่อยแล้วนะ เหนื่อยมากด้วย จะให้ข้ากระโดดไป กระโดดมาอย่างนี้ทั้งคืนเลยเหรอ” ร่างนั้นตัดพ้อ แล้วเอามือเกาหัวตัวเองไปมาอย่างหงุดหงิดใจ
ใช่แล้ว-ร่างที่โลดเต้นไปมาด้วยอาการเก้กังอยู่เป็นนานก็คือ หวูไว่-เด็กหนุ่มผมสีทองจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่นเอง
และชายเฒ่าที่ลูบคางตัวเองและยิ้มน้อยๆออกมาก็คือเฒ่าบ้า-ตาเฒ่าลู่แห่งสวนดอกไม้
“ข้าหวังดีต่อเจ้าหรอกไอ้หนู…”
“เอาละ…คราวนี้ ข้าอยากให้เจ้ายกหมัดต่อยมาที่ข้าเต็มแรงอย่างไม่ต้องเกรงใจเลย”
“หา…อะไรนะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงหลง แม้จะใช้แรงกระโดดไปมาอยู่เป็นนานแต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็เชื่อว่าตัวเองยังมีแรงเหลือเฟือที่จะต่อยใส่ตาเฒ่าที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า แล้วทำไมเฒ่าลู่ถึงคิดอะไรเพี้ยนๆเช่นนี้
“เฒ่าลู่ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ”
ตาเฒ่าเพ่งมองเด็กหนุ่มครู่ใหญ่ แล้วหัวเราะหึหึขึ้นมา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ข้าไม่ได้พูดผิด ไม่ได้เพี้ยน หรือบ้าอะไรอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอกน่า มาเถอะกำหมัดแล้วชกมาที่ข้าเถิด ไม่เป็นไรหรอกน่า”
หวูไว่ถอนหายใจออกมา แล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก
เขาจะทำอะไรได้เล่านอกจากพุ่งหมัดขวาตรงไปยังบริเวณหน้าอกของเฒ่าลู่เต็มแรง แต่เป็นการพุ่งน้ำหนักหมัดไปโดยที่เจ้าของมือเอาแต่หลับตาปี๋
แต่แล้ว หวูไว่รู้สึกเหมือนว่าหมัดของตัวเองแหวกถูกแต่ลมในอากาศไปเท่านั้น หาได้พุ่งไปที่ร่างของตาเฒ่าแต่อย่างใด
เพราะอะไรกัน
เด็กหนุ่มนึกได้แค่นั้นขณะลืมตาขึ้น
และเหมือนมีแรงดันบางอย่างกระแทกเข้ากลางหลัง จนเซหลุนๆไปนอนจุกแอ้กอยู่บนพื้นเป็นนาน
เฮ้ย…
มองไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เมื่อพบว่าแรงดันบางอย่างเกิดขึ้นจากน้ำมือของเฒ่าลู่ที่ไปยืนอยู่ทางด้านหลังของตัวเองได้อย่างไรไม่รู้
“นี่มัน…”
เฒ่าลู่หัวเราะแล้วพูดว่า
“ที่ข้าให้เจ้ากระโดดไปมา ชกต่อยลืมวืดวาดในตอนแรก รวมทั้งชกมาที่ข้านั่นมันคือการใช้พละกำลังจากร่างกายของเจ้าที่มีทั้งหมด เป็นเหมือนการรุกไปข้างหน้าโดยใช้กำลังโจมตี”
“และที่ส่งเจ้าลงไปนอนกองอยู่นั่น มันคือคือการตั้งรับ ที่เน้นความอ่อนโยน แล้วหาช่องว่าง หาจุดว่างในตัวของเจ้าเพื่อตีโต้ออกไป”
“แล้วมันมีความหมายว่าอะไรเล่า ตาเฒ่า”
“มันก็คือ หยิน และ หยาง”
“หยิน และ หยาง เหรอ” เด็กหนุ่มทวนคำ
ตาเฒ่าพยักหน้า
“มันคือแข็งและอ่อน ในโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยสองสิ่งนี้เด็กโง่ บางขณะหยินก็เป็นใหญ่ แต่บางเวลาก็จะเป็นหยาง เจ้าเพียงรู้จักพลิกแพลง เชื่อมต่อระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้เท่านั้น เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อตัวเจ้า”
เฒ่าลู่เพ่งมองมาที่เด็กหนุ่มแล้วพูดว่า
“จงสงบนิ่ง มีสติ เมื่อมีสมาธิ ปัญญาย่อมจะเกิดขึ้น”
หวูไว่เริ่มงงแล้ว ที่ตาเฒ่าพูดมามันเกี่ยวกับการที่เขาชกลมวืดวาดเมื่อตะกี้ด้วยหรือนี่
“ถ้าเจ้าเรียนรู้ที่จะสร้างความกลมกลืนระหว่างหยินและหยางได้ มันจะช่วยป้องกันเจ้าจากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้แน่ เชื่อข้าซิ”
“แล้วข้าจะเรียนรู้มันได้อย่างไร เฒ่าลู่”
“เถอะน่า… อย่ากลัวไปเลย”
ตาเฒ่าผู้แปลกประหลาดบอก
(2)
“เอาไป…”
“อะไรกันตาเฒ่า ดาบเล่มนี้มัน…”
“เถอะน่า…”
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา รับดาบจากมือเฒ่าลู่ด้วยอาการมึนงง ดาบเล่มนี้แทบจะไม่สามารถเรียกว่าดาบได้เลย เพราะมันไม่มีด้ามดาบ ไม่มีฝัก ที่สำคัญไม่มีประกายวาววับเหมือนดาบทั่วไป
เพราะมันเป็นดาบไม้
เป็นดาบไม้ที่มีขนาดกระชับสั้น ว่าไปแล้วเหมือนแผ่นไม้บางๆที่ผ่านการเกลาจนเป็นรูปร่างเหมือนดาบขึ้นมาเท่านั้น
มันจะใช้ป้องกันตัวได้อย่างไร จะตัดต้นหญ้าที่รกรุงรังในสวนดอกไม้ได้หรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่
“เฒ่าลู่ ดาบนี้จะใช้ทำอะไรได้เนี่ย ข้าไม่คิดว่ามัน…”
“เด็กโง่”
ตาเฒ่าตวาดเบาๆแล้วอธิบาย
“อาวุธเป็นเพียงวัตถุภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องรู้ใช้ดาบให้เป็นเท่านั้น”
“งั้นเหรอ…”
“งั้นซิ…มันคือการผสานระหว่างจิตกับวัตถุ เมื่อเจ้ารู้จักใช้จิตผนึกเข้ากับอาวุธ จะเป็นดาบไม้ หรือจากดาบวิเศษก็ไม่มีความแตกต่างกัน…”
แล้วเฒ่าลู่ก็ย้ำในประโยคต่อมาอีกว่า
“ดาบไม้มันเหมาะกับเจ้า เพราะมันเป็นดาบที่ใช้เพื่อช่วยเหลือคน ไม่ใช่ฆ่าคน”
อย่างนั้นก็เถอะ-หวูไว่ก็ยังสงสัยอยู่ดี มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นกระมัง
“จงจดจ่ออยู่กับดาบ ละทิ้งทุกอย่างและมีสมาธิอยู่กับมัน”ตาเฒ่าว่า
“แล้วข้าจะบังคับมันได้อย่างไร…”เด็กหนุ่มถาม
เฒ่าลู่ยิ้ม
“นอกจากใช้จิตผนึกกับอาวุธแล้ว เจ้าต้องปล่อยให้ร่างกายของเจ้าเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ”
“ฟังดูงงๆนะ เฒ่าลู่”
“จำได้มั๊ยเจ้าเด็กโง่ คำที่ข้าเคยบอก ต้นไผ่ สายน้ำ และ ดวงดาว”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ
“เจ้าหลับตาซิ และนึกถึงคำว่าต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“ลองนึกถึงต้นไผ่ เห็นมั๊ยว่ามันเรียวยาว บอบบาง แต่สังเกตหรือไม่ว่าจะมีลมแรงเพียงไร ไผ่ไม่โดนหักโค่น มันเพียงเอนไหวมาก็สลายลมแรงเหล่านั้นได้หมดแล้ว หากการเคลื่อนไหวของเจ้ากระทำได้เยี่ยงนั้นยามต่อสู้ เจ้าย่อมจะคลี่คลายสถานการณ์จากหนักเป็นเบาได้”
“ทำตัวเหมือนต้นไม้หวูไว่ ตั้งตระหง่าน สงบนิ่ง และรอคอย”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องอืมม์ในลำคอ
“แล้วก็สายน้ำ มันไหลเรื่อยต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งไม่มีสิ่งใดมากีดขวางมันก็จะยิ่งไหลไปตามเส้นทางของมัน ว่าไปแล้วมันก็คือเหมือนกระบวนท่าดาบที่หากควบคุมได้อย่างต่อเนื่องจะเปล่งประสิทธิภาพออกมาอย่างเต็มที่ เป็นการรุกไปข้างหน้ายังไงละ”
“แล้วดวงดาวละ…”เด็กหนุ่มถามทั้งๆที่ยังนั่งหลับตาอยู่
“เด็กโง่เอ๋ย-ดวงดาวมีการเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง และการเคลื่อนไหวของดวงดาวเป็นตัวนำการเคลื่อนไหวต่างๆบนโลก ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรไปทางใด การเคลื่อนไหวของมนุษย์โลก พืช สัตว์ทั้งมวล ก็ดูจะเคลื่อนที่ไปในธรรมชาติเช่นเดียวกัน”
“ดังคำที่ว่าคล้อยเพื่อเคลื่อนตาม คล้อยตามจึงเคลื่อนยังไงเล่า”
หวูไว่ลืมตาตื่นขึ้น ความสว่างลุกโพลนอยู่ภายใน
“เฒ่าลู่ ถ้าอย่างนั้นที่แท้ ต้นไผ่ สายน้ำ ดวงดาวคือเคล็ดแห่งวิชาฝีมือหรือนี่”
“มันก็แล้วแต่เจ้าจะคิดซิ ข้าบอกแล้วไงว่า ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาวมีความลี้ลับให้เจ้าค้นหา มันแล้วแต่เจ้าจะตีความออกมาอย่างไร แล้วก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเจ้าเองอีกด้วย”
เด็กหนุ่มอ้าปากหวอแล้วใช้มือเกาศรีษะตัวเองอีกครั้งแล้ว
“หวูไว่ ทั้งหมดที่ว่ามาเจ้าเข้าใจหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแต่ก็ยังขัดข้องใจจนต้องเอ่ยถามออกไปว่า
“แต่ข้าจะแปรเปลี่ยนมันเพื่อใช้กับดาบไม้เล่มนี้ได้อย่างไร”
ตาเฒ่าลู่เอามือลูบเคราของตัวเอง แล้วหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาอ่อนโยน
“มันจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเจ้ารู้จักฝึกฝนและมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากขึ้นนั่นเอง”
“อะไรนะ…”หวูไว่ร้องได้แค่นั้น
(3)
เสียงดาบไม้ปะทะกับสายลมอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัดในลานของสวนดอกไม้
ถ้าใครได้เห็นหวูไว่ในยามนี้คงจะประหลาดใจอยู่มาก ร่างที่เคลื่อนไหวไปมาผสานเข้ากับกระบวนดาบได้อย่างกลมกลืน แม้จะดูเก้กัง ติดขัดในบางจังหวะ แต่นานเข้าเด็กหนุ่มก็ดูจะควบคุมดาบในมือได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนพอจะกล่าวได้ว่าพอรู้จักใช้ดาบเป็นบ้างแล้ว
“เจ้าทำได้ดีมาก หวูไว่”เสียงหนึ่งดังขึ้นทางด้านหลัง
เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองก็พบเฒ่าลู่ยืนมือไขว้หลัง เฝ้าดูการรำดาบของตนด้วยสีหน้าอิ่มเอิบ
“แต่ข้าคิดว่า…”
“หวูไว่…เจ้าเพิ่งฝึกฝนอย่ารีบเร่งไปหน่อยนักเลย ความสำเร็จมันเกิดในเวลาชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอก”
“ทราบแล้ว เฒ่าลู่”
“เอ๊ย…อาจารย์”
แต่เฒ่าลู่ส่ายหน้า
“อย่าเรียกข้าอย่างนั้นเจ้าเด็กโง่ ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของข้า นี่เป็นเพียงแค่การชี้แนะธรรมดาเท่านั้นหรอก”
“แต่ว่า…”เด็กหนุ่มพยายามทักท้วง”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ยกมือห้ามแล้วเอ่ยว่า
“ครูและอาจารย์นั้นมีไว้สำหรับสอนสั่งศิษย์ผู้หลงทาง แต่เจ้านั้นไม่ใช่ จำคำข้าไว้ เจ้าไม่เหมือนใครหวูไว่ และไม่เหมือนคนพวกนั้น”
“พวกนั้นเหรอ…พวกไหนกัน”
เฒ่าลู่ไม่ตอบคำ ปล่อยให้เด็กหนุ่มงงงันอยู่อย่างนั้น
(4)
“เจ้าดูแปลกไปนะ…”
“ใช่ ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูผึ่งผายขึ้น มีกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าเดิม ไปทำอะไรมาน่ะหวูไว่”
เด็กหนุ่มจากเซียงอู่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบเพื่อนทั้งสองคนไปว่า
“เปล่านี่…ข้าก็ปลูกดอกไม้ไปตามเรื่องเท่านั้น”
เรียวและอากิสบกันตา ดูเหมือนว่าตั้งแต่จากหมู่บ้านเซียงอู่มาอยู่ที่เกียะหยู หวูไว่จะมีอะไรที่ดูพิกล และทำท่าจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าอ้วน-อากิ ถอนหายใจออกมาโดยแรง
“นี่…ไอ้เพื่อนบ้า เจ้าเป็นอะไรของเจ้านะ เอาแต่ขลุกตัวเองอยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ทุกวี่ทุกวัน บางทีข้าก็เห็นเจ้าเอาแต่มองต้นไม้ในสวนอยู่นั่นแหละ จะมองให้ดอกไม้มันงอกขึ้นมาหรือไง หา”
เจ้าโย่ง-เรียว พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย
“ทำใจบ้างเถอะน่า รักคนมีเจ้าของก็ต้องช้ำใจอย่างนี่แหละ มีผู้หญิงสวยในเกียะหยูให้เจ้าเลือกเยอะแยะไป”
“หา…อะไรนะ”คราวนี้เป็นหวูไว่ร้องออกมาบ้าง
อากิเอามือตบหลังเด็กหนุ่มเบาๆเหมือนปลอบใจ
“รู้น่า เจ้านะหลงรักคุณหนูเอียน แต่รักครั้งนี้ของเจ้ามันเป็นรักคุด เจ้าไม่สมหวังหรอก ตัดอกตัดใจเสียเถิดน่า”
หวูไว่ มองหน้าเจ้าเพื่อนตัวดีสองคนไปมาแล้วก็หัวเราะหึหึออกมา
“เจ้าเพื่อนบ้า เพ้อเจ้ออะไรกันเนี่ย”
อกหักเหรอ-หวูไว่เคยคิดเช่นนั้นอยู่บ้างเมื่อยามมาถึงเกียะหยูใหม่ๆ แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสวนดอกไม้ร่วมกับเฒ่าลู่นานวันเข้า ซึมซับกับธรรมชาติรอบตัว ฟังคำกล่าวอันมีนัยลึกซึ้งของเฒ่าลู่มากขึ้น เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง ฟูมฟายกับความรักที่ผิดหวังของตัวเองมากนักหรอก
“ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นหรอก ข้าคิดอย่างนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหาก ไม่ใช่ว่าคนที่ข้ารักจากไป หรือมีคนอื่นที่รักอยู่แล้ว จะทำให้ความรักนั้นจืดจางไปเสียเมื่อไหร่เล่า”
เรียวและอากิหันไปสบตากันอีกครั้ง
“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย ไม่เข้าใจเลย” เรียวบ่น
“เรียว อากิ วันใดที่มีความรักพวกเจ้าก็จะรู้เองนั่นแหละ”เด็กหนุ่มว่า
“น้ำเน่าชะมัดวะ”อากิเสริม
แล้วเพื่อนรักทั้งสามก็ประสานเสียงหัวเราะดังไปทั่วสวนดอกไม้
(5)
หลี่มู่ยืนอยู่ในมุมด้านหนึ่งของเก๋งชมจันทร์ในสวนของคฤหาสน์สกุลมู่ ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน และแม่ทัพหนุ่มกำลังเอามือไพล่หลังเฝ้ามองราตรีเบื้องบนที่มืดมิดด้วยอาการครุ่นคิด
ปีนี้หลี่มู่มีอายุ 21 เขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์โบราณ พ่อของหลี่มู่เป็นนายทหารผู้สร้างตำนานการรบไว้มากมาย ในขณะที่แม่เป็นกุลสตรีที่ดีงาม มีเมตตาต่อทุกผู้คน
และจุดเด่นของพ่อและแม่ก็หลอมรวมอยู่ในตัวของหลี่มู่อย่างน่าทึ่ง
หลี่มู่มีความองอาจ สง่างาม มีหน้าตาอันโดดเด่นสะดุดตา ชนิดใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง มีความฉลาด เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ
อายุได้ 17 หลี่หมู่ก็เปล่งประกายเจิดจ้าในสนามรบ ในฐานะนักรบที่เก่งกล้าสามารถ เป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่ง ถนัดในการใช้อาวุธทุกประเภท มีสติปัญญาอันเฉียบคม หลักแหลมในการวางแผนการรบ
อายุได้ 20 หลี่มู่ก็กลายมาเป็นผู้นำของกองกำลังเมฆขาว ชนะศึกเล็กใหญ่มากมาย จนได้ฉายาว่า “ราชันแห่งทุ่งสงคราม” เป็นขุนพลที่สร้างความครั่นคร้ามให้กับนายพลซื่อชางแห่งกองทัพอัศวินดำมากที่สุด
แต่ถึงอย่างนั้น แม่ทัพหนุ่มก็รู้สึกว่า การใช้ชีวิตในศึกสงครามมานายหลายปี ทำให้รตัวเองชาเย็นจนเกินไป ยากที่ใครจะเข้าถึง
ไม่เว้นแม้กระทั่ง เอียนซี คู่หมั้นสาว
ที่แล้วมา หลี่มู่ กับ เอียนซี ถือเป็นกำลังหลักของกองกำลังเมฆขาว ยามออกศึกสงคราม หงสาคะนองศึกจะเป็นทัพหน้าทำหน้าที่คอยสอดแนม รายงานความเคลื่อนไหวของศัตรู และถนัดในการลอบซุ่มโจมตีเพื่อลดทอนกำลังของศัตรู
ส่วนหลี่มู่ จะทำหน้าที่เป็นทัพหลวง คอยวางแผนการรบ และพร้อมจะเคลื่อนกำลังเพื่อสนับสนุนได้ตลอดเวลา
แต่หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่มู่ กับ เอียนซี ช่างคล้ายกับแม่ทัพใหญ่กับแม่ทัพน้อย ที่มีแต่เรื่องราวการวางแผน การรบ และการทำลายล้างทหารอัศวินดำเท่านั้น
ความจริงแล้ว แม่ทัพใหญ่แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ จนกระทั่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสังเกตเห็นว่า คู่หมั้นสาวมักจะเอ่ยถึงเด็กหนุ่มหวูไว่อยู่บ่อยหนเหลือเกิน พูดถึงหนใดก็มักจะยิ้มแย้ม หัวเราะอย่างเบิกบาน
นานแค่ไหนแล้วนะที่เขาเองไม่เคยพูดหรือกระทำการใดๆให้คู่หมั้นสาวเบิกบานเหมือนที่เด็กหนุ่มบ้านนอกคนนั้นทำได้
คิดถึงแล้ว หลี่มู่ก็ถอนหายใจออกมา
ในขณะแม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดและเฝ้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน เอียนซีก็เดินเข้ามาถึงเก๋งชมจันทร์ และเอ่ยทักทายว่า
“พี่หลี่ ยากนักที่จะเห็นแม่ทัพใหญ่ของพวกเรามีอารมณ์สุนทรีชมแสงจันทร์เยี่ยงนี้”
หลี่มู่ หันหน้ามาและพยักหน้าให้คู่หมั้นสาวและส่งรอยยิ้มน้อยๆเป็นการทักทาย
“ซียี้ เจ้าอย่าล้อข้าเลยน่า”
พูดเสร็จ หลี่มู่ก็ยกมือบอกให้คู่หมั้นสาวนั่งลงบนโต๊ะหิน
“ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า…”
หงสาคะนองศึกหัวร่อออกมาเบาๆก่อนทรุดตัวลงนั่ง
“อีก 3 วันข้างหน้าเจ้าคงต้องเดินทางไปเมืองเว่ยแล้วซินะ…”
หญิงสาวพยักหน้ารับ
“เท่าที่ทราบในเบื้องต้นก็คือ ตอนนี้กองทัพอัศวินดำได้ส่งกองกำลังไปที่เมืองเว่ยอย่างผิดสังเกตในช่วงหลายวันที่ผ่านมา”
“อืมม์…แต่เรื่องที่ว่าเมืองเว่ยมีความลับเรื่องอาณาจักรที่สาปสูญอะไรซุกซ่อนนั่น มันน่าสงสัยว่ามันจะเป็นความจริงได้หรือ…”หลี่มู่กล่าว
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่เท่าที่สืบข่าวมาได้ก็คือ นายพลซื่อชางดูจะให้ความสนใจเรื่องอาณาจักรที่ผู้คนร่ำลือกันมากเหลือเกินนี่ ข้าก็อยากรู้ความจริงในเรื่องนี้เหมือนกัน”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของคู่หมั้นสาวก่อนเสริมด้วยว่า
“และนายพลซื่อชางก็ยังตามหาเด็กหนุ่มที่มีผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าอย่างจ้าละหวั่นเหมือนเดิมด้วย”
“แต่ข้ารับประกันว่า หวูไว่ไม่ใช่เด็กหนุ่มคนที่ว่านั่นแน่ พี่หลี่”
หลี่มู่เหลือบตามองไปที่คู่หมั้นสาว ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มสนิท เหมือนอยากจะกล่าวอะไรแต่ก็เก็บเงียบเอาไว้ในลำคอ
“พี่หลี่…ท่านยังสงสัยหวูไว่อีกเหรอ”
แม่ทัพหนุ่มแห่งกองกำลังเมฆขาวส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนลุกจากม้านั่งแล้วไปยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนแล้วพูดลอยๆออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะห่วงใยเด็กหนุ่มหวูไว่คนนั้นอยู่มากนะ ซียี้”
เอียนซีร้องอืมม์ดังในลำคอ แล้วชั่วครูก็ดวงตาลุกโพลงขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
“นี่…ท่านคงไม่คิดว่าข้ากับหวูไว่…เอ้อ”
หลี่มู่หันมาช้าๆมองไปยังคู่หมั้นสาวและส่ายหน้าไปมา
“นั่นซิ…ข้าไม่คิดว่าพี่หลี่จะคิดอย่างนั้นกับหวูไว่ เขาเป็นเด็กหนุ่มนิสัยดี และยังเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้อีกด้วย”
“แต่พี่หลี่…ข้ามองเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น”
“หือม์…เพื่อนหรือ” หลี่มู่ครางออกมาแล้วรู้สึกเหมือนความอัดอั้นในอกคลายออกจนหมด
เอียนซีพยักหน้ารับ
“ท่านแม่ทัพนะท่านแม่ทัพ คิดอะไรของท่านอยู่นี่ เฮ้อ”
“ซียี้…” แม่ทัพหนุ่มพูดเหมือนละเมอ ก่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างลืมตัว แล้วยื่นมือเข้ากุมมือของคู่หมั้นสาวเอาไว้
“นี่…ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านเป็นคู่หมั้นข้านะ อย่าคิดอะไรให้มันเลยเถิดไปนักเลย เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ท่านน่าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าดี”
“ข้าขอโทษ…ซียี้” หลี่มู่พูดเบาๆ กุมมือคู่หมั้นสาวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ในขณะที่นางสิงห์คะนองศึกก้มหน้าลงอย่างขวยอาย ซุกซ่อนดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดีไม่ให้คู่หมั้นหนุ่มได้เห็น
(6)
“แย่แล้ว…ไม่ทันแน่”
หวูไว่ร้องบอกตัวเองอยู่ในใจ ในขณะที่เร่งฝีเท้าเต็มเหยียด เป้าหมายคือประตูเมืองที่ขณะนี้หน่วยทหารเล็กๆของกองกำลังเมฆขาวคงอยู่ระหว่างเคลื่อนกำลังเพื่อไปปฎิบัติภาระกิจยังเมืองเว่ย
“นี่-เจ้าตัวดี อยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆละ พวกเราจะไปออกรบกันเฟ้ย เป็นสงครามครั้งแรกของพวกเรา”
“โอ๊ย-อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ซิไอ้เพื่อนบ้า เราไปเพื่อสอดแนมเท่านั้น ไม่มีอะไรอันตรายนักหรอก และคุณหนูเอียนของเจ้านำทัพไปเองด้วย”
นั่นแหละ-ที่เรียวและอากิบอกกับเขาเมื่อ 3 วันก่อน และเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะต้องไปส่งเพื่อนรักตรงปากประตูเมืองให้ได้
แล้วก็เอ้อ-เขายังได้ตัดดอกเบญจมาศในสวนที่เพิ่งออกดอกสะพรั่งเพื่อเตรียมมอบให้คุณหนูเอียนด้วย
แต่ขณะนี้ ถึงจะเร่งฝีเท้าอย่างไร และมองเห็นประตูเมืองอยู่ลิบๆเบื้องหน้า แต่เขาก็เห็นแล้วว่ากองทหารเล็กๆกำลังเคลื่อนทัพออกจากประตูเมืองไปอย่างเงียบๆ
เห็นอย่างนั้นแล้วเด็กหนุ่มแห่งเมืองเซียงอู่ก็แข้งขาอ่อน ไม่มีแรง ยืนหอบหายใจเฝ้ามองหน่วยทหารเคลื่อนทัพจากไป ร่ำร้องเรียกชื่อคุณหนูเอียน-อยู่ในใจเท่านั้น
“อ้าว…เจ้าหนุ่ม”
เสียงแหลมเล็กดังขึ้นมาทางด้านหลัง เมื่อหวูไว่เหลียวไปมองก็เห็นใบหน้าเหลี่ยม ดวงตายิบหยี และรอยยิ้มเหยียดของคนผู้หนึ่งจ้องมองมา
“ที่ปรึกษาฝาน…”เด็กหนุ่มพึมพำ
ใช่แล้ว-ฝานซื่อ ที่ปรึกษาของแม่ทัพหนุ่มหลี่มู่นั่นเอง
และขณะนี้กำลังจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาหลุกหลิกไปมา
“ว่าไงละ…เจ้าหนุ่มมาทำอะไรตรงนี้ แล้วก็นั่นเจ้าจะถือดอกไม้ไปไหน”
หวูไว่หันไปมองดอกเบญจมาศที่กำแน่นอยู่ในมือ แล้วพูดตะกุกตะกักว่า
“คือข้า…อยากจะไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่เพิ่งจะร่วมทัพไปสืบเหตุการณ์ที่เมืองเว่ย แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้วละที่ปรึกษาฝาน”
“แล้วก็นี่…”เด็กหนุ่มพูดแล้วก้มมองดอกเบญจมาศในมือด้วยสายตาอ่อนโยน “ข้าตั้งใจมอบให้คุณหนูเอียนซี เพื่ออวยพรให้คุณหนูปฎิบัติภารกิจสำเร็จ แค่นั้นเอง”
ฝานซื่อพยักหน้ารับ แล้วถอนหายใจออกมาโดยแรง
“น่าเห็นใจจริงน้องชาย แต่เรื่องแค่นี้ข้าช่วยเจ้าได้สบายมาก เอาดอกไม้นั่นมาซิเดี๋ยวข้าจะจัดการส่งมอบให้คุณหนูเอียนเอง-ข้าว่านางเองก็คงดีใจมาก”
“หา-จริงเหรอ”
ฝานซื่อหัวร่อเบาๆและพยักหน้า ก่อนจะรับดอกไม้จากมือเด็กหนุ่มไปถือไว้
“ไม่เป็นไรหรอก-เรื่องเล็กน้อยน่า”
หวูไว่มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น กล่าวขอบคุณฝานซื่อด้วยน้ำเสียงสั่น
“ที่ปรึกษาฝาน…ท่านช่างมีน้ำใจนัก” เด็กหนุ่มพึมพำและก้าวเท้ากลับสู่ที่พักด้วยหัวใจอันปลอดโปร่ง
ฝานซื่อเพียงมองแผ่นหลังของหวูไว่ที่เร่งฝีเท้าจากไปด้วยสีหน้ายิ้มเหยียด แล้วหัวเราะเสียงแหลมออกมา
“ไอ้หน้าโง่เอ๊ย คางคกคิดจะกินเนื้อห่านฟ้าเชียวหรือนี่ ช่างไม่เจียมนัก…”
พูดพึมพำกับตัวเองเช่นนั้นแล้ว ที่ปรึกษาประจำตัวแม่ทัพหลี่มู่ก็ค่อยๆทิ้งดอกไม้ในมือลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี ตามมาด้วยการใช้เท้าเหยียบย่ำดอกไม้นั่นจนแหลกคาเท้า
แล้วหัวร่ออย่างสะใจอยู่เป็นนาน
